สามัคคีคือพลัง
หลังจากอันเจิงสั่งการออกไปไม่ถึงสองชั่วโมงเหล่าชายกำยำที่อันเจิงให้ส่งออกไปซ่อนตัวอยู่นอกเมืองก็กลับเข้ามากันครบชายกำยำเหล่านี้ซ่อนตัวอย่างเป็นกังวล พวกเขากลัวว่าอันเจิงและคนอื่น ๆจะไม่สามารถผ่านพ้นปัญหาในครั้งนี้ไปได้ ดังนั้นเมื่ออันเจิงเรียกรวมตัว พวกเขาจึงเร่งกลับมาด้วยความดีใจ
บาดแผลของหลางจิ้งดีขึ้นมากแล้วขณะที่เขาพาคนอื่น ๆ พุ่งเข้ามาแล้วเห็นอันเจิง เขาก็อ้าปากหัวเราะเสียงดัง“เจ้าสำนักอัน ครั้งหน้าอย่าให้ข้าไปจากสำนักอีกเลยนะ พวกเราคือครอบครัวเดียวกันไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไร พวกเราควรผ่านพ้นไปด้วยกัน”
คนอื่นพูดขึ้นพร้อมกัน “เจ้าสำนักอันพวกข้ารู้ว่าท่านคิดเผื่อพวกเรา แต่เราต้องเป็นคนที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันสิเป็นไปได้อย่างไรที่จะทิ้งกันในยามลำบาก!”
ไม่นานชายกำยำหลายร้อยชีวิตก็กลับมาครบ เมื่ออยู่กันพร้อมหน้าในสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ทุกคนต่างเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
อันเจิงเพิ่งจะเริ่มพูดเขาก็เห็นชายหนุ่มแบกกระเป๋าผ้าเดินเข้ามาช้า ๆ ด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนักคนคนนี้เงยหน้าขึ้นมาดูภายในสำนัก จากนั้นก็ชะงักไป แล้วเริ่มก้าวยาว ๆเข้ามาหาอันเจิง “นายท่าน เกิดเรื่องอะไรขึ้น?”
คนที่มาก็คือกู้เฉาโถง
เมื่ออันเจิงเห็นเขากลับมาจึงพอจะเดาเรื่องได้บ้าง
“เข้าไปพักด้านในก่อนเถอะ ไม่ต้องคิดมาก”
กู้เฉาโถงส่ายหน้า “สอบไม่ติดก็คือสอบไม่ติดยังจะมีอะไรต้องคิดมากอีก นายท่าน นี่พวกท่านกำลังจะทำอะไร?”
อันเจิงไม่อยากปิดบังจึงเล่าเรื่องตระกูลเกาให้เขาฟังทั้งหมด ทันใดนั้น กู้เฉาโถงก็วางกระเป๋าในมือ“นายท่าน เรื่องนี้จะประมาทไม่ได้ ตอนนี้ตระกูลเกาต้องใช้อำนาจทั้งหมดมาต่อต้านอย่างแน่นอนพวกเขาไม่มีทางให้ใครมาแย่งตำแหน่งนายใหญ่ในเจียงหูไปง่าย ๆ หรอก ต่อให้ราชาจะทรงสั่งการเองก็ตามอย่างไรตระกูลเกาก็ต้องสู้สุดความสามารถ หากข้าเดาไม่ผิด พวกเขาอาจบุกเข้าไปลอบปลงพระชนม์ราชาเลยก็ได้!ขนาดเรื่องจับเด็กและผู้หญิงไปขายก็ทำมาแล้ว ยังมีเรื่องอะไรที่ไม่กล้าทำอีก?”
อันเจิงพยักหน้า“สิ่งที่เจ้าพูดข้าเข้าใจดี ความหมายของเจ้าคือไม่ควรออกไปต่อกรกับตระกูลเกาตอนนี้?”
กู้เฉาโถงเงียบไปครู่หนึ่งจากนั้นในแววตาก็เปล่งประกายขึ้นมา “ไม่! อันตรายและโอกาสมักจะมาพร้อมกันเสมอยิ่งอันตรายมากเท่าไหร่ โอกาสก็ยิ่งมากเท่านั้น”
เขาถามอันเจิง “ท่านมีแผนรึยัง?”
อันเจิงตอบกลับ “ก็แค่...ค่อย ๆ ล้มโรงพนันทีละแห่ง”
กู้เฉาโถงส่ายหน้า “แบบนี้ไม่ได้ หากมัวแต่ล้มทีละแห่งยังไปไม่ทันถึงโรงพนันแห่งที่สาม ตระกูลเกาก็ต้องรวมอำนาจและคนทั้งหมดที่มีรอแล้วถึงตอนนั้น อย่าว่าแต่เหล่าชายกำยำในสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์เลยต่อให้จำนวนคนจะมากขึ้นเป็นสองเท่าก็สู้ไม่ไหว ฉะนั้น...พวกเราควรแบ่งคนเป็นสองส่วน”
อันเจิงชะงักไปเล็กน้อยเพราะกู้เฉาโถงเพิ่งกลับมาและยังไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้นอย่างละเอียด แต่ทำไมสมองถึงคิดได้ไวขนาดนี้?
กู้เฉาโถงนั่งลงจากนั้นก็วาดเส้นมากมายบนพื้น“ก่อนหน้านี้นายท่านให้เสี่ยวชีเต้าทำความคุ้นเคยกับถนนในเมืองฟางกู้ส่วนข้าก็ไม่มีเรื่องอะไรทำจึงไปเดินเล่นเป็นเพื่อนเขาถึงแม้จะไม่ได้ใส่ใจรายละเอียดมาก แต่ทว่าก็จำตำแหน่งที่ตั้งของโรงพนันตระกูลเกาไว้ได้พอสมควรโรงพนันของตระกูลเกาดูเหมือนอยู่กระจัดกระจาย แต่กฎที่เหมือนกันทุกแห่งก็มีเพียงอย่างเดียว”
เขาเร่งมือวาดบนพื้นถึงแม้จะเป็นลายเส้นที่วุ่นวาย แต่ก็ดูออกอย่างชัดเจน
ไม่ต้องพูดถึงอย่างอื่น เพียงแค่ทักษะการจดจำเส้นทางต่างๆ ก็เก่งมากจนต้องมองเขาใหม่แล้ว ตู้โซ่วโซ่วหันไปที่อันเจิงแล้วชูนิ้วโป้ง“นี่เจ้าเก็บสมบัติมาได้อีกชิ้นแล้วนะ”
ความสนใจของอันเจิงอยู่ที่แผนที่บนพื้นทั้งหมดยิ่งดูเขาก็ยิ่งรู้สึกนับถือกู้เฉาโถงมากขึ้นเขารู้ว่ากู้เฉาโถงมักจะออกไปเดินทำความคุ้นเคยถนนกับเสี่ยวชีเต้าแต่เขาไม่รู้มาก่อนว่ากู้เฉาโถงจะตั้งใจขนาดนี้สิ่งที่จำไม่ใช่เพียงแค่ตำแหน่งที่ตั้งของโรงพนันตระกูลเกาเท่านั้นแต่ทว่ายังจำรายละเอียดของสถานที่ใกล้เคียงโรงพนันได้อีกด้วย โรงพนันของตระกูลเกามีประมาณสามร้อยแห่งแต่กู้เฉาโถงกลับเห็นผ่านตาแล้วจำได้เลย
กู้เฉาโถงวาดแผนที่บนพื้นเสร็จจากนั้นก็ชี้ไปยังสถานที่ที่ลับที่สุดของโรงพนัน “สำนักวรยุทธ์ชาง สำนักต้าติงสำนักไท่ซ่างเต้า สำนักเหล่านี้และสำนักอื่น ๆ ตระกูลเกาจะเปิดโรงพนันไว้ใกล้ ๆ และไม่ได้เปิดเพียงแห่งเดียวด้วยแต่โรงพนันที่ลับที่สุดก็คือที่นี่...”
กู้เฉาโถงชี้ไปยังตำแหน่งหนึ่งในแผนที่นั่นคือทางทิศตะวันตกของเมือง
อันเจิงเคยได้ยินมาก่อนหน้านี้ว่า เมืองฟางกู้ทิศตะวันออกร่ำรวยทิศตะวันตกมียศถาบรรดาศักดิ์ ฉะนั้นโรงพนันของตระกูลเกาที่เปิดขึ้นตรงนี้จึงลึกลับมากที่สุดคาดว่าตอนที่สร้างขึ้นเป้าหมายก็เพื่อให้ขุนนางเข้ามาเล่นและล้างเงินตัวเองให้สะอาด
“หากจะบุกเข้าไปที่นี่อาศัยแค่คนของสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์คงไม่พอ ฉะนั้นข้าคิดว่าควรวางแผนก่อนตอนนี้ข้ามีวิธีที่ไม่ถือว่าดีนัก แต่จะลองพูดให้นายท่านฟังดูก่อน?”
“เชิญอาจารย์ว่ามา”
กู้เฉาโถงอธิบายอย่างตั้งใจ “แบ่งคนของเราเป็นสองกลุ่มซึ่งกลุ่มหนึ่งต้องมีจำนวนคนมากกว่า เราจะแบ่งอำนาจของสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์เป็นสามส่วนกลุ่มหนึ่งมีสองส่วน ส่วนอีกกลุ่มมีหนึ่งส่วน ข้าว่า...ควรให้ท่านตู้และหลางจิ้งอยู่กลุ่มเดียวกันหากทำตามที่นายท่านพูด เราจะเริ่มบุกโรงพนันที่อยู่ใกล้สำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์มากที่สุดก่อนแต่จะบุกเข้าไปอย่างไม่มีแผนการไม่ได้ ต้องรอ...รอข่าวจากทางวังหลวง ตอนนี้คนของตระกูลเกาต้องหาทางรอดและทางเดียวก็คือปลงพระชนม์ราชา ฉะนั้นหลังจากมีข่าวลอบปลงพระชนม์ออกมา นั่นแสดงว่ายอดฝีมือในตระกูลเกาได้ไปรวมตัวกันที่ตำหนักวิหารสวรรค์แล้ว”
เขาชี้ไปยังแผนที่บนพื้น พูดด้วยน้ำเสียงเบาสบายและไม่เร่งรีบแต่กลับชัดเจนทุกรายละเอียด “หลังจากได้ข่าวจากวังหลวงแล้ว ให้ท่านตู้และหลางจิ้งนำกำลังสองในสามเริ่มจัดการบุกเข้าไปได้เลย”
เขาชี้ไปยังโรงพนันที่อยู่ใกล้สำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์มากที่สุด“ห้ามให้เวลาฝ่ายตรงข้ามได้เตรียมตัวเด็ดขาด ต้องไวและดุร้ายเราต้องเข้าไปข่มขวัญก่อน ข้าเดาว่าตระกูลเกาก็มีอำนาจไม่น้อยต่อให้ยอดฝีมือในตระกูลจะไปรวมตัวที่ตำหนักวิหารสวรรค์แล้วแต่เป็นไปได้ว่าต้องมียอดฝีมือคอยเฝ้าโรงพนันอยู่แน่นอน ฉะนั้นภายในเวลาประมาณสองชั่วโมงตระกูลเกาก็จะสามารถรวบรวมคนและมาต่อต้าน”
เขามองไปยังตู้โซ่วโซ่ว“ในเวลาแบบนี้ก็ต้องเฝ้าแล้วล่ะ ท่านตู้ ท่านนำคนไปเฝ้าโรงพนันแห่งหนึ่งไม่ต้องบุกเข้าไป สามารถเฝ้าได้ยิ่งนานก็ยิ่งดี”
เขาหันไปทางอันเจิง “นายท่านท่านเลือกคนที่ฝีมือดีที่สุดและแอบไปทางตะวันตกของเมือง รอเมื่อตระกูลเกาเริ่มจะต่อต้านพวกท่านก็เริ่มลงมือทางนั้นได้เลย และก็เช่นเดียวกันในเมื่อจะลงมือแล้วก็ต้องห้ามเกรงใจ ยิ่งดุร้ายได้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งดี เพียงแค่เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นในโรงพนันทางตะวันตกและท่านครอบครองโรงพนันหลายแห่งได้ในเวลาอันสั้น เช่นนั้นตระกูลใหญ่และผู้มีอำนาจทางแถบนั้นก็จะเริ่มลงมือตามนี่ก็เหมือนเป็นการจู่โจมร่วมกัน คิดว่าด้วยกำลังที่สำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์มีจะล้างตระกูลเกาได้หรือไม่?”
ตู้โซ่วโซ่วส่ายหน้า“ต้องไม่ได้อยู่แล้ว”
“ฉะนั้นเป้าหมายของเราไม่ใช่ล้มล้างตระกูลเกาแต่เป็นการเรียกให้กลุ่มผู้มีอำนาจอื่นมาทำต่างหาก แย่งได้เท่าไหร่ก็เท่านั้นแต่สิ่งที่ต้องระวังก็คือ โรงพนันที่เราสามารถแย่งได้ก็คือโรงพนันที่อยู่ใกล้เราเท่านั้นและนั่นก็คือโรงพนันที่ท่านตู้ชิงมาได้”
ตู้โซ่วโซ่วชะงักไป “พวกข้าเป็นตัวหลอกไม่ใช่หรือ? คนที่อันเจิงพาไปสิถึงจะเป็นตัวจริง”
กู้เฉาโถงยิ้ม “กลยุทธ์ทางการทหารมีตัวจริงตัวปลอมที่ไหนกันใช่แล้ว เพราะข้าต้องการให้ตระกูลเกาคิดว่าเป้าหมายของเราคือโรงพนันทางตะวันตกเพียงแค่นายท่านลงมือบุกเข้าไปแย่งโรงพนัน จากนั้นก็กระตุ้นให้ผู้มีอำนาจคนอื่น ๆลงมือ...คนที่เหลือในตระกูลเกาต้องรีบรวมตัวไปทางตะวันตกแน่ เมื่อถึงตอนนั้นการปะทะหลักก็จะอยู่ทางแถบตะวันตก คนที่อาศัยทางแถบตะวันตกเป็นคนประเภทไหน? ร่ำรวยและสูงส่งคนเหล่านั้นไม่มีทางให้สำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ของเราก้าวเข้าไปอย่างแน่นอนฉะนั้นเดิมทีที่ดูเหมือนตัวจริง ความจริงแล้วคือตัวหลอกเท่านั้น”
อันเจิงพยักหน้า “เข้าใจแล้ว...คนทางตะวันตกสูงส่งและมีอำนาจด้วยพละกำลังที่พวกเรามีไม่มีทางต้านทานได้ ฉะนั้นเป้าหมายก็แค่กระตุ้นให้คนอื่นมาลงมือชิงโรงพนันของตระกูลเกาเท่านั้นเมื่อถึงตอนที่ทางตะวันตกวุ่นวาย เป้าหมายของเรายังคงเป็นโรงพนันทางแถบตะวันออกที่อยู่ใกล้กับเราซึ่งแบบนี้ก็ง่ายต่อการควบคุมต่อให้เราจะแย่งโรงพนันทางตะวันตกมาได้ก็ไม่มีประโยชน์ เพราะทรัพยากรของเรามีขีดจำกัดทำให้เราไม่มีทางดูแลมันไว้ได้”
“นายท่านพูดถูกนี่ก็คือสิ่งที่ข้าจะพูดต่อ...แม้นายท่านพาคนที่ฝีมือดีไปจัดการทางตะวันตกและบุกเข้าไปแย่งโรงพนันอย่างราบรื่น แต่เราดูแลโรงพนันเหล่านี้ไม่ได้แน่นอน เพราะมันจะเปลืองทรัพยากรในการเฝ้าดูถึงตอนนั้นอาจเป็นการสูญเสียมากกว่าก็ได้ ส่งต่อให้คนอื่นจะดีกว่า...แต่การจะส่งต่อให้ใครก็ต้องเลือกเช่นกัน”
อันเจิงยิ้ม “โบราณว่าไว้นี่ก็คือการหาตัวช่วย”
กู้เฉาโถงพูด “ใช่แล้ว!หลังจากนายท่านแย่งโรงพนันพวกนั้นมาได้ ก็ต้องคอยดูสถานการณ์อีกทีหากผู้มีอำนาจคนอื่นลงมือแล้วเหมือนกัน เราก็เลือกส่งต่อโรงพนันที่แย่งมาได้ให้คนที่มีอำนาจมากที่สุดและยังสามารถต่อกรกับตระกูลเกาได้ ถึงตอนนั้น หากใครได้ครอบครองโรงพนันในแถบนั้นก็คงต้องมาปะทะกับตระกูลเกาแล้วล่ะส่วนนายท่านก็พาคนของเรากลับมาช่วยท่านตู้แย่งโรงพนันทางแถบตะวันออก สุดท้ายแล้วโรงพนันทางตะวันออกก็จะเป็นของนายท่านทั้งหมด”
ตู้โซ่วโซ่วเอ่ยชมอย่างอดไม่ได้ “เจ้าเล่ห์และฉลาดหลักแหลมไม่เบา”
อันเจิงกลอกตาจากนั้นตู้โซ่วโซ่วจึงยิ้มแห้ง ๆ “มองสถานการณ์ได้ทะลุปรุโปร่ง...แบบนี้สินะ”
กู้เฉาโถงยิ้มอย่างเขินอาย“ข้าเป็นคนที่มักจะศึกษาตำราทหารและสงครามเก่า ๆ เสมอถึงแม้ข้าจะเป็นคนที่ต่อสู้ไม่เป็น แต่ก็เคยมีความฝันที่อยากจะเป็นหัวหน้านำทัพอยู่แถบชายแดนแต่ตอนนี้แผ่นดินเยี่ยนวุ่นวายถึงเพียงนี้ ความฝันของข้าก็หายไปหมดแล้ว”
อันเจิงคารวะ “ได้อาจารย์มาอยู่ด้วยถือเป็นโชคของข้าจริง ๆ”
กู้เฉาโถงรีบห้ามอันเจิงเอาไว้“นายท่านอย่าได้พูดแบบนี้เชียว หากนายท่านไม่รับข้าไว้ในตอนนั้น เกรงว่าตอนนี้ข้าอาจกลายเป็นกระดูกเฝ้าป่านอกเมืองหลวงไปแล้วข้าสามารถแบ่งเบาภาระท่านได้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งดี”
อันเจิงพยักหน้า “อย่างนั้นเราก็ทำตามที่อาจารย์กู้พูดเถอะอย่าได้รีรอแม้แต่นาทีเดียว”
กู้เฉาโถงชี้ไปยังแผนที่บนพื้น“ข้าจะอยู่ที่นี่”
สถานที่นั้นก็คือสำนักวรยุทธ์ชาง
“ตรงนี้อยู่ระหว่างกลางของการปะทะทั้งสองฝั่งขอนายท่านจัดคนช่วยให้ข้าขึ้นไปอยู่บนกำแพงสำนักวรยุทธ์ชางด้วยตรงนี้สามารถมองเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด พวกเราจะทำตามสัญญาณธง หากบนกำแพงสำนักปักธงสีแดงนั่นหมายถึงให้นายท่านและท่านตู้ดำเนินการตามแผน หากบนกำแพงปักธงสีฟ้านั่นแสดงว่าให้นายท่านรีบถอย แต่หากปักธงสีดำ อย่างนั้นก็แสดงว่าท่านตู้ต้องรีบถอยทันที”
อันเจิงพูดขึ้น“ทุกอย่างก็ทำตามที่อาจารย์พูดเลยแล้วกัน”
กู้เฉาโถงพูดต่อ “การปะทะในครั้งนี้...ความจริงไม่จำเป็นต้องสู้กันเลยต่อให้จะชนะ อีกหน่อยก็เป็นเรื่องที่ยุ่งยากไม่น้อย เป็นไปไม่ได้ที่คนของตระกูลเกาจะถูกล้างจนหมดต่อให้จะเหลือเพียงคนเดียวก็ไม่เป็นผลดีต่อสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์แต่หากทำการสิ่งใดโดยมีแต่ความลังเล อย่างนั้นก็จะไม่สำเร็จสักเรื่องความจริงเรื่องสำคัญในวันนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์และไม่ได้ขึ้นกับขั้วอำนาจใหญ่ในเมืองหลวง แต่ทว่าขึ้นอยู่กับตำหนักวิหารสวรรค์เพียงแค่ราชาไม่สิ้นพระชนม์ ตระกูลเกาก็ต้องถูกล้มล้าง ความจริงตอนนี้ตระกูลเกาตกอยู่ในตำแหน่งกลืนไม่เข้าคายไม่ออกต่อให้พวกเขาจะปลงพระชนม์ราชาสำเร็จก็ตาม อย่างไรไทเฮาก็ทรงไม่มีทางให้แผ่นดินเยี่ยนมีตระกูลเกาอยู่แน่นอนพระนางเพียงแค่หลอกใช้ตระกูลเกาเท่านั้น และตระกูลเกาก็จะถูกกำจัดด้วยโทษกบฏ เพราะพระนางไม่ทรงอยากถูกตราหน้าว่าสมรู้ร่วมคิดกับกบฏ”
เขายืนขึ้นแล้วพูด “แต่ถึงกระนั้นนับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ใต้หล้านี้ต้องรู้จักสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์อย่างแน่นอน”
ขณะที่เขากำลังพูดเรื่องพวกนี้จากเดิมที่ดูนิ่งเงียบหรือเหมือนหนอนตำราก็กลับกลายเป็นมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที