ตระกูลชาโดว์เกรฟส์
ทันทีที่ประตูมิติก่อตัวขึ้นอย่างสมบูรณ์กัสก็กระโดดข้ามไปในทันที พร้อมกับบุรุษวัยกลางคนที่อยู่ในมือและหญิงสาวที่ถูกดึงตัวข้ามมาด้วยการบังคับชิ้นส่วนกระบี่ที่ปักอยู่บนร่างกายของเธอ
อึดใจเดียวพวกเขาสามคนก็เข้ามาอยู่ในห้องรับแขกของบ้านหลังหนึ่งซึ่งอยู่ห่างไปจากจุดที่เกิดการต่อสู้เกือบ 1 กิโลเมตร
บ้านหลังนี้เป็นที่ซ่อนลับที่ทางตระกูลจัดเอาไว้ให้กับเขา ซึ่งกัสแอบส่งสัมผัสวิญญาณออกไปค้นหาในตอนที่เดินวนไปมาเพื่อล่อคนที่ตามเข้าให้เผยตัว
ตอนที่เขาพบเจอบ้านหลังนี้เขาก็ส่งกระบี่เก้าวังเล่มหนึ่งมาทิ้งเอาไว้ จากนั้นก็ใช้เวลาเพียงช่วงสั้นๆ ปะทะกับบุรุษวัยกลางคนและหญิงสาวจากตระกูลชาโดว์เกรฟส์ก่อนจะลักพาตัวทั้งสองมาพร้อมกัน
ทันทีที่เข้ามาในบ้าน กัสก็มองออกไปรอบๆ จากนั้นเดินตรงไปยังมุมห้องแล้วกดมือลงบนโคมไฟประดับก่อนจะอัดพลังชำระล้างลงไป
พริบตาเดียวข่ายอาคมก็ทำงานจนเกิดเป็นชั้นแสงสีขาวนวลตาขึ้นปกคลุมพื้นที่ทั้งหมดเพื่อตัดขาดห้องรับแขกแห่งนี้ออกจากโลกภายนอก
ในเวลาเดียวกันนั้นแสงสว่างก็ม้วนกวาดไปรอบห้องรับแขก ไหลผ่านร่างกายของกัส บุรุษวัยกลางคนและหญิงสาวไปในชั่วพริบตา
จากนั้นเพียงอึดใจเดียวบนร่างกายของบุรุษวัยกลางคนและหญิงสาวก็มีกระแสพลังเวทสีดำสายหนึ่งระเบิดออกมา
เมื่อเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นสีหน้าของบุรุษวัยกลางคนและหญิงสาวก็กลายเป็นซีดขาวในทันทีเพราะตัวช่วยสุดท้ายของพวกมันถูกทำลายไปทำให้พวกมันไม่อาจรอคอยการช่วยเหลือจากใครได้อีก
“ท่าน! ท่านคิดจะทำอะไรกับพวกเรา!!”
“ทำอะไรพวกเจ้างั้นหรือ..ไม่รู้สิ รอถามคนที่กำลังจะมาก็แล้วกัน”
กัสตอบกลับไปตรงๆ เนื่องจากเขาไม่ได้วางแผนที่จะจัดการกับคนทั้งสองด้วยตัวเองแต่แรก เขาเพียงแค่ไม่อยากปล่อยพวกมันออกไปง่ายๆ
ส่วนเรื่องที่จะกำจัดพวกมัน เขาเองก็ไม่ทันได้คิดเพราะตอนนี้สถานการณ์ในปัจจุบันมันวุ่นวายมาก เขาเองก็ไม่อยากที่จะสร้างศัตรูให้ตระกูลเพิ่ม
แม้จะรู้ว่าตระกูลชาโดว์เกรฟส์เป็นศัตรูอยู่แล้ว แต่ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาก็ยังไม่ใช่ศัตรูที่ไม่อาจอยู่ร่วมโลกกันได้ดังนั้นกัสจึงไม่คิดที่จะลงดาบขั้นสุดท้ายกับสองคนนี้
มันต่างกับพวกที่แอบตามเขามา คนพวกนั้นเห็นได้ชัดว่าเป็นเพียงตัวหมากที่มีไว้สละแต่แรก พวกมันเป็นนักรบเดนตายที่ถูกฝึกมาเพื่อทำภารกิจโดยไม่สนใจชีวิต
คนประเภทนี้ไม่ว่าจะทำภารกิจสำเร็จหรือล้มเหลว สุดท้ายก็คงจะมีชะตากรรมไม่ต่างกันมากนักซึ่งกัสเองไม่อาจปรานีพวกมันได้
โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ตัวเขาเองก็ยังไม่อาจปกป้องตัวเองได้อย่างสมบูรณ์
ขณะที่กัสกำลังครุ่นคิดถึงสิ่งที่ทำลงไปอยู่นั้น ประตูห้องนอนที่ก็ถูกเปิดออก พร้อมกับการมาถึงของหัวหน้านักบวชสาวที่สร้างความประหลาดใจให้เขามากทีเดียว
“ท่านหัวหน้านักบวช..ท่านถึงกับมาด้วยตัวเองเลยหรือครับ!”
กัสอุทานออกมาเบาๆ ขณะที่มองเห็นใบหน้าที่งดงามของหัวหน้านักบวชสาว พลางสังเกตสีหน้าของเธอที่ดูเคร่งขรึมจริงจังกว่าปกติ
“เด็กบ้า! เจ้านี่ขยันสร้างเรื่องจริงๆ นะ นี่ไปลากคนของชาโดว์เกรฟส์มาทำไม! ทำแบบนี้แล้วเจ้าจะซ่อนตัวไปเพื่ออะไร ทำไมไม่เดินตรงไปยังวิหารเลยละหืม!!”
เสียงบ่นของหัวหน้านักบวชสาวนั้นทำเอากัสถึงกับยิ้มไม่ออก เขาจะแก้ตัวก็พูดไม่ได้ทำได้เพียงรับฟังคำตำหนิของหญิงสาวอย่างจนใจ
ภาพลักษณ์ที่แตกต่างจากก่อนหน้านี้ราวกับคนละคนของกัสนั้นทำให้บุรุษวัยกลางคนกับหญิงสาวจากตระกูลชาโดว์เกรฟส์ถึงกับอ้าปากค้างไปด้วยความตกตะลึง
สภาพของกัสในตอนนี้ไม่ต่างอะไรจากเด็กน้อยที่ถูกผู้ใหญ่ตำหนิ ในขณะที่ภาพก่อนหน้านั้นตัวเขาไม่ต่างอะไรจากนักฆ่าที่แสนอำมหิตที่สามารถฆ่าคนได้โดยไม่กะพริบตา
ความแตกต่างระหว่างภาพทั้งสองนั้นทำให้พวกมันไม่อาจจับคู่ความโหดเหี้ยมของกัสกับตัวเขาในตอนนี้ได้เลยจนเกิดความรู้สึกเหมือนอยู่ในความฝัน
ทว่าพวกมันก็ไม่อาจพูดอะไรได้เพราะทันทีที่คิดจะพูด แรงกดดันของครึ่งเทพก็กดทับลงมาจนพวกมันพูดอะไรไม่ออกแม้แต่คำเดียว แม้กระทั่งส่งเสียงหายใจออกมาก็ยังยาก
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วเพียงอึดใจคำตำหนิของหัวหน้านักบวชสาวก็จบลง ถึงตอนนั้นเธอก็หันมามองบุรุษวัยกลางคนและหญิงสาวจากตระกูลชาโดว์เกรฟส์
“ถึงข้าจะอยากว่าเจ้า แต่เจ้าก็ทำได้ไม่เลว..เจ้าตัดสินใจได้ดีที่พาคนพวกนี้มาแบบเป็นๆ หากไม่แล้วสถานการณ์คงวุ่นวายกว่านี้มาก”
“มัน..แย่ขนาดนั้นเลยหรือครับ”
“จริงๆ ก็ไม่หรอก ตอนนี้มันเริ่มคงตัวแล้ว ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นผ่านไปด้วยดี..ทั้งหมดนี้ต้องยกความดีความชอบให้กับเจ้าละนะ”
พูดแล้วหัวหน้านักบวชสาวก็หันมามองกัสด้วยสายตาชื่นชมพลางคิดถึงสมาคมแปลกๆ ที่เขาสั่งให้ซิลวี่จัดตั้งขึ้นซึ่งตอนนี้กลายเป็นสมาคมที่มีความสำคัญอย่างมากกับเมืองแห่งดันเจี้ยนทั้งหมด
แน่นอนว่ากัสย่อมไม่รู้เรื่องนี้เพราะเขาไม่ได้ติดตามสถานการณ์ของทางสมาคมเท่าที่ควร เขารู้เพียงว่าตอนนี้สมาคมที่เขาขอให้ซิลวี่สร้างขึ้นกระจายตัวไปยังเมืองแห่งดันเจี้ยนทั้งหมดเรียบร้อยแล้วผ่านการสนับสนุนของวิหารแท้จริงแท้
เนื่องจากการทำงานทั้งหมดจำเป็นต้องทำผ่านวิหารเทพจริงแท้กัสเลยไม่มีความคิดว่าสมาคมนี้ทำแบบนี้ได้เพราะตัวของมันเอง หากแต่เป็นการพึ่งพาตระกูลและทางวิหาร ดังนั้นผลลัพธ์จะเป็นเช่นไรเขาก็ไม่เคยยกมันมาเป็นความดีความชอบของตัวเอง
เพราะแบบนั้นเขาเลยไม่รู้ว่าผลลัพธ์จากการทำงานหนักของเขานั้นกำลังผลิดอกออกผลแล้ว
“งั้นหรือครับ..ข้าไม่เห็นจะรู้ว่าข้าทำอะไรแบบนั้นลงไป”
“เจ้าไม่รู้ก็คงไม่แปลกเพราะเรื่องนี้มันยังไม่ชัดเจนนัก แต่สภาผู้อาวุโสให้คำชมเชยแก่เจ้ามามากทีเดียวนะรู้ไหม เห็นว่ามีการลงความเห็นว่าจะให้รางวัลเจ้าก้อนใหญ่เลยละ..แต่เรื่องนี้เอาไว้พูดทีหลังก็แล้วกัน พวกเรามาพูดถึงสองคนนี้ก่อน..ใช่ไหมจ้าวแห่งเงา”
พริบตาที่หัวหน้านักบวชสาวพูดจบ เงามืดที่อยู่ตรงมุมห้องก็ยืดขึ้นมาอย่างช้าๆ จนกลายเป็นบุรุษวัยกลางคนที่อยู่ในชุดสีดำที่ปกปิดมิดชิดจนยากที่จะมองเห็นใบหน้าได้
หากไม่ติดว่าอีกฝ่ายจงใจเปิดเผยใบหน้าทันทีที่ปรากฏตัวขึ้นก็คงยากที่จะบอกได้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร
“จ้าวแห่งเงา!!”
บุรุษวัยกลางคนและหญิงสาวจากตระกูลชาโดว์เกรฟส์ส่งเสียงร้องออกมาด้วยความตกใจและยินดี ก่อนจะกลายเป็นความละอายใจ
“ขออภัยท่านสกายเบรด..และต้องขอขอบคุณนายน้อยกัสโทนีย่าที่ปรานี หากเป็นไปได้นายน้อยจะช่วยปล่อยคนของข้าได้หรือไม่ครับ..”
กัสขมวดคิ้วเล็กน้อยขณะมองดูหัวหน้านักบวชสาวเพื่อขอความเห็น ก่อนจะปล่อยตัวบุรุษวัยกลางคนและหญิงสาวไปเมื่อหัวหน้านักบวชพยักหน้าให้กับเขา
“ช่วยไม่ได้แฮะ..”
กัสโยนบุรุษวัยกลางคนทิ้งไปอย่างไม่ไยดี ขณะที่ส่งตัวหญิงสาวบินออกไปพร้อมกันด้วยแล้วดึงชิ้นส่วนกระบี่กลับมาเพื่อคลายวิชาสะกดที่ใช้กับเธอทำให้หญิงสาวกลับมาเคลื่อนไหวได้อีกครั้ง
ทันทีที่ทั้งสองขยับตัวได้ พวกเขาก็ลุกขึ้นแล้วไปยืนอยู่ด้านหลังของบุรุษที่ถูกเรียกว่าจ้าวแห่งเงาในทันที
เมื่อการส่งตัวเสร็จสิ้น หัวหน้านักบวชสาวก็เดินเข้ามาอยู่ด้านหน้ากัสและหรี่ตาลงมองดูจ้าวแห่งเงาที่ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ
“มีอะไรจะพูดก็พูดเถอะ ข้าไม่คิดว่ามือสังหารระดับปรมาจารย์อย่างเจ้าจะเป็นพวกหน้าบางหรอกจริงไหม”
รอยยิ้มฝืนๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของจ้าวแห่งเงา มันหันไปมองกัสครู่หนึ่งก่อนจะรีบดึงสายตากลับมาเมื่อถูกจิตสังหารที่อ่อนจางของหัวหน้านักบวชสาวตักเตือน
“แน่นอนว่าข้าไม่ได้..แต่เรื่องนี้ข้าเกรงว่าหากพูดออกไปง่ายๆ พวกท่านอาจจะรู้สึกว่าพวกเราไม่จริงใจ”
“โห..น่าสนใจ เรื่องอะไรกันที่จ้าวแห่งเงาลำบากใจที่จะพูด..เอาเป็นว่าเจ้าของพูดมาเถอะ”
จ้าวแห่งเงาพยักหน้ารับน้อยๆ ก่อนจะมองไปทางหญิงสาวที่อยู่ข้างกายของมัน จากนั้นก็หันไปมองกัสด้วยสีหน้าที่สงบนิ่ง
“ในฐานะตัวแทนตระกูลชาโดว์เกรฟส์ ข้าอยากแจ้งให้ท่านทราบว่าตอนนี้พวกเราได้ยกเลิกสัญญาว่าจ้างของตระกูลไอรอนบลัดแล้ว..พวกเราจะไม่ลงมือกับตระกูลอันดูวเดธของท่านอีก..และเพื่อเป็นการขออภัยพวกเราสัญญาว่าจะทำงานชดใช้ให้พวกท่านเป็นเวลา 100 ปี”
ทันทีที่พูดจบสีหน้าของบุรุษวัยกลางคนและหญิงสาวที่โดนกัสจับตัวก็เปลี่ยนไปในพริบตา ทั้งสองมีสีหน้าเหมือนไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยินจนอดไม่ได้ที่จะเงยหน้าขึ้นมามองดูจ้าวแห่งเงาที่เปรียบได้กับผู้นำมือสังหารของตระกูล
“นับว่าจริงใจ..แต่เรื่องนี้ข้าไม่มีอำนาจในการตอบรับข้อเสนอของพวกเจ้า เอาเป็นว่าข้าจะแจ้งให้ตระกูลทราบก็แล้วกัน”
“ขอบคุณท่านมากท่านสกายเบรด! และเพื่อเป็นการขออภัยนายน้อยกัสโทนีย่า..ข้ายินดีที่จะส่งมอบหญิงสาวจากตระกูลของพวกเราไปเป็นข้ารับใช้ของท่านเป็นเวลา 100 ปีเช่นกัน”
พูดแล้วจ้าวแห่งเงาก็หันไปมองหญิงสาวที่อยู่ข้างกายครู่หนึ่งราวกับคำสั่ง ทำเอาหญิงสาวถึงกับหน้าซีด เธอมองดูจ้าวแห่งเงา มองดูบุรุษวัยกลางคนที่มีสีหน้าตกตะลึง
“ท..ท่านจ้าว..”
ทันทีที่หญิงสาวเอ่ยปากพูดออกมา ดวงตาที่เย็นชาของจ้าวแห่งเงาก็ตวัดกลับไปหาเธอในชั่วพริบตา ส่งผลให้คำพูดที่เพิ่งจะหลุดออกมาเพียงสองคำเงียบหายไปในทันทีจนเหลือไว้เพียงใบหน้าที่ซีดขาว
เมื่อเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นหัวหน้านักบวชสาวก็ขมวดคิ้วอย่างไม่ชอบใจ ทว่าเรื่องนี้เธอก็ไม่สามารถพูดอะไรได้เพราะอีกฝ่ายทำเช่นนี้เพื่อเป็นการขอโทษกัส
ด้วยเหตุนี้คนที่มีสิทธิ์พูดจึงเป็นกัส เธอในฐานะของผู้อาวุโสกว่าแม้จะสามารถให้คำแนะนำได้ แต่ถ้าเธอพูดมันออกมาตอนนี้มันจะเป็นการทำลายชื่อเสียงของเขาทำให้เธอไม่คิดที่จะพูด
กัสที่ได้รับข้อเสนอมานั้นเพียงเลิกคิ้วเล็กน้อยแล้วมองดูหญิงสาวจากตระกูลชาโดว์เกรฟส์ด้วยสายตาที่เฉยชาจากนั้นปฏิเสธไปในทันที
“ขอปฏิเสธ! ข้าไม่ได้มีรสนิยมบังคับให้ใครมารับใช้..อีกอย่างหากข้าอยากได้ข้ารับใช้ละก็ สู้ไปขอเมดสวยๆ สักคนจากตระกูลมาดูแลยังดีเสียกว่า”
พูดแล้วกัสก็ไหวไหล่ด้วยท่าทีสบายๆ จนทำให้จ้าวแห่งเงาไม่อาจพูดอะไรออกมาได้อีกเพราะเจ้าตัวเป็นคนปฏิเสธ มันก็ไม่อาจบากหน้าไปขอให้อีกฝ่ายยอมรับได้
ยิ่งไปกว่านั้นกัสยังยกเอาเมดสาวที่ได้ชื่อว่าเป็นข้ารับใช้ชั้นสูงที่โด่งดังของตระกูลอันดูวเดธขึ้นมาเปรียบเทียบอีกด้วยทำให้มันยิ่งไม่สามารถพูดอะไรได้อีก
เพราะถ้าเทียบกับคนของมันที่เป็นนักฆ่าที่ไม่ชำนาญงานรับใช้แล้ว เมดสาวนั้นดีกว่าเธอมากอย่างที่ไม่อาจเทียบได้เลยทีเดียว
“เช่นนั้นข้าก็ต้องขออภัยนายน้อยกัสโทนีย่าด้วย..”
ทันทีที่พูดจบจ้าวแห่งเงาก็กลายเป็นเงาแล้วหายไปในทันทีพร้อมกับบุรุษวัยกลางคนและหญิงสาวที่ถูกกัสปฏิเสธ
ช่วงเวลานั้น พริบตาก่อนที่พวกมันจะหายไป กัสสังเกตเห็นสายตาที่เต็มไปด้วยความผิดหวังของหญิงสาวที่มองตรงมายังเขา ก่อนที่ทุกอย่างจะหายไปกับความมืด
“เจ้านี่ใจแข็งดีนะ..หรือว่าเจ้าไม่รู้ว่าตระกูลชาโดว์เกรฟส์นั้นลงโทษผู้กระทำความผิดยังไง..ดูเหมือนเจ้าจะไม่รู้สินะ น่าเสียดายจริงๆ”
หัวหน้านักบวชสาวพูดออกมาเบาๆ พลางสังเกตท่าทีของกัสก่อนจะส่ายหน้าน้อยๆ จากนั้นจึงหมุนตัวเดินเข้าไปในห้องนอนทิ้งให้เขายืนคิดอยู่ที่เดิมอยู่นาน
“การลงโทษผู้กระทำผิดงั้นหรือ..เรื่องนั้นข้าจะไปรู้ได้ยังไงกัน”
กัสถอนหายใจออกมาเบาๆ พลางคิดถึงคำพูดของหัวหน้านักบวช คิดถึงคำพูดที่ว่าน่าเสียดายของเธอ จากนั้นก็แววตาของหญิงสาวที่มองตรงมายังเขา สายตาที่เต็มไปด้วยความผิดหวังที่แฝงไว้ด้วยความสิ้นหวัง
‘ช่วยไม่ได้นะ..ข้าไม่ใช่คนที่ใจดีอย่างที่พวกเจ้าคิดหรอก’
สิ้นความคิดกัสก็สลัดภาพที่น่าเห็นใจนั้นทิ้งไปแล้วเดินตามหัวหน้านักบวชสาวเข้าไปในห้องนอน ก่อนจะผ่านไปยังเส้นทางใต้ดินที่ซ่อนอยู่ใต้เตียงนอนภายในห้องไปจนถึงทางลับที่เข้าสู่วิหารเทพจริงแท้ด้วยหัวใจที่เย็นชา
เพียงชั่วครู่สั้นๆ เขาก็ลืมสิ่งที่รอคอยหญิงสาวของตระกูลชาโดว์เกรฟส์ไปจนหมดสิ้นและจดจ่ออยู่กับปัญหาที่รอคอยเขาอยู่ในอีก 3 วันข้างหน้าเพียงอย่างเดียว
ช่วงเวลาหลังจากนั้นกัสถูกพาตัวเข้าไปพักในที่พักที่ได้รับการคุ้มกันอย่างหนาแน่นของวิหารเทพจริงแท้และใช้เวลา 3 วันในที่พักของเขาเพื่อฝึกฝนกลั่นพลังชีวิตและพลังวิญญาณอย่างใจเย็น
เขาไม่เร่งรีบไม่ร้อนรนเพราะเขารู้ดีว่า 3 วันเป็นเวลาสั้นๆ ที่เขาไม่อาจทำอะไรได้ เขาไม่มีทางฝึกฝนวิชาใหม่ หรือปรับปรุงความแข็งแกร่งของตัวเองในช่วงเวลาสั้นๆ นี้ได้อยู่แล้ว ดังนั้นจึงไม่รีบร้อนอะไร
สิ่งเดียวที่กัสทำในช่วง 3 วันนี้มีเพียงการกลั่นพลังชีวิตและพลังวิญญาณ กับการดูดซับยาโลหิตมังกรที่เขาทำมาตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา
ตั้งแต่ตอนที่เขาถูกท่านหญิงมิวลีฟกระตุ้นเตือน เขาก็เริ่มดูดซับยาโลหิตมังกรแล้วและเขาก็ดูดซับมันเข้าไปด้วยความเร็วที่มากกว่าที่ใครสามารถทำได้อีกด้วย
ผลลัพธ์นี้แม้กระทั่งท่านหญิงมิวลีฟก็ยังประหลาดใจเพราะเขาสามารถดูดซับพลังของยาโลหิตมังกร 1 หยดได้ในเวลาเพียง 1 ชั่วโมงเท่านั้น
ในขณะที่คนทั่วไปนั้นต้องใช้เวลานานหลายวันกว่าจะดูดซับพลังของยาโลหิตมังกร 1 หยดได้ หรือต่อให้เป็นเทพอสูรหรือครึ่งเทพก็ยังต้องใช้เวลานานกว่า 1 วันในการดูดซับพลังของยาโลหิตมังกรทั้งหมด
ทว่ากัสทำได้ใน 1 ชั่วโมง ทั้งยังเป็นการดูดซับที่สมบูรณ์อีกด้วย ทำให้เขาสามารถเพิ่มปริมาณของยาที่ดูดซับในแต่ละครั้งได้จนถึง 1 จิบ ซึ่งเทียบได้กับยาโลหิตมังกร 4 – 5 หยด
ด้วยความเร็วในการดูดซับของเขาทำให้เขาสามารถดูดซับยาโลหิตมังกรได้ถึง 1 ขวดครึ่งต่อเดือนเลยทีเดียว ซึ่งมันเป็นอะไรที่เร็วจนน่ากลัว
ด้วยเหตุนี้ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาเขาจึงสามารถดูดซับยาโลหิตมังกรไปได้ถึง 4 ขวดและกำลังจะดูดซับยาโลหิตมังกรขวดที่ 5 จนหมดในอีกไม่กี่วันหลังจากนี้
ทั้งนี้ช่วงเวลาที่เขาใช้ในการดูดซับยาโลหิตมังกรในช่วงเวลาที่ผ่านมานั้น เป็นเพียงช่วงเวลาว่างในแต่ละวันเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้ในช่วง 3 วันของการเฝ้ารอกัสจึงใช้เวลานี้ดูดซับยาโลหิตมังกรขวดที่ 5 จนหมดไปโดยสมบูรณ์และเริ่มดูดซับยาขวดที่ 6 ต่อในทันที
ความเร็วนี้หากคนในตระกูลเทพมังกรรู้เข้าคงจะตกใจน่าดูและอาจจะรู้สึกหวาดกลัวกัสเป็นอย่างมากอีกด้วยเพราะเขาดูดซับยาโดยไม่กลัวผลข้างเคียงของยาเลยสักนิด
ทั้งนี้ก็เป็นเพราะเขามั่นใจในพลังของเขามาก ปราณลึกลับของเขานั้นสามารถกระตุ้นให้ร่างกายและพลังชีวิตของเขาดูดซับพลังของยาโลหิตมังกรทั้งหมดได้โดยไม่ผิดพลาด ทำให้เขาไม่ต้องกลัวว่าจะกลายพันธุ์เพราะดูดซับพลังของยาโลหิตมังกรไม่หมดเลยสักนิด
หากเป็นคนทั่วไปต่อให้มีพรสวรรค์ยังไง ก็ไม่มีใครกล้าดูดซับยาโลหิตมังกรในปริมาณมากขนาดนี้ในเวลาสั้นๆ แน่เพราะต่อให้สามารถดูดซับพลังของมันได้อย่างสมบูรณ์ ก็ไม่มีใครกล้าทำ
เนื่องจากผลข้างเคียงของการดูดซับพลังของยาไม่หมดนั้น อาจจะทำให้ผู้ใช้เสี่ยต่อการกลายพันธุ์จนกลายเป็นอสูรมังกรได้
ถึงตอนนั้นรูปร่างของผู้ใช้ก็จะดูเหมือนสัตว์ประหลาดที่ร่างกายมีแต่เกล็ดและมีเขาเหมือนมังกรและถ้าเป็นเช่นนั้น คนผู้นั้นก็จะไม่สามารถดูดซับยาโลหิตมังกรได้อีก
ถ้าผลข้างเคียงเกิดขึ้นหลังจากดูดซับพลังของยาขวดที่ 10 เช่นนั้นก็อาจจะไม่ร้ายแรงนักเพราะคนผู้นั้นยังสามารถแต่งงานกับทายาทสตรีของตระกูลเทพมังกรได้
แต่ถ้าไม่คนผู้นั้นก็คงหมดสิ้นความหวังและกลายเป็นผู้สมัครที่ล้มเหลวซึ่งถ้าโชคดีก็อาจจะกลายเป็นขุนพลมังกรของอาณาจักรเทพมังกรได้อยู่ ส่วนการกลับไปใช้ชีวิตตามเดิมนั้น อาจจะยากลำบากไปบ้างเนื่องจากรูปลักษณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป
ทว่ากัสนั้นไม่จำเป็นต้องกังวลเกี่ยวกับเรื่องแบบนี้เนื่องจากเดิมทีเขาก็ไม่ใช่ผู้สมัครตำแหน่งบุตรเขยของตระกูลเทพมังกรอยู่แล้ว
นอกจากนั้นพลังของเขายังช่วยให้เขาสามารถดูดซับพลังของยาโลหิตมังกรได้อย่างสมบูรณ์ เขาจึงไม่ต้องกลัวว่าจะเกิดปัญหา
เมื่อไม่มีปัญหาอะไรมารบกวนจิตใจ กัสจึงสามารถจดจ่ออยู่กับการฝึกฝนและการดูดซับพลังของยาโลหิตมังกรได้อย่างสงบจนกระทั่งเวลาที่รอคอยมาถึง
“ท่านกัสโทนีย่า..ได้เวลาแล้วค่ะ ได้โปรดออกมาเตรียมตัวด้วย”
กัสที่หลับตาฝึกฝนวิชามาตลอด 3 วันในที่สุดก็ลืมตาขึ้นมาอย่างช้าๆ จนเผยให้เห็นม่านตาที่เปลี่ยนเป็นยาวรีราวกับดวงตาของมังกรก่อนที่ม่านตาของเขาจะกลับเป็นปกติในเวลาอันสั้น
‘ไม่เลว..ในที่สุดข้าก็เริ่มควบคุมพลังมังกรได้แล้ว..อีกไม่นานนักข้าก็คงฝึกฝนวิชาลมหายใจมังกรได้จริงๆ’
รอยยิ้มแห่งความยินดีปรากฏขึ้นบนใบหน้าของกัส ก่อนที่เขาจะมองออกไปยังด้านนอก มองดูนักบวชสาวที่มาเรียกเขาผ่านทางสัมผัสวิญญาณที่เหมือนจะก้าวหน้าขึ้นไปอีกขั้นโดยไม่รู้ตัว