เมื่อยามรัตติกาล

    บทที่53 สมรภูมิเดือด (ภาคอีสาน)

    ท่ามกลางกลุ่มควันจางๆ จากซากเครื่องบินที่ยังคงคุกรุ่นไปด้วยเปลวเพลิงท่วม ร่างของกลุ่มฮันเตอร์ที่โดดร่มลงมา เริ่มปรากฏกายชัดเจนขึ้นผ่านครรลองสายตา

     

    ทหารฮันเตอร์ไทย ประจำการ ต่อสู้ปิดเกตแตกแนวหน้า อยู่รอบนอกต่างกระชับอาวุธ ในมือด้วยความระแวดระวังตัว

     

    ทว่าท่ามกลางความตึงเครียดนั้น กลับมีเสียงอุทาน ที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจ น้ำเสียงอีกฝ่ายดังขึ้นปนความไม่อยากเชื่อ

     

    “เชน! เป็นเจ้าจริงๆ ด้วยงั้นเหรอ?”

     

    หนุ่มน้อยหน้าตาดี ในชุดเกราะที่ดูหรูหรา ก้าวออกมาจากแนวหน้า เขาคือ ‘ปกรณ์’  นายน้อยแห่งบริษัทเครื่องยนต์จากัวร์ ผู้มั่งคั่ง ฮันเตอร์หนุ่มน้อยคนนี้ มาพร้อมกับทีมฮันเตอร์คุ้มกันระดับสูงที่มีเลเวลเฉลี่ยกับหัวหน้าฉานเฟิง

     

    แต่แววตาของ‘ปกรณ์’ จ้องมองเชนคล้ายคนเห็นผี ขณะไม่ได้เห็นอีกฝ่ายตั้งแต่1ปีกว่าได้แล้ว ไม่คิดว่าอีกฝ่าย จะไปเป็นฮันเตอร์ทหารรับจ้าง

     

    เชนเกาหัวแก้เขินพลางคลี่ยิ้มทักทายสหายเก่า “ดูเหมือนนายน้อยจากัวร์ จะพัฒนาขึ้นไม่น้อยเลยนะ”

     

    เหล่าฮันเตอร์ไทยรอบข้างต่างซุบซิบกันเซ็งแซ่ สายตาหลายคู่ จับจ้องไปยังกลุ่มชาวต่างชาติ ที่มีออร่ากดดันมหาศาลซึ่งยืนอยู่เบื้องหลังเชน ให้พวกเขาเผยความประหม่า

     

    จนปกรณ์ต้องรีบกล่าวอธิบาย เพื่อลดความระแวงของผู้คน “ไม่ต้องกังวล! เชนเขาเป็นคนประเทศไทย เหมือนพวกเรา... และเขาก็เป็นเพื่อนข้าเอง”

     

    ฮันเตอร์ระดับสูงบางคนในที่นั้น เริ่มจำเค้าโครงหน้าของ นายกองฉานเฟิง ได้ จึงพยักหน้าทักทายตามมารยาท

     

    ทว่าคำพูดถัดมาของปกรณ์ กลับทำให้บรรยากาศ ที่เพิ่งจะผ่อนคลายกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง

     

    “สายสนับสนุนกากๆ อย่างเจ้า ถึงกับพาพวกฮันเตอร์ระดับสูงมาช่วยเชียวรึ? ไม่เลวนี่หว่า!” ปกรณ์หัวเราะร่า ด้วยความสนิทสนม ตามนิสัยเสีย ชอบเสียดสี เดิมๆ ของเขา

     

    แต่คนที่ไม่เข้าใจ ‘มุกตลก’  นี้คือ แบฮัน เขาขบกรามแน่นจนได้ยินเสียงฟันกระทบกัน มือหนาเกือบจะพุ่งไปตบปากไอ้หนุ่มน้อย แต่งตัวแพงตรงหน้าแล้ว

     

    ส่วน ยูมิ นางไม่รอช้า ชักปืนสั้น ออกจากซองด้านหลังชุดนาโนเทคโนโลยีสีดำรัดรูป ขึ้นมาทันที

     

    คลิก! ปลายกระบอกปืนเล็งตรงไปยังจุดตายของปกรณ์อย่างเลือดเย็น

     

    “น้องชาย... เจ้าจะปากดีกับคนในทีมเรามากเกินไปแล้วกระมัง?” ยูมิเอ่ยเสียงเย็นเยียบ รังสีสังหารของ ‘สายอาชีพพิเศษ’ แผ่ซ่านจนฮันเตอร์ที่คุ้มกันปกรณ์ด้านหลัง ถึงกับลอบกลืนน้ำลายลงคอดัง อึก!

     

    ขณะสะกิดแขน อีกฝ่าย “นายน้อย... ดูท่าทางจะไม่ดีแล้วนะครับ”

     

    ฉานเฟิงยังคงยืนนิ่ง ดาบยักษ์ในมือปักลงบนพื้นดินจนเกิดรอยแยก แรงกดดันมหาศาล ทำให้อากาศรอบตัวมืดทะมึนลง จนฝ่ายฮันเตอร์ประเทศไทย เริ่มหน้าถอดสี ให้ความยำเกรง

     

    เชนที่เห็นสถานการณ์ เริ่มบานปลายจึงรีบขัดขึ้น “พอเถอะครับหัวหน้า! รีบจัดการมอนสเตอร์ รอบๆ จบงานกันเถอะ”

     

    หลังเชนกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง เขาชินกับนิสัยขี้เล่น ปนดูถูกของปกรณ์อยู่แล้ว จึงไม่ได้ใส่ใจ

     

    ปกรณ์ที่เพิ่งรู้ตัวว่าเกือบโดนเป่าหัว เป็นรูบนขมับขวา รีบปรับสีหน้า แล้วท้าทายเชน ขณะคลี่ยิ้ม “งั้นมาแข่งกันเก็บกวาดมอนสเตอร์รอบๆ นี้เถอะ เชน ใครแพ้ คนนั้นจ่ายค่างานเลี้ยง!”

     

    สิ้นคำท้า ร่างของเชนก็ทะยานออกไปดุจลูกศรทมิฬ เขาไม่ได้ถอยไปอยู่แนวหลัง เหมือนสายสนับสนุนทั่วไป แต่กลับพุ่งขึ้นหน้าเข้าหามอนสเตอร์สุดอันตราย  [งูกลืนแม่น้ำ]  ตัวมหึมาที่นอนทอดตัวยาว กำลังจะเขมือบฮันเตอร์ อีกกลุ่มหนึ่ง

     

    โคร้ง! เสียงของแข็งโล่เหล็ก เชน ใช้อย่างสิ้นเปลือง ออก กระแทก ดังสนั่น

     

    มาพร้อมการเคลื่อนที่คล่องแคล่ว ว่องไว และหนักแน่น ประดุจแทงค์สายป้องกันมืออาชีพของเชน ปราณระดับ 5 ในร่างแผ่ซ่านออกมา จนทุกย่างก้าวของเขาทิ้งเท้ารอยไหม้ ไว้บนพื้นดิน ที่ไม่มีใครสังเกตเห็น

     

    เมื่อพุ่งตัวออกไปรับการโจมตี ซ้ำๆ ราวกับเป็นกำแพงเหล็ก

     

    ทีมวีแลนพวกหัวหน้าฉานเฟิง เคลื่อนที่ตามหลังเชนอย่างเข้าขา เมื่อระเบิดทักษะต่อสู้ โจมตีเข้าหาบอส พริบตาเดียวซากงูยักษ์ เลเวลสูง ก็กองระเกะระกะไปทั่วบริเวณ

     

    ขณะคลื่นปราณพลังรอบตัวพวกเชน ทำให้อากาศบิดเบี้ยว ราวกับเป็นทีมเครื่องจักรสังหาร ที่ยมทูตผมสีขาวปลิวสะบัดโยกไหว เชนออกหน้าเล็งเป้าหมายมอนสเตอร์ตัวใด ไม่มีทางยืนต่อหน้าพวกเขาได้นาน

     

    มีแต่มอนสเตอร์ งูกลืนสมุทร ระดับสูง ที่พอสร้างปัญหาให้พวกเขาได้บ้าง…

     

    ปกรณ์มองภาพทางยาวนั้นไป พลางหัวเราะ แห้งๆ กับตนเอง “ไอ้เพื่อนอาเวยคนเดิมหายไปไหนแล้วเนี่ย... ตอนนี้มันน่ากลัวชะมัดยาด!”

     

    ทันใด ปกรณ์ เริ่มออกแรงบ้างชนิดไม่ให้อายอีกฝ่าย ค้อนไอพ่นพิเศษ อัพเกรดมาอย่างดี ถูกหมุนเหวี่ยงวาบ ออกไปจนพื้นดินสะเทือน

     

    “เอาเลย!” เสียงสั่งดังขึ้น

     

    ชายวัยกลางคน ระเบิด  [สกิลแผ่นยันต์]  ปั้นเป็นรูป ‘ควายธนู’  พุ่งเข้าชนมอนสเตอร์ เสียงดังสนั่น เปรี้ยง! วูม! พร้อมการโจมตีพวกเขา พุ่งเข้ามาใส่มอนสเตอร์เป็น ชุดๆ

     

    ทว่าท่ามกลางความวุ่นวาย ฮันเตอร์หลายคน เริ่มสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติ... บอส  [นาคราชสามเศียร]  กำลังพ่นไอพิษสีม่วงเข้ม ปกคลุมไปทั่วทุ่ง ไล่เข่นฆ่าฮันเตอร์ที่อยู่ตามทาง เพื่อดูดซับปราณมานาของผู้คน

     

    “เดี๋ยวนะ! บอสนาคราชไม่ได้ต่อสู้กับ แรงค์ S ราชสีห์อยู่หรอกเหรอ?” เสียงใครคนหนึ่งตะโกนขึ้นด้วยความตระหนก “แล้วแรงค์ S ราชสีห์ของเรา กำลังต่อสู้อยู่กับใครกัน?” ขณะได้ยินเสียงต่อสู้ระดับสูง ดังมาจากด้านในไม่ขาด

     

    คำพูดที่ดังมาราวกับไม่มีคำตอบ ให้พวกเขาหน้าชาสะเทือน ถึงความไม่ชอบมาพากล

     

    หัวหน้าฉานเฟิง เองยังรีบกล่าวเตือนสติทุกคน ให้อยู่ในความสงบ “หากปล่อยไว้แบบนี้บอสเกต ได้ดูดปราณมานาพวกฮันเตอร์ที่ตายตก กลายเป็น บอสเกตแตก แรงค์ S ตัวแรก ของจริงแน่!”

     

    ในขณะเดียวกัน ณ สมาคมฮันเตอร์โลก แรงสั่นสะเทือนของมานา ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างกะทันหันในประเทศไทย ทำให้เหล่า ผู้อาวุโสของโลก ประเทศมหาอำนาจต่างๆ เคลื่อนไหว

     

    โจว์ยี้ จ้องมองพิกัดที่อาจารย์ของเขา (ฉานเฟิง) อยู่ในตอนนี้ ด้วยแววตาเคร่งเครียด หางตาของเขากระตุกน้อยๆ เมื่อสัมผัสได้ถึงหายนะที่กำลังก่อตัวขึ้น

     

    “ท่านไปอยู่ในที่อันตรายแบบนั้นได้ยังไงกัน...” โจว์ยี้พึมพำ ก่อนจะรีบติดตาม ผู้อำนวยการมหาวิทยาลัยราชัน มุ่งหน้าสู่ประเทศไทย ซึ่งไม่เว้นมหาอำนาจ อื่นๆ ที่เริ่มเคลื่อนไหว