ตอนนี้ฟ่านหนิงเหออยู่ในอาภรณ์สีเขียวอ่อนสุภาพเรียบร้อย อาชีพขายสุราของเขาคงจะถึงกาลหยุดชะงักต้องพึ่งบ่าวรับใช้ดูแลถึงสองเดือน สองวันมานี้เขาแทบปิดตาลงไม่สนิทแม้สักราตรีเดียว ่สายของวันนี้ก็ต้องเดินทางเข้าวังมายืนถอนหายใจอยู่หน้าประตูหอฝึกทหารองครักษ์ของวังหลวง เขาออกจะบอบบางถึงเพียงนี้ไยบิดาถึงอยากให้เข้าเป็ทหารองครักษ์ ยิ่งคิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ตก เขาจะไปปกป้องใครได้
"ข้ามาทำอะไรที่นี่"
ฟ่านหนิงเหอถึงกับทอดถอนใจกับชะตาตัวเอง เมื่อเงยหน้าขึ้นมองป้ายหน้าประตู พ่นลมหายใจยาวออกมาอีกสาย ขาไม่อยากก้าวเข้าไปรายงานตัว ถ้าไม่ใช่เพราะบิดาจะหักขาเขาแล้วเอาไปใส่ให้หนิงเทียนที่นอนกระดูกขาร้าวอยู่บนเตียงเขาจะไม่มาที่นี่เด็ดขาด เล่นเอาฮูหยินจวนนายอำเภอร้องไห้คร่ำครวญปานจะขาดใจตอนเขาออกเดินทางมาที่นี่
"หนิงเทียนข้ามาแล้ว"
ฮุ่ยหลิงเดินมาหยุดยืนอยู่ข้าง ๆ เขา เงยหน้าขึ้นมองป้ายตรงหน้าประตูเช่นเดียวกัน
"เข้าข้างในกันเถอะ"
ฟ่านหนิงเหอต้องทำตัวเนียน ๆ นิ่ง ๆ เป็ฟ่านหนิงเทียนที่ต้องนอนรักษาตัวถึงสองเดือน บิดาเขาให้เขามาอยู่ที่นี่จนกว่าหนิงเทียนจะมาสับเปลี่ยนตัวกลับไป เล่นเอาเขาตาค้าง มารดาทรุดลงร้องไห้ อีกทั้งบิดายังกำชับเด็ดขาดถ้ามีใครจับได้ว่าเขาไม่ใช่หนิงเทียนทำให้ตระกูลเสื่อมเสีย ก็ไม่ต้องโผล่ไปให้เห็นหน้าอีก นี่มันส่งเขามาฆ่าตัวตายชัด ๆ
บิดาเ้าช่างไร้หัวใจยิ่งแล้วฟ่านหนิงเหอ เขาคิดแล้วถอนหายใจเป็ครั้งที่เท่าไหร่ตัวเองก็จำไม่ได้
เป็เวลาเจ็ดวันแล้วที่ฟ่านหนิงเหอต้องลุกขึ้นมาวิ่งและฝึกวิทยายุทธ์แต่เช้า เขาก็แค่ทำท่าทำทางตามที่ครูฝึกให้ทำไปอย่างนั้น ร่างกายเมื่อยล้าไปหมด เขาเคยฝึกหนักกว่านี้หลายเท่า แต่มาอยู่ในชาติภพนี้ในร่างคุณชายฟ่านหนิงเหอช่างบอบบางจนเขาใ คงเหมาะสมแล้วที่เขาอยากเปิดร้านสุราอยู่แบบสงบ ๆ ไม่ควรต้องมาฝึกหนักแบบนี้ เขาไม่อยากเป็ทหารองครักษ์เขาไม่อยากตายเหมือนตอนเป็บอดี้การ์ดซึ่งเป็อาชีพเดิมของเขา เขาเรียนรู้แล้วว่าการตายอย่างน่าอนาถมีรสชาติเป็อย่างไร
ชีวิตเขาเป็อันจบสิ้น กฎที่นี่เป็ร้อย ๆ ข้อ บางข้อนี่ไร้เหตุผลสิ้นดี เช่น ห้ามคุยกับดรุณีนางกำนัลที่เดินผ่าน เป็อะไรที่ทรมานเขาสุด ๆ
ทำไมหนิงเทียนถึงไม่ค่อยพูดนะ การเป็หนิงเทียนของเขาที่นี่วัน ๆ พูดนับคำได้เล่นเอาเขาต้องกดหัวแม่เท้า หยิกแขนตัวเอง เพราะปากคันยิบ ๆ
เมื่อฮุ่ยิชวนคุยนั่นนี่ จนเขาเกือบหลุดไปหลายครั้งแล้ว มาอยู่ที่นี่เจ็ดวันเขาก็สรุปได้แล้วว่าคนที่น่ากลัวที่สุดที่ทำให้เขาถูกจับได้ว่าไม่ใช่ฟ่านหนิงเทียนที่สุดก็คือ ฮุ่ยิ นี่แหละ คนอะไรคุยได้ทุกเื่ คุยได้ทั้งวัน นี่ถ้าเขาเป็ตัวเองคงจะสนุกกันน่าดู แต่แล้วข้อสรุปของเขาก็เป็อันตกไป
เมื่อพบกับผู้เป็ผู้บัญชาการทหารองครักษ์ตัวจริงของวังหลวงอย่าง ฉินอ๋อง โจวจินเยว่
ฉินอ๋อง โจวจินเยว่แต่งกายด้วยชุดสีดำ ผ้าคาดเอวและผ้าคาดหน้าผากสีทองลายพยัคฆ์ ตามแบบฉบับชุดขององครักษ์วังหลวงผู้เป็ระดับผู้บัญชาการ ผมยาวสีดำถูกรวบขึ้นสูง รูปร่างสูงโปร่ง เครื่องหน้าไม่ต้องพูดถึงขนตายาว จมูกโด่งเป็สัน ริมฝีปากหยักโค้งรับกับใบหน้า ยามยืนสงบนิ่งดูสง่างามจนฟ่านหนิงเหอที่ยืนอยู่แถวหลังแอบเหลือบมองแล้วต้องกลืนน้ำลายลงคอ คนอะไรจะหล่อเท่บาดใจขนาดนี้ แต่สายตาดุชิบ... เหล่าพระชายาในตำหนักไม่รู้จะแย่งกันปรนนิบัติหรือโดนกัดคอจนตายกันแน่
อีกทั้งจิ้นอ๋อง โจวเหิงเยว่ ผู้เป็น้องชายที่สวมอาภรณ์แบบเดียวกันที่ยืนข้าง ๆ ก็รูปงามเหมือนหลุดออกมาจากพิมพ์เดียวกัน เพียงแค่ออกจะหน้าหวานกว่าสักหน่อย ั้แ่เขาเห็นครั้งแรกก็รู้สึกคุ้นหน้า และคิดออกในที่สุดว่าจิ้นอ๋องผู้นี้ คือคนที่ช่วยเขาที่ริมน้ำวันนั้นแต่เขาคงต้องทำไม่เป็ไม่รู้จักอยู่ดีเพราะเขาต้องเป็ฟ่านหนิงเทียน ไม่ใช่คุณชายฟ่านหนิงเหอเ้าของร้านขายสุราที่เจอจิ้นอ๋องวันนั้น
หัวหน้ากองทหารองครักษ์เดินออกมาประกาศรายชื่อเหล่าทหารองครักษ์ทั้งยี่สิบคนที่สอบผ่านเข้ามาเพื่อแยกไปอยู่ในสังกัดต่าง ๆ ทั่วพระราชวัง รายชื่อถูกประกาศออกมาองครักษ์ใหม่ทุกคนถึงกับตัวเกร็งลุ้นว่าตนเองจะได้ไปอยู่ที่ใด สังกัดเ้านายคนไหนในวังหลวง
ฮุ่ยิ สังกัดจิ้นอ๋อง
ตงฟาน สังกัดจิ้นอ๋อง
ซีหลิน สังกัดจิ้นอ๋อง
.........จิ้นอ๋อง
ผ่านไปสิบกว่าคนที่รายชื่ออยู่ในสังกัดจิ้นอ๋องและเหล่าราชวงค์อีกหลายพระองค์ที่้าทหารองครักษ์ ชื่อฟ่านหนิงเหอจึงถูกประกาศออกมา
ฟ่านหนิงเทียน สังกัดฉินอ๋อง โจวจินเยว่
ฟ่านหนิงเหอถึงกับสะดุ้ง ฉินอ๋อง โจวจินเยว่ คนที่หน้าดุเหมือนเสือนั่น ข้าต้องไปอยู่สังกัดเขา ทำไมมีชื่อเขาแค่คนเดียวเล่า ทุกคนต่างไปอยู่สังกัด
จิ้นอ๋อง โจวเหิงเยว่ หน้าหวานกันหมดรวมถึงฮุ่ยิ แล้วเขาล่ะ
เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นก็สบเข้ากับใบหน้านิ่งั์ตาสีนิลของโจวจินเยว่ที่มองเขาอยู่ก่อนแล้ว ฟ่านหนิงเหอถึงกับกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ ตัวเกร็งจนแทบกระดิกนิ้วไม่ได้ คนอะไรตาดุชะมัด เขาได้แต่บ่นกระปอดกระแปดในใจ
ั้แ่ย้ายมาอยู่สังกัดโจวจินเยว่เขาก็ต้องกลายเป็คู่ฝึกให้กับท่านอ๋องผู้ที่แสนจะเ็า สายตาสีนิลคู่นั้นจับจ้องเขาแทบจะกระดิกตัวไปไหนไม่ได้ ที่พักก็ต้องเข้าพักในตำหนักของโจวจินเยว่ด้วยเหตุผลข้อเดียวที่คนคุมกฎบอกก็คือ ฉินอ๋องเลือกแล้วก็ต้องเป็ไปตามนั้น ฉินอ๋องสั่งแล้วก็ต้องเป็เช่นนั้น "นี่เป็คำสั่ง" คำที่เขาได้ยินทุกวันหลังจากมาอยู่ที่ตำหนักนี้ นี่มันเผด็จการชัด ๆ เขาจึงปะทะคารมกับผู้คุมกฎองครักษ์บ่อย ๆ
"ฉินอ๋องเลือกเ้า้าฝึกให้เ้าเป็ผู้ติดตามท่าน"
เขาถึงกับอดรนทนไม่ไหวเถียงกลับไปทันควัน
"ฉินอ๋องจะเลือกข้าทำไม วรยุทธ์ข้าก็อ่อนด้อย เทียบกับคนอื่นแล้วข้าคือหางแถวเลยนะ"
"ฉินอ๋องเลือกแล้วก็ต้องเป็ไปตามนั้น นี่เป็คำสั่ง"
มาอยู่ตำหนักโจวจินเยว่ได้สามวันก็ได้ยินแต่คำว่า ฉินอ๋องสั่งแล้วต้องเป็ไปตามนั้น นับครั้งไม่ถ้วน โจวจินเยว่คือจอมเผด็จการ!
มาอยู่ได้หนึ่งเดือนทุกวันเขาจึงต้องทำหน้าที่ดูแลติดตามโจวจินเยว่ และออกมาลานฝึกหลังตำหนักมาฝึกเป็เพื่อน นั่นเพราะฉินอ๋องสั่งแล้วต้องเป็ไปตามนั้น อีกเช่นเคย
โป๊ก!
"โอ๊ย"
กระบี่ไม้จากมือโจวจินเยว่ฟาดเข้าที่หน้าผากเขาอย่างจัง รอยแดงปรากฏขึ้นบนหน้าผากอย่างเห็นได้ชัดเจน มือขวาของเขาที่กำกระบี่ไม้ไว้ถึงกับทำมันร่วงลงพื้น เอามือขึ้นมาลูบหน้าผากตัวเอง
โจวเหิงเยว่ที่กำลังเดินเข้ามายังลานฝึกรีบเดินเข้ามาดูฟ่านหนิงเหอทันที ก็โจวเหิงเยว่เป็ตัวต้นเหตุที่ทำให้หน้าผากเขาโนแบบนี้ เล่นเดินเข้ามากับฮุ่ยิสหายของเขา จนทำให้เขาเสียสมาธิหันกลับไปยิ้มให้ทั้งคู่ กระบี่ไม้ของโจวจินเยว่จึงฟาดเข้าเต็มหน้าผากอย่างที่เห็น
"ฟ่านหนิงเทียนเ้าเป็อย่างไรบ้าง"
"กระหม่อมไม่เป็อะไรมากพะย่ะค่ะจิ้นอ๋อง"
โจวเหิงเยว่ก้มลงมาเอามือลูบไปบนหน้าฝากฟ่านหนิงเหอที่ปูดขึ้นมาเบา ๆ จนเขาถึงกับหันไปมองคนหน้าดุที่จ้องกลับมา คิดได้จึงขอแกล้งสำออยเสียหน่อยให้จากหน้าดุเหมือนเสือให้เป็ั์ไปเลย
"จิ้นอ๋อง ข้าเจ็บตรงนี้ด้วย ท่านดูสิ" เขายื่นให้ดูรอยช้ำที่ข้อมือ จนจิ้นอ๋องต้องเอามือมาลูบไปมา
"เ้าเขียวไปทั้งตัวแบบนี้ ข้าว่าเดี๋ยวข้าให้ฮุ่ยิเอายามาให้เ้าจะดีกว่า"
"ขอบคุณจิ้นอ๋องท่านช่างมีน้ำใจยิ่งนัก"
เขาพูดแต่ตาเหลือบไปมองโจวจินเยว่ที่จ้องมายังเขากับโจวเหิงเยว่ ถ้ามีลำแสงพุ่งออกจากตาได้ แสงนั้นคงทะลุผ่านร่างเขาไปแล้ว
ฮุ่ยิที่ติดตามโจวเหิงเยว่มาก็ยืนยิ้มอยู่ด้านหลังผู้เป็นาย ตอนนี้เขาสนิทกับฮุ่ยิในฐานะฟ่านหนิงเทียนเป็ที่เรียบร้อย โจวเหิงเยว่ก็เป็กันเองกับเขา มักจะแวะเวียนพาฮุ่ยิมาหาเขาบ่อย ๆ ทำให้เขาอยู่ตำหนักโจวจินเยว่ก็ไม่เหงาอย่างที่คาดไว้แต่แรก
โจวจินเยว่ที่ยืนมองทั้งสามคนคุยกันอยู่ เห็นท่าวันนี้คงไม่ได้ฝึกต่อ ก็เอ่ยขึ้น
"พรุ่งนี้ข้าจะสอนกระบวนท่าใหม่ให้เ้า และจะเพิ่มเวลาฝึกสอนทดแทนวันนี้ที่ขาดไป"
"เสด็จพี่ท่านก็อย่าเข้มงวดกับเขานักเลย เขาเป็ทหารองครักษ์ใหม่ต้องให้เวลาเขาปรับตัวบ้าง"
โจวจินเยว่ไม่พูดอะไรอีกสักคำ เขาเดินเข้าตำหนักไปแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ั้แ่มาอยู่ที่นี่ในฐานะฟ่านหนิงเทียนเขาก็ฝึกไปแบบงู ๆ ปลา ๆ อยากเป็คนไม่เอาไหนจะได้ไม่มีใครมาวุ่นวายมากนัก จนโจวจินเยว่ต้องลงมือเป็ครูฝึกสอนเขาด้วยตนเองอย่างเข้มงวด ซึ่งมันผิดแผนของเขาไปไกล เขาแค่อยากอยู่เงียบ ๆ ให้ครบตามที่บิดาสั่ง พอหนิงเทียนตัวจริงกลับมา ก็ไปแบบเงียบ ๆ ก็พอ
ฟ่านหนิงเหอเดินเข้าในตำหนักอย่างอารมณ์ดีเมื่อได้คุยกับโจวเหิงเยว่และฮุ่ยิ เข้าก็ไปทานมื้อเช้าในครัวมาเสร็จสรรพ เพราะ่สายวันนี้เขาต้องฝึกเขียนอักษรโดยมีโจวจินเยว่เป็ครูฝึกอีกเช่นเคย
"เ้ายิ้มแย้มเช่นนี้คงจะมีแรงฝึกฝนคัดอักษรกระมัง"
โจวจินเยว่ ที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะทรงอักษรเงยหน้าขึ้นเอ่ยกับเขาเมื่อเขาก้าวเท้าเข้ามาให้ห้อง
"กระหม่อมก็มีแรงฝึกทุกวันอยู่แล้ว ท่านอ๋องก็เห็นอยู่"
เขากล่าวลอยหน้าลอยตา ด้วยทุกวันที่เรียนเขาแกล้งคัดอักษรผิดมั่วซั่วจนกระดาษเกลื่อนตำหนัก
"ข้าย่อมเห็นอยู่แล้ว"
"ทรงมีภารกิจมากมายเหตุใดจึงต้องมีเคี่ยวเข็ญสอนบุรุษไร้ความสามารถเช่นกระหม่อมคัดอักษรเช่นนี้"
"ทำไมเ้าอยากให้ผู้ใดมาสอนเ้าอย่างนั้นหรือ"
"ก็กระหม่อมเห็นท่านอ๋องมีราชกิจแต่ต้องเสียเวลามาสอนกระหม่อมผู้ไร้ความสามารถมันดู..."
"ถ้าเ้าไม่อยากให้ข้าเป็ครูฝึกกระบี่ฝึกคัดอักษร อย่างนั้นเ้าก็ตามข้ามานี่"
โจวจินเยว่เดินเข้ามาในห้องบรรทมซึ่งมีประตูเชื่อมต่อกับห้องทรงอักษรแล้วนั่งลงตรงหน้ากระจก
"เ้าเปลี่ยนอาภรณ์ให้ข้า นี่เป็คำสั่ง"
"ห๊า! อะไรนะพ่ะย่ะค่ะ"
"ก็เ้าไม่อยากฝึกเป็ทหารองครักษ์ ข้าจะให้เ้าเป็คนดูแลข้าแทนดีหรือไม่"
"นางกำนัลตั้งมากมายทำไมต้องให้กระหม่อมทำด้วย อีกอย่างท่านอ๋องท่านแค่แต่งชายาเข้าตำหนักสักสี่ห้าคนมาปรนนิบัติไม่ดีกว่าหรือ"
แต่กลับเจอสายตาดุ ๆ ของโจวจินเยว่ส่งมา ทำให้เขาถึงกับหุบปากไม่บังอาจโอดครวญออกมา
"เ้าทำทุกวันยังไม่ชินอีกเหรอ หรือเ้าอยากไปฝึกกระบี่"
"ก็ได้...ทำ...ทำแล้ว เพราะนี่เป็คำสั่งใช่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ"
"อืม" โจวจินเยว่กล่าวเพียงสั้น ๆ แล้วก็นั่งนิ่ง ๆ ให้เขาจัดการกับตนเอง
ฟ่านหนิงเหอต้องดูแลเปลี่ยนอาภรณ์ ล้างหน้าให้โจวจินเยว่เช้าเย็น ต้องทนมองรูปร่างสมชายชาตรี กล้ามเนื้อหนัดแน่น กับใบหน้างามของเขาทุกวันตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา แต่เขาก็ยังไม่ชินอยู่ดี ใจเต้นโครมครามทุกครั้งอยู่ร่ำไป ต้องโทษตัวเองที่หาเื่ใส่ตัวไม่อยากฝึกกระบี่ ผิดแผนที่วางไว้ไปไกลโข เลยต้องมานั่งดูแลโจวจินเยว่แบบนี้แทน เพราะนี่คือคำสั่ง รอบนี้ท่านอ๋องไม่ได้กล่าวแต่เขาเป็ผู้กล่าวเอง จะกลับตัวกลับไปขอฝึกอย่างเดิมก็ไม่ได้อีก เพราะนี่เป็คนสั่งท่านอ๋องอีกเช่นเคย