เจ้ามีอัคคีเที่ยงแท้หรือ?
เมื่อได้ยินเช่นนี้เย่เฉินก็ขมวดคิ้วขึ้นทันที
อัคคีเที่ยงแท้เป็นความลับที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขา ซึ่งเขาเก็บซ่อนมันมาโดยตลอดแม้แต่ประมุขแห่งสามยอดเขาหลักกับพวกของโจวต้าฝูก็ยังดูไม่ออกไม่นึกเลยว่าจะถูกเจ้าอ้วนที่อยู่ตรงหน้านี้ดมกลิ่นจนรู้
ในใจของเย่เฉินตอนนี้นั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกแปลกใจเป็นอย่างมาก
“เจ้ามีอัคคีเที่ยงแท้ใช่หรือไม่”มือเล็กๆ ที่อวบอิ่มของเจ้าอ้วนก็คว้าจับแขนของเย่เฉินไว้ และลดระดับเสียงลงทันทีเพราะกลัวว่านักพรตหวังสือที่อยู่ด้านนอกจะได้ยิน
“อัคคีเที่ยงแท้มีค่ามากข้าเป็นแค่ศิษย์ฝึกหัดจะไปมีได้อย่างไรกัน” แม้ว่าเย่เฉินจะตกใจแต่เขาก็ยังคงยิ้มเล็กน้อย
“เจ้าอย่ามาโกหกข้าข้าได้กลิ่นอยู่เลย”
“เกรงว่าเจ้าน่าจะได้กลิ่นผิดไปแล้วล่ะ!”
“ไม่มีใช่ไหม! อย่างนั้นข้าจะไปหาคนมาทดสอบแล้วกัน” พูดจบ เจ้าอ้วนก็หันกลับไปสูดหายใจเข้าเฮือกหนึ่ง แล้วก็วิ่งส่งเสียงไปทางประตู “ผู้อาวุโสหวังเจ้าเด็กคนนี้มี...อื้อๆ...”
ยังไม่ทันจะได้พูดคำว่า“อัคคี” ออกมา เย่เฉินก็รีบก้าวเข้าไปปิดปากของชายผู้นี้เพราะหากว่านักพรตหวังสือรู้เข้าละก็เขาก็คงจะไม่สามารถปิดบังเรื่องอัคคีเที่ยงแท้ได้อีกต่อไป
“เจ้าอ้วนเจ้านี่มันรู้มากไปแล้ว!” เย่เฉินย่นหน้าผากที่เจ้าอ้วนนี้อ้วนแบบนี้ไม่ใช่ว่าไม่มีเหตุผลสาเหตุทั้งหมดก็มาจากความคิดอันชั่วร้ายของตัวเองทั้งสิ้น
“นั่นไง ข้าบอกแล้วว่ามี!”เมื่อเจ้าอ้วนหลุดพ้นจากมือของเย่เฉินแล้ว เขาก็ถูมือเล็กๆ ที่อวบอิ่มของตัวเองดวงตาเล็กๆนั้นก็เปล่งประกายสดใสออกมา
“เจ้าชนะแล้ว”เย่เฉินหายใจเข้าลึกๆ ในที่สุดเขาก็สามารถระงับความใจร้อนของเจ้าอ้วนได้
“ตะโกนเอะอะอะไรกัน” นักพรตหวังสือเดินเข้ามาตำหนิเป่าเคราแล้วจ้องมองไปยังเจ้าอ้วน ก่อนจะต่อว่าออกมา“เจ้านี่ไม่มีอะไรทำหรืออย่างไร ทำตัวน่ารำคาญอยู่ได้”
“ข้า...ข้าก็แค่ฝึกการใช้เสียง” เจ้าอ้วนแคะหูไปพลางขณะพูดท้ายที่สุดเขาก็ไม่ได้เปิดเผยเรื่องอัคคีเที่ยงแท้ของเย่เฉินออกมา
“เงียบๆหน่อยก็แล้วกัน” นักพรตหวังสือหันหลังกลับและเดินจากไปพร้อมใบหน้าที่เคร่งเครียด
หลังจากเดินออกไปไม่กี่ก้าวนักพรตหวังสือก็หันกลับมามองเจ้าอ้วนอีกครั้ง “จริงสิเมื่อกี้นี่เจ้าพูดว่าอะไรนะ...ใครมีอะไร?”
เมื่อถูกนักพรตหวังสือถามเช่นนี้เจ้าอ้วนก็กลอกตาไปมา “อ้อ...ข้าจะบอกว่ามีพลังปราณ”
เมื่อได้ยินเจ้าอ้วนเอ่ยตอบเช่นนี้เย่เฉินก็เกือบจะหลุดขำออกมา
“กลับไปหาบรรพบุรุษของเจ้าเถอะไป”นักพรตหวังสือเหวี่ยงมือเข้ามาทันที มือของเขาตบถูกใบหน้าของเจ้าอ้วนอย่างแรง“คนของสำนักเหิงเยว่ใครกันที่ไม่มีพลังปราณ จะตกใจแปลกใจอะไรกันนักหนา”
พูดจบนักพรตหวังสือก็หันหลังจากไปพร้อมบ่นพึมพำ
หลังจากนักพรตหวังสือจากไปเจ้าอ้วนที่ล้มลงไปกองกับพื้นเมื่อสักครู่ก็ลุกขึ้นมาใบหน้าอันอวบอิ่มของเขาตอนนี้เต็มไปด้วยรอยฝ่ามืออย่างเห็นได้ชัด
“ไอ้แก่หนังเหี่ยวคอยดูข้าก็แล้วกัน” เจ้าอ้วนเอามือปิดหน้าแล้วบ่นด่าอย่างไม่หยุดหย่อน
อีกด้านหนึ่งเย่เฉินก็เหลือบมองเขา และกำลังจะก้าวออกไปจากที่นี่
“เจ้ายังไปไม่ได้”เมื่อเห็นว่าเย่เฉินกำลังจะออกไป เจ้าอ้วนก็รีบคว้าตัวเขาไว้ทันที
“เจ้ามีอะไร?”
“มีสิมีๆ” เจ้าอ้วนพูดขึ้นทันที“ข้าจะขอยืมอัคคีเที่ยงแท้ของเจ้ามาช่วยข้าหลอมของวิเศษสักชิ้น”
“ไม่ว่าง”
“ผู้อาวุโสหวังเจ้าเด็กนี่...”
“ได้ๆหลอมก็หลอม” เย่เฉินรู้สึกหมดอารมณ์แล้วจริงๆ
จากนั้นทั้งสองคนก็ตามหลังกันไปยังภูเขาด้านหลัง
ปกติแล้วในเวลานี้ภูเขาด้านหลังจะต้องมีบรรดาศิษย์สำนักเหิงเยว่ออกมาเก็บสมุนไพรวิญญาณ แต่ในวันนี้ที่แห่งนี้กลับไม่เห็นเงาผู้ใดเลยแม้แต่คนเดียวอาจเพราะศิษย์ทั้งหมดต่างไปประลองกันอยู่ที่ลานเมฆวายุหมดแล้ว
“พวกเรามาทำข้อตกลงกันก่อนจะให้ช่วยเจ้าข้าช่วยได้ แต่เจ้าห้ามเปิดเผยเรื่องที่ข้ามีอัคคีเที่ยงแท้เด็ดขาด”
เย่เฉินได้แต่พูดย้ำเรื่องนี้อยู่ตลอดทาง
“เรื่องนี้เจ้าวางใจเถอะปากของข้าหนักมากไม่ต้องห่วง” เจ้าอ้วนลูบหน้าอกของตนเอง
“อีกอย่างที่ข้าช่วยเจ้าก็ไม่ได้ช่วยเปล่า เจ้าต้องจ่ายให้ข้า ห้าร้อยหินวิญญาณ ไม่เช่นนั้นก็อย่าได้เอ่ยถึงมันอีก”
“ตกลง” เจ้าอ้วนรู้สึกสดชื่นอย่างมาก ความสดชื่นเช่นนี้ของเขาทำให้เย่เฉินอดไม่ได้ที่จะอยากรู้อยากเห็นของวิเศษที่เขาต้องการจะให้ทำการหลอมเหลือเกินขนาดเรียกถึงห้าร้อยหินวิญญาณเขาก็ยังนิ่งไม่กะพริบตาของวิเศษนั่นจะต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
ทั้งสองคนหาถ้ำแห่งหนึ่งเป็นที่ซ่อนตัวหลังจากนั้นเจ้าอ้วนก็หยิบของวิเศษที่เขาพูดถึงออกมา
นั่นก็คือกระบองฟันหมาป่า ที่มีสีค่อนข้างดำ โดยรวมแล้วมันให้ความรู้สึกถึงความหนาหนักและมันต้องเป็นอาวุธที่ดุร้ายอย่างแน่นอน
“เห็นหรือยังด้านบนนี้มีร่องรอยของพลังสีดำ” เจ้าอ้วนนำกระบองฟันหมาป่าเข้ามาใกล้ๆชี้กระบองขึ้นไปด้านบนที่มีพลังสีดำวนเวียนอยู่
เย่เฉินเคลื่อนดวงตาเข้าไปใกล้พลังสีดำนั้นมีความหนาพอๆกับเส้นผม หากไม่สังเกตดีๆ ก็จะมองไม่เห็นอย่างแน่นอนพลังสีดำนั้นทำให้เขารู้สึกได้ถึงความหนาวเหน็บ เมื่อลองดมอย่างละเอียดก็สัมผัสได้ถึงพลังของคาวเลือด
“นี่มันอะไรกัน?” เย่เฉินถามขึ้นพลางชี้ไปยังพลังสีดำ
“บนกระบองฟันหมาป่าเป็นความคิดชั่วร้ายของเจ้าของเดิมหากยังมีมันอยู่ ข้าก็ไม่สามารถจะทำให้กระบองฟันหมาป่ายอมรับข้าเป็นเจ้าของได้”
ความคิดชั่วร้าย!
เมื่อได้ยินคำนี้สายตาของเย่เฉินก็อดไม่ได้ที่จะแสดงความประหลาดใจออกมา
ความคิดชั่วร้ายของเจ้าของเดิมนี้ยังคงหลงเหลืออยู่บนอาวุธได้แค่คิดก็รู้แล้วว่าเจ้าของเดิมของมันนั้นต้องแข็งแกร่งอย่างมากและกระบองฟันหมาป่านี้จะต้องเป็นอาวุธที่ทรงพลังอย่างแน่นอน
“เจ้าแน่ใจหรือว่าอัคคีเที่ยงแท้จะสามารถหลอมปรับมันได้”เย่เฉินเหลือบไปมองเจ้าอ้วน
“ได้ๆ”เจ้าอ้วนพูดด้วยความมั่นใจ “ความคิดชั่วร้ายนี้ ล้วนแต่เป็นวัตถุพลังหยินและสิ่งที่มันกลัวมากที่สุดคือวัตถุพลังหยาง อัคคีเที่ยงแท้เกิดมาจากฟ้าดินจัดว่าเป็นพลังหยางอย่างหนึ่ง จึงสามารถทำการหลอมมันได้แน่นอน”
“ถ้าอย่างนั้นก็เริ่มกันเถอะ!” เย่เฉินพูดจบเมื่อนึกขึ้นมาในใจ อัคคีเที่ยงแท้ก็ปรากฏขึ้น
อัคคีเที่ยงแท้ลุกโชติช่วงทำให้อุณหภูมิในถ้ำนั้นสูงขึ้นทันที ไฟสาดส่องผนังถ้ำจนเป็นแสงสีทอง
“อัคคีเที่ยงแท้มีความเด็ดขาดมากจะต้องหลอมมันได้อย่างแน่นอน”
เมื่อได้เห็นอัคคีเที่ยงแท้ของเย่เฉินเจ้าอ้วนก็ยิ่งเต็มไปด้วยความมั่นใจจึงรีบนำกระบองฟันหมาป่าลอยขึ้นไปกลางอากาศทันที
เย่เฉินได้ทำการเคลื่อนอัคคีเที่ยงแท้เข้าโอบล้อมกระบองฟันหมาป่าเอาไว้
เมื่อมีการเผาไหม้ของอัคคีเที่ยงแท้พลังสีดำนั้น ก็เริ่มดิ้นอย่างรุนแรง
โอ๊ย...!
ท่ามกลางความมืดดูเหมือนจะมีเสียงกรีดร้องดังขึ้นทำให้เย่เฉินและเจ้าอ้วนรู้สึกมึนงงอย่างอดไม่ได้
“ดูสิข้าบอกแล้วไง!” เมื่อเห็นพลังสีดำที่กำลังดิ้นรนเจ้าอ้วนก็ลูบมือเล็กๆอันอวบอิ่มของเขา
“ความคิดชั่วร้ายนี้แข็งแกร่งมากจำเป็นต้องใช้เวลาสักหนึ่งชั่วยาม” เย่เฉินประเมินเวลาโดยประมาณ
“ไม่เป็นไรข้ามีเวลาเยอะ” เจ้าอ้วนนั่งยองลง จ้องตรงไปยังกระบองฟันหมาป่าของตนเอง
เจ้าคนนี้อ้วนมากเมื่อนั่งยองลง ก้อนไขมันทั้งตัวก็มากองรวมกัน ดูแล้วช่างเหมือนกับก้อนเนื้อไขมันชิ้นหนึ่งจริงๆ
“ข้ามีนามว่าหมีสอง” เจ้าอ้วนมองไปยังกระบองฟันหมาป่าพลางแนะนำชื่อจริงของตนเอง
“หมี...หมีสอง?”
“ข้าเป็นลูกคนที่สองของบ้านดังนั้นพ่อของข้าจึงตั้งชื่อข้าว่าหมีสอง”
เมื่อได้ยินดังนั้นเย่เฉินก็อดไม่ได้ที่จะกระตุกยิ้ม มองไปยังเจ้าอ้วน และถามออกไปอย่างไม่แน่ใจ“อย่างนั้นพี่ของเจ้าคงจะชื่อ...”
“หมีใหญ่”
“แล้วน้องชายของเจ้าล่ะคงจะไม่ได้ชื่อหมีสามใช่ไหม!”
“ข้าไม่มีน้องชาย”
อือ!
เย่เฉินไม่ได้ถามอะไรต่อแค่เขาชื่อหมีสองก็ประหลาดพอแล้ว แต่ไม่คิดว่าบ้านของเขาจะประหลาดยิ่งกว่ามิเช่นนั้นคงจะไม่มีทางคิดชื่อที่สิ้นคิดเช่นนี้ออกมาได้ เวรกรรม!
โอ๊ย...!
มีเสียงกรีดร้องดังขึ้นอีกครั้งจากบนกระบองฟันหมาป่า
เมื่อมองไปยังเส้นพลังสีดำตอนนี้มันเบาบางลงไปมากแล้วความคิดชั่วร้ายของเจ้าของเดิมตอนนี้มันมีอัคคีเที่ยงแท้เป็นเสมือนดาวแห่งเคราะห์ของมันไม่ว่าจะดิ้นรนแค่ไหน มันก็ไม่อาจจะหลุดพ้นจากการถูกหลอมได้
ผ่านไปหนึ่งชั่วยามเย่เฉินก็เก็บอัคคีเที่ยงแท้
ในไม่ช้าเลือดก็ถูกดูดซึมไป
จากนั้นกระบองฟันหมาป่าก็สั่นสะท้าน
“ใหญ่ขึ้น...มันใหญ่ขึ้น”ตอนนี้หมีสองกลายเป็นเจ้านายคนใหม่ของมันแล้ว เมื่อคิดขึ้นในใจกระบองฟันหมาป่าก็เปลี่ยนขนาดใหญ่โตขึ้นในทันทีจนตอนนี้มันก็หนากว่าต้นไม้และมีความสูงมากกว่ามนุษย์ทั่วทั้งอันเต็มไปด้วยพลังอันหนักอึ้ง
“หากฟาดมันลงไปคงมีไม่กี่คนที่จะรับมือกับมันได้!” เย่เฉินลูบคาง และพูดเบาๆถึงความร้ายกาจของกระบองนี้
อีกด้านหนึ่งเจ้าอ้วนก็รับกระบองฟันหมาป่าเอาไว้อย่างอารมณ์ดี ตบบ่าของเย่เฉินเบาๆ“วันนี้ข้าอารมณ์ดี ขอเชิญเจ้าไปดื่มเหล้ากันหน่อย”
เย่เฉินเหลือบมองไปยังหมีสอง“นี่เจ้าคิดจะไม่จ่ายเงินหรือ”
“เจ้ากับข้าพบกันครั้งแรกก็เหมือนสนิทกันมานานจะมาพูดเรื่องเงินทองทำไมให้มันทำลายความรู้สึกกันเสียเปล่าๆ”
“ไอ้บ้าเอ๊ย”
อย่างไม่คาดคิดหมีสองก็ตรงเข้ามากอดคอของเย่เฉิน พลางยักคิ้วขึ้น “ในเมื่อเจ้ามีอัคคีเที่ยงแท้มาร่วมมือกับข้าไหม”
“เอาเงินมา”สีหน้าของเย่เฉินเริ่มเคร่งขรึมขึ้น
“เจ้ายังขาดดอกอวี้หลันหิมะอีกไหม”หมีสองขยิบตา
ได้ยินดังนั้นเย่เฉินก็เลิกคิ้วขึ้น
เขาประเมินเจ้าอ้วนน้อยเกินไปเสียแล้วฉลาดเป็นกรดเสียจริง เมื่อรู้ว่าเขามีอัคคีเที่ยงแท้และยังรู้ด้วยอีกว่าเขาต้องกลั่นน้ำยาวิญญาณหยกอีกทั้งยังรู้อีกว่าสิ่งที่ยังขาดไปในการกลั่นน้ำยาวิญญาณหยกคือดอกอวี้หลันหิมะ
“ผู้ที่ทำหน้าที่เฝ้าสวนสมุนไพรวิญญาณเป็นลุงของข้าเอง”คำพูดของหมีสอง ทำให้เย่เฉินถึงกับตาสว่างขึ้นทันที