จุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 33 เจ้าหมีสอง

            เจ้ามีอัคคีเที่ยงแท้หรือ?

            เมื่อได้ยินเช่นนี้เย่เฉินก็ขมวดคิ้วขึ้นทันที

            อัคคีเที่ยงแท้เป็นความลับที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขา ซึ่งเขาเก็บซ่อนมันมาโดยตลอดแม้แต่ประมุขแห่งสามยอดเขาหลักกับพวกของโจวต้าฝูก็ยังดูไม่ออกไม่นึกเลยว่าจะถูกเจ้าอ้วนที่อยู่ตรงหน้านี้ดมกลิ่นจนรู้

            ในใจของเย่เฉินตอนนี้นั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกแปลกใจเป็นอย่างมาก

            “เจ้ามีอัคคีเที่ยงแท้ใช่หรือไม่”มือเล็กๆ ที่อวบอิ่มของเจ้าอ้วนก็คว้าจับแขนของเย่เฉินไว้ และลดระดับเสียงลงทันทีเพราะกลัวว่านักพรตหวังสือที่อยู่ด้านนอกจะได้ยิน

            “อัคคีเที่ยงแท้มีค่ามากข้าเป็นแค่ศิษย์ฝึกหัดจะไปมีได้อย่างไรกัน” แม้ว่าเย่เฉินจะตกใจแต่เขาก็ยังคงยิ้มเล็กน้อย

            “เจ้าอย่ามาโกหกข้าข้าได้กลิ่นอยู่เลย”

            “เกรงว่าเจ้าน่าจะได้กลิ่นผิดไปแล้วล่ะ!”

            “ไม่มีใช่ไหม! อย่างนั้นข้าจะไปหาคนมาทดสอบแล้วกัน” พูดจบ เจ้าอ้วนก็หันกลับไปสูดหายใจเข้าเฮือกหนึ่ง แล้วก็วิ่งส่งเสียงไปทางประตู “ผู้อาวุโสหวังเจ้าเด็กคนนี้มี...อื้อๆ...”

            ยังไม่ทันจะได้พูดคำว่า“อัคคี” ออกมา เย่เฉินก็รีบก้าวเข้าไปปิดปากของชายผู้นี้เพราะหากว่านักพรตหวังสือรู้เข้าละก็เขาก็คงจะไม่สามารถปิดบังเรื่องอัคคีเที่ยงแท้ได้อีกต่อไป

            “เจ้าอ้วนเจ้านี่มันรู้มากไปแล้ว!” เย่เฉินย่นหน้าผากที่เจ้าอ้วนนี้อ้วนแบบนี้ไม่ใช่ว่าไม่มีเหตุผลสาเหตุทั้งหมดก็มาจากความคิดอันชั่วร้ายของตัวเองทั้งสิ้น

            “นั่นไง ข้าบอกแล้วว่ามี!”เมื่อเจ้าอ้วนหลุดพ้นจากมือของเย่เฉินแล้ว เขาก็ถูมือเล็กๆ ที่อวบอิ่มของตัวเองดวงตาเล็กๆนั้นก็เปล่งประกายสดใสออกมา

            “เจ้าชนะแล้ว”เย่เฉินหายใจเข้าลึกๆ ในที่สุดเขาก็สามารถระงับความใจร้อนของเจ้าอ้วนได้

            “ตะโกนเอะอะอะไรกัน” นักพรตหวังสือเดินเข้ามาตำหนิเป่าเคราแล้วจ้องมองไปยังเจ้าอ้วน ก่อนจะต่อว่าออกมา“เจ้านี่ไม่มีอะไรทำหรืออย่างไร ทำตัวน่ารำคาญอยู่ได้”

            “ข้า...ข้าก็แค่ฝึกการใช้เสียง” เจ้าอ้วนแคะหูไปพลางขณะพูดท้ายที่สุดเขาก็ไม่ได้เปิดเผยเรื่องอัคคีเที่ยงแท้ของเย่เฉินออกมา

            “เงียบๆหน่อยก็แล้วกัน” นักพรตหวังสือหันหลังกลับและเดินจากไปพร้อมใบหน้าที่เคร่งเครียด

            หลังจากเดินออกไปไม่กี่ก้าวนักพรตหวังสือก็หันกลับมามองเจ้าอ้วนอีกครั้ง “จริงสิเมื่อกี้นี่เจ้าพูดว่าอะไรนะ...ใครมีอะไร?”

            เมื่อถูกนักพรตหวังสือถามเช่นนี้เจ้าอ้วนก็กลอกตาไปมา “อ้อ...ข้าจะบอกว่ามีพลังปราณ”

            เมื่อได้ยินเจ้าอ้วนเอ่ยตอบเช่นนี้เย่เฉินก็เกือบจะหลุดขำออกมา

            “กลับไปหาบรรพบุรุษของเจ้าเถอะไป”นักพรตหวังสือเหวี่ยงมือเข้ามาทันที มือของเขาตบถูกใบหน้าของเจ้าอ้วนอย่างแรง“คนของสำนักเหิงเยว่ใครกันที่ไม่มีพลังปราณ จะตกใจแปลกใจอะไรกันนักหนา”

            พูดจบนักพรตหวังสือก็หันหลังจากไปพร้อมบ่นพึมพำ

            หลังจากนักพรตหวังสือจากไปเจ้าอ้วนที่ล้มลงไปกองกับพื้นเมื่อสักครู่ก็ลุกขึ้นมาใบหน้าอันอวบอิ่มของเขาตอนนี้เต็มไปด้วยรอยฝ่ามืออย่างเห็นได้ชัด

            “ไอ้แก่หนังเหี่ยวคอยดูข้าก็แล้วกัน” เจ้าอ้วนเอามือปิดหน้าแล้วบ่นด่าอย่างไม่หยุดหย่อน

            อีกด้านหนึ่งเย่เฉินก็เหลือบมองเขา และกำลังจะก้าวออกไปจากที่นี่

            “เจ้ายังไปไม่ได้”เมื่อเห็นว่าเย่เฉินกำลังจะออกไป เจ้าอ้วนก็รีบคว้าตัวเขาไว้ทันที

            “เจ้ามีอะไร?”

            “มีสิมีๆ” เจ้าอ้วนพูดขึ้นทันที“ข้าจะขอยืมอัคคีเที่ยงแท้ของเจ้ามาช่วยข้าหลอมของวิเศษสักชิ้น”

            “ไม่ว่าง”

            “ผู้อาวุโสหวังเจ้าเด็กนี่...”

            “ได้ๆหลอมก็หลอม” เย่เฉินรู้สึกหมดอารมณ์แล้วจริงๆ

            จากนั้นทั้งสองคนก็ตามหลังกันไปยังภูเขาด้านหลัง

            ปกติแล้วในเวลานี้ภูเขาด้านหลังจะต้องมีบรรดาศิษย์สำนักเหิงเยว่ออกมาเก็บสมุนไพรวิญญาณ แต่ในวันนี้ที่แห่งนี้กลับไม่เห็นเงาผู้ใดเลยแม้แต่คนเดียวอาจเพราะศิษย์ทั้งหมดต่างไปประลองกันอยู่ที่ลานเมฆวายุหมดแล้ว

            “พวกเรามาทำข้อตกลงกันก่อนจะให้ช่วยเจ้าข้าช่วยได้ แต่เจ้าห้ามเปิดเผยเรื่องที่ข้ามีอัคคีเที่ยงแท้เด็ดขาด”

            เย่เฉินได้แต่พูดย้ำเรื่องนี้อยู่ตลอดทาง

            “เรื่องนี้เจ้าวางใจเถอะปากของข้าหนักมากไม่ต้องห่วง” เจ้าอ้วนลูบหน้าอกของตนเอง

            “อีกอย่างที่ข้าช่วยเจ้าก็ไม่ได้ช่วยเปล่า เจ้าต้องจ่ายให้ข้า ห้าร้อยหินวิญญาณ ไม่เช่นนั้นก็อย่าได้เอ่ยถึงมันอีก”

            “ตกลง” เจ้าอ้วนรู้สึกสดชื่นอย่างมาก ความสดชื่นเช่นนี้ของเขาทำให้เย่เฉินอดไม่ได้ที่จะอยากรู้อยากเห็นของวิเศษที่เขาต้องการจะให้ทำการหลอมเหลือเกินขนาดเรียกถึงห้าร้อยหินวิญญาณเขาก็ยังนิ่งไม่กะพริบตาของวิเศษนั่นจะต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน

            ทั้งสองคนหาถ้ำแห่งหนึ่งเป็นที่ซ่อนตัวหลังจากนั้นเจ้าอ้วนก็หยิบของวิเศษที่เขาพูดถึงออกมา

            นั่นก็คือกระบองฟันหมาป่า ที่มีสีค่อนข้างดำ โดยรวมแล้วมันให้ความรู้สึกถึงความหนาหนักและมันต้องเป็นอาวุธที่ดุร้ายอย่างแน่นอน

            “เห็นหรือยังด้านบนนี้มีร่องรอยของพลังสีดำ” เจ้าอ้วนนำกระบองฟันหมาป่าเข้ามาใกล้ๆชี้กระบองขึ้นไปด้านบนที่มีพลังสีดำวนเวียนอยู่

            เย่เฉินเคลื่อนดวงตาเข้าไปใกล้พลังสีดำนั้นมีความหนาพอๆกับเส้นผม หากไม่สังเกตดีๆ ก็จะมองไม่เห็นอย่างแน่นอนพลังสีดำนั้นทำให้เขารู้สึกได้ถึงความหนาวเหน็บ เมื่อลองดมอย่างละเอียดก็สัมผัสได้ถึงพลังของคาวเลือด

            “นี่มันอะไรกัน?” เย่เฉินถามขึ้นพลางชี้ไปยังพลังสีดำ

            “บนกระบองฟันหมาป่าเป็นความคิดชั่วร้ายของเจ้าของเดิมหากยังมีมันอยู่ ข้าก็ไม่สามารถจะทำให้กระบองฟันหมาป่ายอมรับข้าเป็นเจ้าของได้”

            ความคิดชั่วร้าย!

            เมื่อได้ยินคำนี้สายตาของเย่เฉินก็อดไม่ได้ที่จะแสดงความประหลาดใจออกมา

            ความคิดชั่วร้ายของเจ้าของเดิมนี้ยังคงหลงเหลืออยู่บนอาวุธได้แค่คิดก็รู้แล้วว่าเจ้าของเดิมของมันนั้นต้องแข็งแกร่งอย่างมากและกระบองฟันหมาป่านี้จะต้องเป็นอาวุธที่ทรงพลังอย่างแน่นอน

            “เจ้าแน่ใจหรือว่าอัคคีเที่ยงแท้จะสามารถหลอมปรับมันได้”เย่เฉินเหลือบไปมองเจ้าอ้วน

            “ได้ๆ”เจ้าอ้วนพูดด้วยความมั่นใจ “ความคิดชั่วร้ายนี้ ล้วนแต่เป็นวัตถุพลังหยินและสิ่งที่มันกลัวมากที่สุดคือวัตถุพลังหยาง อัคคีเที่ยงแท้เกิดมาจากฟ้าดินจัดว่าเป็นพลังหยางอย่างหนึ่ง จึงสามารถทำการหลอมมันได้แน่นอน”

            “ถ้าอย่างนั้นก็เริ่มกันเถอะ!” เย่เฉินพูดจบเมื่อนึกขึ้นมาในใจ อัคคีเที่ยงแท้ก็ปรากฏขึ้น

            อัคคีเที่ยงแท้ลุกโชติช่วงทำให้อุณหภูมิในถ้ำนั้นสูงขึ้นทันที ไฟสาดส่องผนังถ้ำจนเป็นแสงสีทอง

            “อัคคีเที่ยงแท้มีความเด็ดขาดมากจะต้องหลอมมันได้อย่างแน่นอน”

            เมื่อได้เห็นอัคคีเที่ยงแท้ของเย่เฉินเจ้าอ้วนก็ยิ่งเต็มไปด้วยความมั่นใจจึงรีบนำกระบองฟันหมาป่าลอยขึ้นไปกลางอากาศทันที

            เย่เฉินได้ทำการเคลื่อนอัคคีเที่ยงแท้เข้าโอบล้อมกระบองฟันหมาป่าเอาไว้

            เมื่อมีการเผาไหม้ของอัคคีเที่ยงแท้พลังสีดำนั้น ก็เริ่มดิ้นอย่างรุนแรง

            โอ๊ย...!

            ท่ามกลางความมืดดูเหมือนจะมีเสียงกรีดร้องดังขึ้นทำให้เย่เฉินและเจ้าอ้วนรู้สึกมึนงงอย่างอดไม่ได้

            “ดูสิข้าบอกแล้วไง!” เมื่อเห็นพลังสีดำที่กำลังดิ้นรนเจ้าอ้วนก็ลูบมือเล็กๆอันอวบอิ่มของเขา

            “ความคิดชั่วร้ายนี้แข็งแกร่งมากจำเป็นต้องใช้เวลาสักหนึ่งชั่วยาม” เย่เฉินประเมินเวลาโดยประมาณ

            “ไม่เป็นไรข้ามีเวลาเยอะ” เจ้าอ้วนนั่งยองลง จ้องตรงไปยังกระบองฟันหมาป่าของตนเอง

            เจ้าคนนี้อ้วนมากเมื่อนั่งยองลง ก้อนไขมันทั้งตัวก็มากองรวมกัน ดูแล้วช่างเหมือนกับก้อนเนื้อไขมันชิ้นหนึ่งจริงๆ

            “ข้ามีนามว่าหมีสอง” เจ้าอ้วนมองไปยังกระบองฟันหมาป่าพลางแนะนำชื่อจริงของตนเอง

            “หมี...หมีสอง?”

            “ข้าเป็นลูกคนที่สองของบ้านดังนั้นพ่อของข้าจึงตั้งชื่อข้าว่าหมีสอง”

            เมื่อได้ยินดังนั้นเย่เฉินก็อดไม่ได้ที่จะกระตุกยิ้ม มองไปยังเจ้าอ้วน และถามออกไปอย่างไม่แน่ใจ“อย่างนั้นพี่ของเจ้าคงจะชื่อ...”

            “หมีใหญ่”

            “แล้วน้องชายของเจ้าล่ะคงจะไม่ได้ชื่อหมีสามใช่ไหม!”

            “ข้าไม่มีน้องชาย”

            อือ!

            เย่เฉินไม่ได้ถามอะไรต่อแค่เขาชื่อหมีสองก็ประหลาดพอแล้ว แต่ไม่คิดว่าบ้านของเขาจะประหลาดยิ่งกว่ามิเช่นนั้นคงจะไม่มีทางคิดชื่อที่สิ้นคิดเช่นนี้ออกมาได้ เวรกรรม!

            โอ๊ย...!

            มีเสียงกรีดร้องดังขึ้นอีกครั้งจากบนกระบองฟันหมาป่า

            เมื่อมองไปยังเส้นพลังสีดำตอนนี้มันเบาบางลงไปมากแล้วความคิดชั่วร้ายของเจ้าของเดิมตอนนี้มันมีอัคคีเที่ยงแท้เป็นเสมือนดาวแห่งเคราะห์ของมันไม่ว่าจะดิ้นรนแค่ไหน มันก็ไม่อาจจะหลุดพ้นจากการถูกหลอมได้

            ผ่านไปหนึ่งชั่วยามเย่เฉินก็เก็บอัคคีเที่ยงแท้

            ในไม่ช้าเลือดก็ถูกดูดซึมไป

            จากนั้นกระบองฟันหมาป่าก็สั่นสะท้าน

            “ใหญ่ขึ้น...มันใหญ่ขึ้น”ตอนนี้หมีสองกลายเป็นเจ้านายคนใหม่ของมันแล้ว เมื่อคิดขึ้นในใจกระบองฟันหมาป่าก็เปลี่ยนขนาดใหญ่โตขึ้นในทันทีจนตอนนี้มันก็หนากว่าต้นไม้และมีความสูงมากกว่ามนุษย์ทั่วทั้งอันเต็มไปด้วยพลังอันหนักอึ้ง

            “หากฟาดมันลงไปคงมีไม่กี่คนที่จะรับมือกับมันได้!” เย่เฉินลูบคาง และพูดเบาๆถึงความร้ายกาจของกระบองนี้

            อีกด้านหนึ่งเจ้าอ้วนก็รับกระบองฟันหมาป่าเอาไว้อย่างอารมณ์ดี ตบบ่าของเย่เฉินเบาๆ“วันนี้ข้าอารมณ์ดี ขอเชิญเจ้าไปดื่มเหล้ากันหน่อย”

            เย่เฉินเหลือบมองไปยังหมีสอง“นี่เจ้าคิดจะไม่จ่ายเงินหรือ”

            “เจ้ากับข้าพบกันครั้งแรกก็เหมือนสนิทกันมานานจะมาพูดเรื่องเงินทองทำไมให้มันทำลายความรู้สึกกันเสียเปล่าๆ”

            “ไอ้บ้าเอ๊ย”

            อย่างไม่คาดคิดหมีสองก็ตรงเข้ามากอดคอของเย่เฉิน พลางยักคิ้วขึ้น “ในเมื่อเจ้ามีอัคคีเที่ยงแท้มาร่วมมือกับข้าไหม”

            “เอาเงินมา”สีหน้าของเย่เฉินเริ่มเคร่งขรึมขึ้น

            “เจ้ายังขาดดอกอวี้หลันหิมะอีกไหม”หมีสองขยิบตา

            ได้ยินดังนั้นเย่เฉินก็เลิกคิ้วขึ้น

            เขาประเมินเจ้าอ้วนน้อยเกินไปเสียแล้วฉลาดเป็นกรดเสียจริง เมื่อรู้ว่าเขามีอัคคีเที่ยงแท้และยังรู้ด้วยอีกว่าเขาต้องกลั่นน้ำยาวิญญาณหยกอีกทั้งยังรู้อีกว่าสิ่งที่ยังขาดไปในการกลั่นน้ำยาวิญญาณหยกคือดอกอวี้หลันหิมะ

            “ผู้ที่ทำหน้าที่เฝ้าสวนสมุนไพรวิญญาณเป็นลุงของข้าเอง”คำพูดของหมีสอง ทำให้เย่เฉินถึงกับตาสว่างขึ้นทันที

    คล้ายกับเรื่องจุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】 ที่คุณอ่าน