หยางลู่ซือดวงตาเป็นประกายสวยยามเมียงมอง เธอเก็บยาแก้พิษไว้ในอกเสื้ออย่างทนุถนอม จังหวะนั้นหลินอู๋เฉินเหลือบเห็นยอดถันอมชมพูที่โผล่ออกมา จึงกระแอมทีหนึ่ง กล่าวว่า
“ไหนเคยบอกแล้วไม่ใช่เหรอ ว่าให้ซื้อสปอร์ตบาร์มาใส่ ไม่ก็ที่ปิดจุก“
เธอก้มมองหน้าอกใหญ่ชูชัน เงยหน้าขึ้นมา แลบลิ้นแล้วบอกกลับไปว่า “สามี ของพวกนั้นใส่แล้วอึดอัดออก ฉันชอบอยู่แบบนี้มากกว่า มันสบายและเคลื่อนไหวได้สะดวก อีกอย่างแล้วโดยปกติฉันระมัดระวังตัวมาก ไม่มีใครเห็นหรอก แต่เมื่อครู่เพราะเป็นคุณต่างหาก”
หลินอู๋เฉินกรอกตา ไม่อยากจะพูดถึงเรื่องนี้อีก
“เอาเถอะ ยังไงก็ระวังตัวด้วย”
หยางลู่ซือมองเขาด้วยในตาร้อนผ่าว ดูเหมือนว่าสามีกำลังเป็นห่วงเธอ อดไม่ได้ต้องตื้นตันใจ
“สามี ฉันปกป้องตัวเองได้ และนอกจากนั้นดูเหมือนว่าเพลงกระบี่ของฉันจะได้รับการพัฒนาขึ้น มันว่องไว ดุดันยิ่งกว่าเดิม หากพบมนุษย์ตะขาบอีกล่ะก็ พวกมันจะต้องกราบแทบเท้าฉันอย่างไม่ต้องสงสัย!”
หลินอู๋เฉินมองภรรยาปลอมๆ ผ่าน'เนตรอัตตา'เห็นลักษณะลมปราณ ต้องพยักหน้าพึงพอใจ
ดูเหมือนว่าการฝังเข็มของเขาจะให้ผลดี ตอนนี้ร่างกายทุกส่วนของเธอสะอาดหมดจด กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น ไขกระดูก ล้วนถูกชำระล้าง นอกจากนั้นลมปราณยังเหมือนกับเขื่อนน้ำหลาก พุ่งพล่านดุดัน แข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่ง
ลมปราณ 70 ปี!
อีกไม่เกินหนึ่งเดือน คาดว่าเธอคงกลายเป็นยอดยุทธ ที่ใครหลายคนต่างพูดว่าแข็งแกร่ง
ฟ้าดินรวมเป็นหนึ่ง!
เพราะคาดว่าคงไม่ได้กลับมานอนที่บ้าน วันนี้หลินอู๋เฉินจึงรักษา'ฝังเข็ม'ให้ภรรยาปลอมๆ ก่อนจะดูเวลา แล้วเดินทางไปที่โรงแรมจักรพรรดิ ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองชุนเหลียน เพื่อพบกับซูฉางผิง
ผู้หญิงที่มีความเป็นมาลึกลับ
แต่จากการคาดการณ์ ฟังจากชื่อแซ่ หลินอู๋เฉินเดาได้ไม่ยากเลยว่ามาจากสกุลใด เพียงแค่ไม่ได้เอ่ยมันออกมา
เขาได้ข้อมูลห้องมาก่อนหน้านั้นแล้ว จึงขึ้นลิฟต์ไป เคาะประตูเธอก็ออกมาเปิด ปล่อยให้เขาเดินเข้ามา
วันนี้ซูฉางผิงแต่งตัวสดใสขึ้นกว่าเมื่อวาน แต่ใบหน้ายังมีผ้าคลุมสีทึบปิดเช่นเดิม
“โรงแรมนี้ใหญ่มากเลยนะ เธอพักอยู่ที่นี่นานๆ จะไม่เป็นไรแน่เหรอ” หลินอู๋เฉินแสร้งถาม หลังจากเข้ามาในห้องพักพบว่านอกจากสระน้ำริมระเบียงแล้ว ข้างเตียงยังมีอ่างจากุซซี่ ทำให้เขาอดไม่ได้ต้องนึกถึงโรงแรมที่ไปฝังเข็มกับอาจารย์มู่บ่อยๆ
ซูฉางผิงถอดผ้าคลุมหน้า ตามด้วยปลดชุดด้วยท่าทางเขินอาย ตอบไปว่า “ไม่เป็นไร เรื่องเล็กน้อยเท่านั้นเอง เรามาพูดถึงเรื่องของเรากันดีกว่า ว่าวันนี้จะทำอะไรกัน”
คงมีอารมณ์อยู่หรอก
บางทีหากเธอคุมหน้าด้วยผ้าผืนหนึ่งแล้วโชว์เรือนร่างสะโอดสะอง คงดีไม่น้อย แต่ตอนนี้เมื่อเห็นหน้าชัดถนัดตา หากเป็นผู้ชายที่ไม่ได้เมาก็คงถอยหนีกันหมด
“นั่งลงบนเก้าอี้ เดี๋ยวฉันจะเริ่มเดี๋ยวนี้แหละ”
“รีบร้อนจังนะ”
“พอดีมีนัด เลี้ยงฉลองที่แข่งคณิตศาสตร์ชนะน่ะ”
“อย่างนี้นี่เอง”
ซูฉางผิงนั่งตามคำกล่าว แม้นี่จะไม่ใช่ครั้งแรกที่เปิดเผยร่างกายให้เขาดู ทว่าก็อดไม่ได้ที่จะเขินอาย ใบหน้าแดงเรื่อ ยามขยับไหวร่างกาย มองเห็นหุบเขาสีแดงอูมตูมจนใจเต้นโครมคราม
หลินอู๋เฉินเริ่มลงมือ ในขณะเดียวกันหยางลู่ซือได้เดินทางมาถึงสำนักต้าเทียนตอนห้าโมงเย็น
“อาจารย์หยาง กลับบ้านไปแล้วไม่ใช่เหรอครับ กลับมาทำไมอีก หรือว่าลืมของไว้?” ต้าหยง ลูกชายหัวหน้าสำนักถาม
เมื่อเดือนนั้นเห็นหน้าเธอครั้งแรก มุ่งหมายที่จะจีบหยางลู่ซือ หวังคว้าหัวใจมาครอง อยากเป็นแฟนของโฉมสะคราญคนนี้
แต่พอไปรับรู้ถึงความเก่งกาจ ไร้ปราณี เลือดเย็น ก็ทำให้ต้าหยงขนลุกขนพอง ไม่กล้าคิดบ้าๆ อีก ได้แต่อดกลั้นความรู้สึก แล้วมองอยู่ห่างๆ
หยางลู่ซือปรายตามองเขาครู่หนึ่ง ก่อนจะถามว่า “เจ้าสำนักไปไหน”
“ไป...กินข้าวข้างนอกครับ เห็นว่าวันนี้เพื่อนเก่ามา ก็เลยว่าจะฉลองกันสักหน่อย”
“เหลือแค่นาย?”
“ใช่ครับ มีอะไรให้ผมรับใช้ บอกผมมาได้เลยนะครับ ผมยินดีทำ”
“ไม่ใช่เรื่องใหญ่ งานง่ายๆ บอกฉันเกี่ยวกับเมืองชุนเหลียน ตรงจุดไหนบ้างที่ผู้หญิงชอบเดินผ่าน”
“ผู้หญิงชอบเดินผ่าน...”
“เช่นซอยเปลี่ยว ไม่ค่อยมีคนเดิน เส้นทางที่อันตรายน่ะ”
ระหว่างพูดจิตสังหารอันท่วมท้นก็พรั่งพรูออกมา ทำเอาต้าหยงกลัวจนหัวหด ไม่รู้คิดไปเองหรือเปล่า แต่วันนี้หยางลู่ซือน่ากลัวมาก นอกจากนั้นยังดูสวยกว่าทุกครา คล้ายกับเทพธิดาสังหาร
“มีหลายที่เลยครับ แต่ว่าเมืองชุนเหลียนใช่จะเล็กๆ เราขึ้นรถโดยสารไปก็ใช่ว่าจะเดินทางไปได้รอบเมือง” ต้าหยงเกาศีรษะ ท่าทางเก้อเขิน
สำนักต้าเทียนมีขนาดเล็กไม่ใหญ่ ดังนั้นการใช้จ่ายจึงสมถะไม่หวือหวา ตัวอย่างเช่นรถที่ต้าเทียนใช้ก็มีแค่คันเดียว ตอนนี้เจ้าสำนักขับไปข้างนอก จะให้เขาพาอาจารย์หยางไปสถานที่เปลี่ยวร้างเห็นทีว่าคงต้องขึ้นรถประจำทาง
หยางลู่ซือเงียบไปครู่หนึ่ง คล้ายกับกำลังครุ่นคิดบางอย่าง เนิ่นนานจึงบอกว่า “เอารถสามีของฉันขับ นายขับเป็นใช่หรือเปล่า”
“รถของสามีอาจารย์!” ต้าหยงตาโต นั่นมันซูเปอร์คาร์ไม่ใช่เหรอ ครั้งแรกเจอหลินอู๋เฉินขับมาสำนัก ยังจำได้ไม่เคยลืม
“ใช่ ตกใจอะไรกัน” หยางลู่ซือกรอกตา “เขาทิ้งรถไว้ให้ฉันขับ 1 คัน แต่ฉันดันขับไม่เป็นก็เลยจอดทิ้งไว้ที่บ้าน ดังนั้นหวังว่านายจะขับเป็นนะ”
“แน่นอนครับ ผมขับเป็นอยู่แล้ว!”
“ดี งั้นเราไปเอารถที่บ้านกัน”
“ได้ครับ”
ต้าหยงรีบกุลีกุจอหากุญแจมาล็อคประตูสำนัก วันนี้นอกจากจะได้อยู่กับอาจารย์หยางตามลำพัง ยังจะได้ขับซูเปอร์คาร์ นับว่าเป็นบุญของเขาแล้ว
เพียงแต่ต้าหยงไม่กล้าคิดชั่ว เพราะรู้ตัวดีว่าหากมีความคิดแบบนั้นหัวคงหลุดจากบ่า ไม่ต่างจากครอบครัวหวังแห่งชุนเหลียน
..........
ชายแดนใต้ของประเทศ
ในกระโจมหลังใหญ่สีขาวที่ผ่านกาลเวลามานับปี ภายในเต็มไปด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์ นอกจากนั้นยังมีดาบ กระบี่ และหนังสือเล่มหนึ่ง
ฉีไป๋หลง ราชาทหารฉายา'เทพมังกรขาว'กำลังนั่งเข้าฌานอยู่ ณ ใจกลางกระโจมหลังใหญ่ ใบหน้าของเขาคมคาย คิ้วโค้งดุจดั่งกระบี่ ยามที่ลืมตาตื่น เหมือนกับสิงโตที่พร้อมจะขย้ำเหยื่อ!
“ด้วยวิชา'มังกรลอยล่อง'ที่พบโดยบังเอิญ ไม่คิดเลยว่าไม่กี่ปีผ่านไป มันจะพาเรามาถึงจุดนี้” ฉีไป๋หลงพึมพำกับตัวเอง ด้านหน้ามีหนังสือเก่าๆ เล่มหนึ่งวางอยู่
ด้วยหนังสือเล่มนี้ ย้อนกลับไป 5 ปีก่อนตอนถูกขับไล่จากตระกูลเหยียน หากไม่มีมัน เขาก็คงเป็นผู้ชายไร้ความสามารถ ที่ไม่อาจปกป้องคนรักได้
“ท่านเจ้ามังกร ทีมของเราพร้อมแล้วครับ จะให้ออกเดินทางเลยไหมครับ” เสียงจากด้านนอกดังแว่วเข้ามา น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเคารพ
“งั้นดีเลย หลังจากนี้อีกครึ่งชั่วโมง เราจะออกเดินทางไปที่ซากปรักหักนั่นกัน” ฉีไป๋หลงบอก ก่อนจะเก็บวิชา'มังกรลอยล่อง'ไว้ในอกเสื้อ หลังจากนั้นจึงเดินออกมาจากกระโจม จัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย เดินไปทางจุดที่ตั้งของเฮลิคอปเตอร์
เมื่อหนึ่งเดือนก่อนในชายแดนใต้ เขาได้ปะทะกับชาวต่างชาติ หลังจากฆ่าพวกมันหมดแล้วแย่งชิงของมีค่าทุกอย่างมา พบว่าหนึ่งในนั้นมีแผนที่โบราณ
หลังจากตรวจสอบดูฉีไป๋หลงจึงส่งให้ทีมเข้าไปสำรวจ ปรากฏว่ามันเป็นของจริง วันนี้เขาจึงจะออกเดินทาง
“เจ้ามังกรคะ ตอนนี้ก็หลายวันแล้วแต่ทั้งเอี้ยเฟยและโจวอี้เปยไม่มีการติดต่อกลับมา เป็นไปได้หรือไม่ที่พวกเขาจะประสบอุบัติเหตุ?” หนึ่งในสิบหัวกระทิซึ่งเป็นผู้หญิงถาม
เธอมีร่างกายสมบูรณ์แบบ แต่ดันอยู่ในชุดทหารที่มีความแข็งกร้าว ใบหน้ารูปไข่ ผมสีบลอนด์ถูกม้วนเป็นมวยขึ้น ปักด้วยปิ่นหยกสีเขียว หูเจี่ยเจี่ย
“เจี่ยเจี่ย พูดบ้าอะไรของเธอ ถึงแม้เอี้ยเฟยจะเป็นหน่วยข่าวกรอง แต่เขาก็ไม่ได้อ่อนแอนะ นอกจากนั้นยังมีโจวอี้เปย ไร้สมองบ้างแต่เรื่องพละกำลังไม่ต้องห่วง ด้วยตัวตนของพวกเขาสองคน เมืองชุนเหลียนยังจะมีใครจัดการกับพวกเขาได้อีกเหรอ” ชายหนุ่มใบหน้าเล็กกร้านเอ่ยเหน็บแนม เขาควงมีดเล่มเล็กในมือเล่น ท่าทางคล่องแคล่วว่องไว
ไวเปอร์ หนึ่งในสิบหัวกะทิ ผู้เป็นดังกรงเล็บมังกร ขึ้นชื่อเรื่องการลอบสังหาร
หลังจากเข้ากองทัพฟังว่าเขาฆ่าไปแล้วหลายศพ
“ฉันก็แค่สงสัย ถึงแม้ว่ามันจะเป็นเมืองเล็กๆ ธรรมดาๆ แต่การที่สองคนนั้นอยู่ๆ ก็หายไปเลยไม่ตอบกลับมา แบบนี้มันแปลกเกินไป” เจี่ยเจี่ยกรอกตา อยู่ด้วยกันมาหลายปีแต่ถึงตอนนี้ เธอก็ยังเกลียดหมอนี่อยู่ดี
“ไม่จริงมั้ง ไม่ใช่ว่าเธอเป็นห่วงเอี้ยเฟยเหรอ?”
“อะไรนะ ฉันเนี่ยนะห่วงหมอนั่น ก็แค่กลัวว่าจะได้รับอันตรายเท่านั้นเอง ในฐานะลูกน้องราชาทหาร”
“จริงเหรอ ไม่ใช่ว่าเธอชอบ...”
“หุบปาก!”
“เรื่องของเอี้ยเฟย โจวอี้เปยพักไว้ก่อน” ฉีไป๋หลงพูดตัดบท ทั้งสองคนจึงหันมามองเขาพร้อมเพรียง แต่ยังเขม่นกันด้วยสายตา
“ตอนนี้เรื่องของซากสุสานสำคัญกว่า ไม่แน่หลังจากไปครั้งนี้พวกเราอาจได้รับโชคใหญ่ เอาล่ะขึ้นเครื่อง เราจะออกเดินทางทันที!”
มองดูทหารชั้นผู้น้อยรับฟังคำสั่ง ใบพัดเฮลิคอปเตอร์กำลังหมุน ฉีไป๋หลงถอนหายใจ ดูเหมือนว่าการเดินทางไปเมืองชุนเหลียนต้องพักไว้ก่อน อย่างน้อยก็หลังกลับมาจากสุสาน