สตรีอีกคนดูไม่โดดเด่นเท่าอีกสี่คนนางวางเรียงสมุนไพรเงียบๆ ให้ความสำคัญกับลำดับของสมุนไพรอย่างยิ่งในบรรดาทั้งห้าคนนางให้ความใส่ใจในขั้นตอนนี้ที่สุด
ต่อไปเป็นคนที่ทุกคนจับตามองมากที่สุดน่าหลันเฟยหยา จากตระกูลน่าหลันแห่งการหลอมโอสถน้ำ ทั่วทั้งห้าแคว้นมีเพียงตระกูลเดียวที่หลอมโอสถเช่นนี้เคยได้ยินว่าต้นตระกูลน่าหลันมาจากดินแดนอื่นย้ายตั้งรกรากยังแคว้นหนานเจียงในดินแดนนี้ ช่างน่าสนใจ
“เจ้ามีความรู้เรื่องการหลอมโอสถ?”ฮุ่ยชินอ๋องเอ่ยเมื่อเห็นนางมองไล่ทีละคนอย่างพินิจ
“ไม่มี” ซูเจินโกหกคำโต “แต่พอรู้เรื่องสมุนไพรกับโอสถบางชนิดอยู่บ้าง”
“คุณหนูเฉินช่างรอบรู้”อี้เต๋อเจิ้งเข้าร่วมการสนทนา แม้อยู่ไกลต้องพูดข้ามฟากผ่านโจวอ๋องมาจะให้นางพูดคุยกับชินอ๋องกะหนุงกะหนิงได้อย่างไร สหายของเขาไม่ปวดใจตายหรือ?
เท่านี้กลิ่นน้ำส้มเปรี้ยวก็คละคลุ้งไปหมดแล้ว
“ใฝ่ในการฝึกตนก็ย่อมต้องขวนขวายหาความรู้บ้างลำพังฝึกฝนเพียงอย่างเดียวไม่อาจทำให้ก้าวหน้าได้เท่าใดนัก”
“เป็นอย่างนั้นจริงๆ ฮ่าๆๆ”อี้เต๋อเจิ้งหัวเราะแห้งๆ นางตอบกลับประโยคเดียวทำเอาเขาไปต่อไม่เป็น
ซูเจินชักสายตากลับมา“เตาหลอมของน่าหลันเฟยหยาช่างแปลกตาไม่เหมือนใคร”
ฮุ่ยชินอ๋องมองตาม แล้วก็เห็นด้วยบนเวทีมีเพียงเตาหลอมของนางที่ต่างจากผู้อื่น เตาหลอมของนางเป็นทรงสูงและแคบกว่าที่ด้านล่างมีหินเพลิงที่ให้ความร้อนแทนพลังเวทแต่พระองค์ก็ไม่มีความรู้ด้านนี้นักจึงไม่สามารถบอกถึงความแตกต่างอื่นๆได้
“ได้ยินว่าเตาหลอมของตระกูลน่าหลันเป็นของสั่งทำพิเศษโดยช่างฝีมือดีทำเป็นของส่วนตัวสำหรับผู้ปรุงโอสถในตระกูลเลยด้วย” เป็นโจวอ๋องตอบ
สั่งทำพิเศษ?พวกเขาไปหาช่างฝีมือระดับนั้นมาจากไหนช่างฝีมือระดับที่จะสร้างเตาหลอมได้ไม่ใช่จะหากันได้ง่ายๆเลยพวกเขามีอำนาจราวกษัตริย์องค์หนึ่ง
การสอบไม่ได้กำหนดระดับของโอสถอย่างที่คาดเอาไว้ก็จริงแต่ถึงแม้จะไม่ได้กำหนดเหล่าผู้เข้าสอบก็คงหลอมโอสถไม่ต่ำกว่าระดับสองเวลาในการหลอมคือสองชั่วยาม เพียงพอสำหรับการหลอมโอสถระดับสองได้สองครั้ง
ทางสำนักคงเผื่อเวลาให้หากมีการผิดพลาดแต่ก็เป็นการยากเพราะเวลานั้นแทบจะจวนเจียน ทั้งส่วนผสมก็ไม่แน่ว่าจะเพียงพอสำหรับหลอมสองชุดดังนั้นหากหลอมพลาดก็แทบจะสอบตกทันทีเลย
ซูเจินมองเหลียงจือตรงหน้าเวลาหลอมโอสถเขาจะเอาจริงเอาจังอย่างถึงที่สุดและเขาก็มั่นใจในตัวเองมากถึงขนาดเตรียมส่วนผสมไว้เพียงชุดเดียวที่น่าเป็นห่วงคือเขาต้องใช้เตาหลอมระดับต่ำเก่าๆที่ไม่คุ้นเคยในการหลอม
แต่เห็นเขาพยักหน้าหลังจัดแจงส่วนผสมต่างๆแล้วก็คงไม่น่าเป็นห่วงนัก
“หอม...กลิ่นอะไรกัน หอมจริงๆ?”
“กลิ่นมาจากเตาหลอมของคุณหนูมู่”
เสียงรอบข้างดังขึ้นหลังจากได้กลิ่นหอมโชยมาแตะจมูกมู่เหลียนฮวากำลังควบคุมเวทไฟของตัวเองอย่างช้าๆ นางกำลังทำการกลั่นวัตถุดิบซึ่งเป็นขั้นตอนในการปรับปรุงวัตถุดิบให้บริสุทธิ์ขึ้นเป็นขั้นตอนที่ต้องใส่ใจมากที่สุดขั้นตอนหนึ่งเลยก็ว่าได้
เพราะมู่เหลียนฮวามีธาตุไฟเป็นธาตุรองทำให้การควบคุมเป็นไปได้ค่อนข้างยากเปลวไฟถูกปรับให้คงที่ให้เหมาะสมกับการกลั่นสมุนไพรแต่ละชนิด เช่นเดียวกับหลินหลิงเขาเองก็มีธาตุไฟเป็นธาตุรอง ทว่าเปลวไฟของเขากลับลุกโชนราวกับกำลังเต้นระบำนี่คือเปลวไฟที่ถูกเร่งออกมาโดยใช้พลังเวท อย่างไรก็ตามซูเจินเชื่อว่าพวกเขาต้องมีไพ่ตายของตนอยู่ พวกเขาล้วนต้องเก็บซ่อนเอาไว้
การสอบหลอมครั้งนี้ไม่ยากไม่ง่ายไม่ยากเพราะเป็นหัวข้อเปิด ไม่ง่ายเพราะไม่มีโอกาสแก้ตัวหากทำพลาดเพียงแค่หลอมให้สอบผ่านเกณฑ์ก็เป็นอันใช้ได้พวกเขาทั้งห้าคงไม่ยอมเปิดเผยฝีมือที่แท้จริงง่ายๆแน่
“ไม่ว่าบุคลิกของพวกเขาจะเป็นอย่างไรความสามารถที่แท้จริงของพวกเขานับว่ายอดเยี่ยมโดยแท้...” ซูเจินกล่าวกับตัวเองในใจแม้มู่เหลียนฮวาจะมีนิสัยเย่อหยิ่งและเอาแต่ใจทว่าความสามารถของนางนั้นเป็นของจริง
นางคงเป็นผู้ปรุงโอสถระดับสามแล้ว....
ในขณะนี้ผ่านไปกว่าหนึ่งเค่อแล้วนับตั้งแต่เริ่มการสอบ ระหว่างหนึ่งเค่อสั้นๆ มีแสงสีแดงของเปลวเพลิงไหววูบขึ้นบนเวทีบ้างแล้วพวกเขาเริ่มทำการหลอมกันหมดแล้ว...ยกเว้นเหลียงจือ
เหลียงจือจดๆจ้องๆอยู่ที่เตาหลอมเป็นเวลานานเพราะว่าเตาหลอมใบนี้ทั้งเก่าทั้งระดับต่ำ มันไม่มีทางทนการหลอมปกติของเขาได้เกรงว่าหลอมไปไม่เท่าไหร่เตาหลอมใบนี้ก็จะระเบิดเสียก่อน เหลียงจือถูสองมือไปมาเดินไปใกล้เตาหลอม
“นั่นเขากำลังจะทำอะไร?”ด้วยเหตุที่เหลียงจืออยู่ตรงกลางเป็นจุดรวมสายตาทำให้ทุกการเคลื่อนไหวของเขาเป็นที่จับตามอง ในขณะที่คนอื่นๆเริ่มจุดไฟกลั่นวัตถุเหลียงจือกลับกำลังลูบๆคลำๆที่เตาแทน
เหลียงจือต้องทำอะไรสักอย่างกับเตาหลอมใบนี้ให้อย่างน้อยๆมันสามารถทนไฟได้นานๆ แม้จะไม่สามารถทนไฟร้อนแรงได้มากแต่ก็ต้องดีกว่านี้หน่อย การสอบหลอมโอสถนอกจากส่วนผสมแล้วได้รับอนุญาตให้นำเตาหลอมออกมาเท่านั้นดังนั้นเหลียงจือจึงต้องใช้ของเท่าที่มีอยู่แทน
หลังจากที่เขาสำรวจดูเตาหลอมจนทั่วแล้ว เขาก็หยิบหินวารีสีขาวก้อนเล็กๆที่เขาเก็บติดมาด้วยกับใบจิตม่วงสองใบออกมาเขาบดหินวารีสีขาวให้ละเอียดเป็นผงจากนั้นก็นำใบจิตม่วงมาคั้นเอาน้ำออกมาผสมกับผงของหินวารีสีขาวเหลียงจือเรียกไฟดวงเล็กๆจากนิ้วชี้ออกมาลนพวกมันให้เข้ากันเป็นเนื้อเหนียว
เขาลนมันอยู่นานเกือบหนึ่งเค่อจนได้ที่เขาจึงนำมันมาป้ายยังจุดอ่อนแอที่เขาได้สำรวจไว้ก่อนหน้าเมื่อป้ายเสร็จจุดหนึ่งก็นำไฟจากนิ้วชี้ลนให้มันผสานกับเตาทีหนึ่งทำอย่างนี้จนครบทุกจุด ใช้เวลารวมกับการเตรียมการทั้งหมดถึงสองเค่อ
ซูเจินอุทานร้องว้าวในใจ
เขารู้จักวิธีของพวกช่างฝีมือหรือพวกช่างทำอาวุธด้วยที่เหลียงจือทำเมื่อครู่คือการซ่อมและเสริมส่วนที่เปราะบางของเตาหลอมให้แข็งแรงขึ้นแม้จะเป็นเพียงชั่วคราวแต่ก็สามารถทำให้มันใช้หลอมโอสถในครั้งนี้ได้
“เขากำลังซ่อมเตาหลอม!”จ้องมองการกระทำของเหลียงจือแล้วก็เข้าใจ มีหลายคนที่ไม่รู้ว่าเขากำลังทำอะไรแต่ก็มีอีกหลายคนที่รู้ความหมายของการกระทำของเขา ชายชราเบิกตากว้างทันใดนั้นเขาก็หัวเราะออกมาเบาๆ “เจ้าเด็กคนนี้ไม่ธรรมดาจริงๆสมแล้วที่เป็นว่าที่ลูกศิษย์ส่วนตัวของข้า”
ได้ยินดังนั้น อาจารย์อีกสองคนก็ขบเม้มริมฝีปากเด็กที่มีแววเช่นนี้ใครจะปล่อยให้เขาชุบมือเปิบไปกัน!มองเด็กหนุ่มแล้วก็มีประกายบางอย่างพาดผ่านแววตา
เหลียงจือพยักหน้าอย่างพึงพอใจปัดฝุ่นที่เปื้อนมือออกแล้วเริ่มทำการเรียกเปลวไฟออกมาไฟที่เขาเรียกออกมาเป็นไฟที่มีสีฟ้าอ่อน แตกต่างจากไฟของคนอื่นๆอย่างชัดเจนไฟสีแดงคือร้อนน้อยที่สุด ส่วนไฟสีฟ้านั้นร้อนกว่าไฟสีแดงและสีส้มไฟสีฟ้าอมเขียวมีความร้อนแรงมากที่สุด นอกจากไฟวิเศษแล้วไฟของเหลียงจือนักว่าร้อนที่สุดในบรรดาผู้เข้าสอบ
....................................................
หนึ่งเค่อ เท่ากับ 15 นาที