เสียงรถยนต์คันหรู ค่อยๆแล่นเข้ามาในหมู่บ้านหยูหลินอย่างเงียบเชียบ ขบวนรถที่ใหญ่โตนี้สร้างความตื่นเต้น ให้กับเหล่าชาวบ้านที่ลุกขึ้นตื่นเช้าทำงานก่อนตะวันทอแสง พวกเขาไม่เคยเห็นรถหรูขบวนใหญ่ขนาดนี้มาก่อน ดูเหมือนว่าที่หมู่บ้านของเขาจะมีคนใหญ่คนโตเดินทางเข้ามาแล้ว
"" ไม่รู้ว่าบ้านไหนมีลูกหลานญาติที่ร่ำรวยขนาดนี้นะ "" เหล่าชาวบ้านต่างชี้ชวนมองรถยนต์เหล่านั้นที่เรียงรายขับเข้ามาเกือบ 10 คัน
"" ไปดูไหมล่ะว่าอยู่บ้านหลังไหน ""
ชาวบ้านหลายคนต่าง ค่อยๆมองตามเดินตามรถยนต์เหล่านั้นไปที่เดินทางไปไม่หยุดพัก รถยนต์เหล่านั้นไปทางท้ายหมู่บ้าน แล้วก็มีเป้าหมายไว้อยู่แล้ว ทำเอาชาวบ้านคาดเดาไปต่างๆนานาว่า คงเป็นบ้านแถวๆท้ายหมู่บ้านแน่ แต่จะเป็นหลังไหนล่ะเพราะว่ามีไม่กี่หลัง
ท้ายหมู่บ้านก็จะมีแค่ไม่กี่ หลังไม่ใช่เหรอก็ล้วนแต่เป็นคนใหญ่คนโตมีเงินกันทั้งนั้น ชาวบ้านนั้นเราถูกแล้ว ก็ท้ายๆหมู่บ้าน มีอยู่ไม่กี่หลัง อีกทั้งยังเป็นแหล่งรวบรวมเศรษฐีประจำหมู่บ้านด้วยซ้ำไป ถ้าเป็นบ้านเหล่านั้นพวกเขาไม่แปลกใจเลย เพราะล้วนแล้วแต่มีญาติที่ร่ำรวยต่างบ้านต่างเมืองกันทั้งนั้นคงอาจจะมาเยี่ยมเยียนหลังตรุษจีนก็ได้ถึงแม้จะผ่านมาหลายวันแล้วก็ตาม แต่มันก็ยังอยู่ในช่วงเทศกาลไม่ใช่หรือ
และก็มีชาวบ้านหลายคนที่เดินตามรถยนต์คันเหล่านั้นไปด้วยจริงๆ
" ที่นี่หรือ..." ชายวัยชราอายุราว 60 กว่า ที่ดูภูมิฐาน ในชุดฮั่นฝู่ประยุกต์สีน้ำเงินเข้มพร้อมกับเสื้อโค้ทตัวใหญ่ ที่ดูราคาแพงและเรียบหรูเป็นอย่างมากมองกำแพงบ้านประตูไม้ชั้นดีแกะสลักแบบโบราณ ด้วยฝีมือช่างที่ประณีตมองผิวเผินก็รู้แล้วว่า คฤหาสน์หลังนี้ที่ถูกกำแพงสี่ด้านป้องกันผู้บุกรุกนี้ ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ และเมื่อมองเข้าไปด้านในก็เห็นอยู่ลางๆว่าเป็นคฤหาสน์หรูสไตล์ยุค 80 ที่หรูหรา แม้จะไม่ได้หลังใหญ่โต
" สภาพแวดล้อมใช้ได้ดูดีมากเลยทีเดียว " เขาพึมพำเบาๆ เมื่อเห็นบ้านหลังหนึ่งที่ขัดกับสภาพแวดล้อมภายนอกดูเหมือนว่าหลานสาวคนนี้จะไม่ได้ใช้ชีวิตที่ลำบากมากนัก ดูผิวเผินภายนอกบ้านก็ทำให้รู้แล้วว่า พ่อแม่บุญธรรมของเด็กหญิงเป็นคนมีฐานะไม่น้อยเลยทีเดียว ถึงแม้จะเทียบกับตระกูลใหญ่ไม่ได้ก็เถอะ
" คุณพ่อครับพวกเรา จะได้พาเธอกลับบ้านจริงๆหรือ " ชายอีกคนมองบ้านหลังนี้ด้วยความไม่มั่นใจก็แค่ดูก็รู้แล้วว่าคนในบ้านหลังนี้ไม่ได้เป็นพวกต้องการเงินทอง ทั้งยังดูแลลูกสาวของเขาเป็นอย่างดีจากการได้สืบข่าวและรวบรวมข้อมูลมานาน ทำเอาพวกเขารู้สึกว้าวุ่นใจลึกๆว่าจะไม่ได้พาลูกสาวกลับบ้านด้วยซ้ำไป เพราะดูแล้วอีกฝ่ายก็ไม่ได้ขาดอะไรเลยด้วยซ้ำทั้งข้าวขอเงินทองการเลี้ยงดูความรัก
ถ้ากลับไปกับพวกเขา พวกเขาก็สามารถให้ได้เหมือนกันแต่อีกฝ่ายจะยอมกลับไปไหมล่ะ
" แกจะยอมแพ้ง่ายๆหรือตามมาตั้งเป็น 10 ปีนั่นคือเลือดเนื้อเชื้อไขบ้านเรานะ " ผู้เป็นพ่อได้แต่ถลึงตาใส่ลูกชายที่ดูจะขี้ขลาดไปแล้ว กับเรื่องพวกนี้
" ตราบใดที่พวกเรามอบความรักความเอ็นดูให้ ทำไมพวกเราจะไม่สามารถทำให้เธออยู่กับพวกเราได้ล่ะคะ "
" พวกเรา หรือ..."
เขาไม่ค่อยมั่นใจเลย รู้แค่ว่าเขาและภรรยานั้นรักลูกมากจริงๆเพราะตลอดหลายปีมานี้ก็ยังไม่ยอมมีลูกคนที่สองสักที เพราะกลัวว่า เด็กหญิง ตัวน้อยคนนั้นหากสามารถกลับคืนมาสู่ตระกูลได้เธออาจจะรู้สึกน้อยใจที่พ่อแม่ไม่รักไม่ตามหา เพราะมัวแต่ดูแลลูกคนอื่นหรือลูกคนใหม่
" เอาล่ะๆอย่าเถียงกันยังไงซะพวกเราก็มาด้วยความจริงใจ ลูกสาวจะต้องเข้าใจและพวกเรา "
ถึงแม้ผู้เป็นหญิงสาวสวยในกลุ่ม จะพูดมาอย่างนั้น กลับไม่ทำให้ชายชราและชายหนุ่มอีกคนผู้เป็นสามีของเธอสบายใจได้เลยเมื่อข่าวสารที่ได้รับมาเด็กหญิงตัวน้อยคนนั้นไม่ใช่แค่เด็กหญิงวัย 10 ขวบที่เอาแต่ใจ มีความคิดแบบเด็กๆ ที่แค่จะเอาขนมหรือของขวัญมาหลอกล่อเธอก็จะเชื่อ ติดตามไปเป็นลูกสุนัขตัวน้อย
" ก็หวังว่าอย่างนั้น เพราะพวกเราก็มีความจริงใจกับเธอและครอบครัวบุญธรรม "
" เอาล่ะพวกเราพร้อมกันแล้วใช่ไหม " ชายชราที่เป็นผู้นำที่จัดท่าทางของเขาให้ดูดีทั้งที่ในหัวใจของเขาเต้นรัวๆกับกองปืนใหญ่พร้อมจะหัวใจวายได้ทุกเมื่อกับความตื่นเต้นในรอบ 10 ปี ที่สามารถวางใจและวางอนาคตที่จะทำต่อจากนี้ได้แล้ว
" พ่อครับผมตื่นเต้น " ชายหนุ่มที่ดูเหมือนจะยังไม่ตั้งสติได้เต็มที่มองบ้านตรงหน้าเขาก็รู้สึก ตื่นเต้นและหวาดกลัวจนต้องกุมหน้าอกเอาไว้เพื่อระงับสติที่กำลังเตลิด นี่คือความหวังที่ถูกกำแพงกั้นเอาไว้ แค่เปิดประตูออกเข้าไป พวกเขาก็จะเห็นความหวังของแสงสว่างนั้น ที่ติดตามหามาเป็น 10 ปีเป็นความหวังที่ว่าไม่มีใครสามารถลบร่องรอยความจริงนี้ได้ เป็นความหวังที่สามารถพิสูจน์ได้ด้วยตัวอักษรและสายเลือด
ฉันก็ตื่นเต้นค่ะแต่คุณคะทำสีหน้าดูดีหน่อย เดี๋ยวลูกสาวจะดูถูกได้นะ
ผู้เป็นสามีมองภรรยาที่บอกให้เขาทำสีหน้าให้ดีๆและเตรียมตัวให้พร้อมให้สมกับความเป็นพ่อแต่สำหรับเธอนั้น ก็ไม่ต่างจากเขาเท่าไหร่นัก แค่สีหน้าถูกเครื่องสำอางราคาแพงโปะไว้เท่านั้นเอง อยากจะโต้เถียงกับภรรยานิดๆแต่ก็เหมือนว่าไม่สามารถโตเถียงได้เลย เถียงไปก็มีแต่ตายเปล่า กฎของบ้านห้ามเสียงเมีย ไม่งั้นอาจเสียชีวิตได้ นี่คือคำสอนของพ่อเขาชายที่อยู่ตรงหน้า
" เอาล่ะฉันจะเป็นคนเคาะประตูเอง อะแฮ่มๆ " อยากบอกไว้เลยว่าการที่ให้นายใหญ่คนนี้เคาะประตูบ้าน เป็นการที่ให้เกียรติยิ่งกว่าเข้าพบประธานาธิบดีซะอีก เหล่าลูกน้องมองเหตุการณ์ตรงหน้า ถึงแม้สีหน้าพวกเขาจะไม่ได้แสดงออกอะไร แต่ชายบอดี้การ์ด ทั้ง 10 ที่รายล้อมอยู่ รีบเบือนหน้าหนีเพื่อไม่ให้พวกเจ้านายทั้ง 3 คนเห็นสีหน้าพวกเขาที่แทบจะหลุดหัวเราะออกมาไม่ได้
นานๆทีจะเห็นเจ้านายทั้ง 3 ไม่สิ ไม่เห็นเจ้านายทั้ง 3 เป็นแบบนี้ที่ดูว้าวุ่นใจจนไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้มาเกือบ 10 ปี กลับกลายเป็นแค่คนชราและพ่อแม่ที่ตื่นเต้นที่จะได้พบลูกสาวที่หายไปแค่นั้นเอง
ต่างกับเหตุการณ์วันปกติ ที่ทั้งหมดใช้ชีวิตแบบหน้าเดียว ที่ใช้รอยยิ้มมีแต่ความน่าหวาดกลัวและน่าเกรงขาม
ก๊อกๆๆ
ก๊อกๆๆ
เสียงเข้าประตูที่หน้าลานบ้านดังขึ้น ทำให้เช้านี้ที่คนบ้านซ่งเริ่มทำกิจวัตรประจำวันกันแล้วต่างงงๆว่าคงไม่มีชาวบ้านคนไหนมาเคาะประตูบ้านคนอื่นในตอนที่ตะวันยังไม่ขึ้นแบบนี้แน่ๆ เหมือนว่าพวกเขาเริ่มคาดเดาทิศทางไปเดียวกันว่าคงจะเป็นแขกที่ได้รับเชิญมาหลายวันก่อนมาถึงแล้ว
" คุณคะฉันจะไปตามพี่ใหญ่กับน้องชายมานะ " ซีเถาอยากจะถ่วงเวลาเอาไว้ก่อนด้วยซ้ำไปเธอยังไม่อยากถูกพรากจากลูกสาวสุดที่รักเลย จึงได้แต่หันเหทิศทางไปหาพี่ชายคนโตและน้องชาย ที่ช่วยกันทำความสะอาดลานหลังบ้านอยู่ ยังไงซะมีคนมากก็ยังดีกว่าอยู่แค่ 2 คนนี่นา
" ภรรยา " ที่มือของเขายื่นคว้าอากาศเอาไว้ เขาก็ยังไม่อยากจะเปิดประตูบ้านให้พวกนั้นเข้ามาพรากลูกสาวเขาหรอกนะ ถึงแม้ว่ามันจะช่วยอะไรไม่ได้ก็ตามในเมื่อคุณมาถึงหน้าบ้านแล้วนี่
ก๊อกๆๆ
เสียงเคาะประตูดังขึ้นอีกครั้งซ่งหลี่ที่ยืนอยู่หน้าลานบ้านคนเดียวถึงกับทำอะไรไม่ถูก จะเปิดดีหรือไม่เปิดดี แต่ถ้าเปิดแล้วก็ต้องต้อนรับแขกตามคำเชิญอยู่ดีแต่ถ้าไม่ยอมเปิดก็ยังต้องเปิดอยู่ดีนี่มันเป็น
" นี่ไม่ใช่สิ่งที่ผู้ใหญ่ เขาทำกันหรอกนะคะ "
ซีเถาที่ตามคนทั้งครอบครัวมาโดยมีพี่ใหญ่และน้องชายพร้อมกับพี่สะใภ้และน้องสะใภ้ทั้งสอง มายืนรอต้อนรับ แต่พวกเขาก็ยังไม่กล้าเปิดประตูเข้า มา แสดงว่าพวกเธอต้องเป็นคนเปิดออกต้อนรับพวกเขา แสดงให้เห็นว่าพวกเขาก็ให้เกียรติชาวบ้านอย่างพวกเธอไม่น้อยเลยทีเดียว
นี่สิมารยาทของคนตระกูลใหญ่
" มาแล้วครับรอสักครู่นะครับ " ทั้งหมดสูดลมลมหายใจเฮือกใหญ่อย่างเตรียมพร้อมกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น
" เอาล่ะยังไงซะพวกเราก็จะต้อนรับพวกเขาให้ดี ในฐานะพ่อกับแม่และครอบครัวบุญธรรมซิงซิงไม่ใช่หรืออย่าทำให้ซิงซิงขายหน้าสิ " ซ่งจินหลางที่ดูจะตั้งสติได้มากกว่าใครเพราะว่าเขาได้พบคนใหญ่คนโตเพราะสายอาชีพมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
" พี่ไปเปิดประตูเถอะ " ผิดกับซ่งหานที่ดูจะค่อนข้างอึดอัด ไม่ใช่เพราะว่าเขาไม่ได้พวกคนใหญ่คนโตในสายอาชีพของเขานั้น เจอคนระดับประเทศมาแล้วก็นับครั้งไม่ได้เลย แต่ครั้งนี้กับต้องเจอกับคนใหญ่คนโตที่จะพรากหลานสาวตัวน้อยเสื้อกันหนาวอบอุ่นของครอบครัวไป
แอดดดดด
เสียงประตูไม้ที่เปิดออกเหมือนเสียงของหัวใจที่ถูกเฉือนของคนบ้านซ่ง
ฝ่ายตรงกันข้ามเมื่อได้ยินเสียงประตูไม้ที่เปิดออก กลับเป็นเสียงของโลกกว้างอันอบอุ่นที่พวกเขารอคอย