“คุณซึงฮยอน นี่สามสิบชุด”
วันนี้คนจากทีมวิจัยฯแวะเข้ามาในออฟฟิศหลังจากไม่ได้โผล่มานาน ดูเหมือนจะมีการประชุมใหญ่แน่นอนว่าหัวหน้าทีมเคยบอกให้เขารู้ั้แ่ตอนทำงานวันแรกแล้วว่าห้ามพลาดการอบรมพนักงานหรือการประชุมต่างๆในบริษัทเป็อันขาดน่าเสียดายที่ซึงฮยอนไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมเลยแม้แต่ครั้งเดียวคงเพราะความเห็นของพนักงานฝึกหัดอย่างซึงฮยอนไม่สลักสำคัญอะไรละมั้ง
รู้สึกว่าวันนี้จะมีสายนอกโทรศัพท์เข้ามาหลายสายจำเป็ต้องหาคนหนึ่งคนไว้คอยเฝ้าออฟฟิศแน่นอนว่าหน้าที่นี้จะตกเป็ของใครไปไม่ได้นอกจากพนักงานฝึกหัดมีใครสักคนสั่งไว้ก่อนจากไปว่าให้เขาฟังบทเรียนอิเล็กทรอนิกส์[1]ที่จำเป็ต่อการประเมินผลการปฏิบัติงานแทนด้วย
ถูกแล้วที่งานนี้ต้องมีใครสักคนในทีมทำเพราะมีคนเคยบอกว่าการทำงานบริษัทค่อนข้างลำบากและโหดร้ายเป็ทุนเดิมอยู่แล้วแม้รู้ดีแต่บางทีก็อดขายหน้าไม่ได้ ทุกครั้งที่รู้สึกแบบนั้นซึงฮยอนจะปลอบใจตัวเองด้วยการระลึกถึงชีวิตสมัยเรียนปริญญาโทที่เอาแต่หมกตัวอยู่ในห้องแล็บเขาต้องจ่ายเงินเพื่อเหยียบเข้าไปในนั้นอย่างน้อยบริษัทนี่ยังให้เงิน
ไม่เป็ไรหรอก...ไม่เป็ไร...
“เอ๊ะ?”
หลังจากเหม่อลอยอยู่หน้าเครื่องถ่ายเอกสารจนทำสำเนาผิดพลาดซึงฮยอนก็เปลี่ยนมาเบิกตากว้างและจ้องเขม็งไปยังเครื่องถ่ายเอกสารพลางเมียงๆมองๆดูว่าการประชุมนั้นเป็อย่างไร
หัวข้อการประชุมในวันนี้ค่อนข้างน่าสนใจ ว่าด้วยเื่การวางแผนสื่อโฆษณาที่กำลังใกล้เข้ามาโดยใช้กลยุทธ์การตลาดประสาทวิทยา[2] ซึ่งเป็กลยุทธ์ทางการตลาดที่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามใน่ที่ผ่านมาแถมซึงฮยอนยังเคยทำวิจัยในหัวข้อเกี่ยวกับการวิเคราะห์จิตวิทยาของผู้บริโภคด้วย
“อีกนานไหม”
“เสร็จแล้วครับจะให้ผมเอาไปไว้ที่ไหนดี”
“ห้องประชุมชั้นสาม CMO[3] จะร่วมประชุมด้วย เลยต้องเตรียมที่นั่งดีๆเอาไว้”
“ครับเอ่อ...คราวนี้จะใช้กลยุทธ์การตลาดประสาทวิทยาใช่ไหมครับ”
“เหมือนจะเป็งั้นนะ...หรือว่านี่เป็วิชาเอกของคุณ”
“มะ...ไม่ใช่ครับแค่เป็หัวข้อที่ผมเคยศึกษารายกรณีน่ะครับ”
จงชานหรี่ตาลงราวกับพินิจพิจารณาใบหน้าของซึงฮยอนมักจะเปื้อนยิ้มอยู่เสมอจึงให้ความรู้สึกอ่อนหวานน่ารัก แต่ไร้ชีวิตชีวา...ปกติเป็เช่นนั้นแต่ตอนนี้แววตากลับเป็ประกายวิบวับอย่างกับเห็นสิ่งที่ชอบอยู่ตรงหน้า
“คุณคิดยังไง”
“ครับ?”
“เห็นบอกว่าเคยเรียนมา รอบนี้ลูกค้ารายใหม่ที่เราดูแลคือบริษัทJ Card ผู้บริหารที่นั่นฟังโน่นฟังนี่เกี่ยวกับกลยุทธ์การตลาดประสาทวิทยามาเยอะเลยสั่งให้เราทำแบบนั้นบ้าง แล้วคุณล่ะ คิดเห็นยังไง”
“พูดตรงๆได้เลยเหรอครับ”
“พูดตรงๆได้เลย”
ซึงฮยอนเหลือบดูสำเนาเอกสารสามสิบชุดที่ออกจากเครื่องถ่ายเอกสารอัจฉริยะและเย็บเป็ชุดเรียบร้อยด้วยความกังวลอย่างน้อยหากคนถามเป็อาจารย์ที่ปรึกษาหรือหัวหน้าทีม...เขาคงตอบว่าดีโดยไม่ต้องเสียเวลาคิดไปแล้วแต่คำชมที่ไร้ความหมายนี้จะมีประโยชน์กับจงชานแน่เหรอ ในอีกมุมหนึ่งซึงฮยอนเองก็ไม่กล้าพูดจาแย่ๆเกี่ยวกับแผนงานที่ไม่รู้ว่าเ้านายเขียนไปแล้วหรือยังได้...
ซึงฮยอนตัดสินใจโยนความกลัดกลุ้มทุกอย่างทิ้งไปการสร้างความประทับใจดีๆเป็สิ่งสำคัญก็จริงแต่ในเมื่อเคยทำผิดพลาดไปแล้วหนึ่งครั้งอย่างน้อยเขาก็น่าจะทำอะไรให้เป็ที่จดจำบ้างคำพูดที่ว่าเ้าเด็กนี่เคยฝึกงานที่นี่ด้วยเหรอ ไม่เห็นจำได้เลยหากได้ยินแบบนี้คงจะน่าอายยิ่งกว่า
เอาละทำให้หัวหน้าส่วนจำว่าเขาเป็เด็กตรงไปตรงมาก็แล้วกัน
“ดูเหมือน...ไอเดียนี้จะยังไม่ค่อยดีเท่าไรครับ”
“ตรงจุดไหนล่ะ”
“ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดคือความสูญเปล่าผมไม่รู้ว่ามีแผนที่จะใช้กลยุทธ์การตลาดประสาทวิทยามาั้แ่แรกเริ่มหรือเปล่า...แต่มันสายเกินไปที่จะใช้ตอนนี้ให้ระยะเวลาสังเกตและสำรวจผู้บริโภคนานเกินไป เสียทั้งเวลาเสียทั้งเงินด้วยงบประมาณแค่นี้ควรหันไปทำการตลาดผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียต่างๆน่าจะดีกว่าครับ”
“โฆษณางั้นเหรอถ้าหันไปทำโปรโมชันและ TVC ล่ะ คงไม่ได้เหมือนกันสินะ”
“นั่นก็...ผมขอพูดตรงๆอีกได้ไหมครับ”
จงชานพยักหน้าให้
“มันไม่น่าสนใจครับ”
“ไม่น่า...สนใจ”
“ด้วยประเภทธุรกิจของ J Card และงบประมาณที่ให้มาในปัจจุบัน คงเอาไปสร้างแคมเปญเชิงนวัตกรรมได้ยาก วิธีการเข้าถึงไม่ค่อยแตกต่างกับโฆษณาที่มีอยู่แล้วเท่าไรผมเลยตั้งคำถามว่าเราจำเป็ต้องใช้กลยุทธ์การตลาดประสาทวิทยาด้วยเหรอ”
ใบหน้าของซึงฮยอนขึ้นสีเืฝาดเล็กน้อยรู้สึกราวกับหัวใจโดดมาเต้นตึกตักบนใบหน้าชีพจรทั่วสรรพางค์กายก็กระเพื่อมไหวไม่ต่างกันขนาดในการสัมภาษณ์รอบล่าสุดเขายังไม่สั่นขนาดนี้จงชานยกมือขวาลูบปลายคางทั้งที่ยังกอดอกอยู่
ซึงฮยอนใจหล่นตุ้บเมื่อเห็นใบหน้าติดแข็งกระด้างจากอีกคน
นี่เขาอวดดีไปหรือเปล่านะ
พอกำลังจะอ้าปากขอโทษจงชานกลับยกมุมปากขึ้นข้างหนึ่งทำเอาซึงฮยอนที่คุ้นเคยแต่ใบหน้าบูดบึ้งเ็าใจนอ้าปากค้างและมองคู่สนทนาด้วยสีหน้าว่างเปล่าทั้งที่รู้ดีอยู่แก่ใจว่ามันหยาบคาย
“ถูกต้อง”
“ครับ?ถูกต้อง...เหรอครับ”
“แม้แต่ผู้โฆษณาเองก็คิดแบบนั้นยกเว้นพวกผู้บริหาร”
ถ้าอย่างนั้นแค่โน้มน้าวก็น่าจะโอเคแล้วไม่ใช่เหรอ
ตามคำพูดของจียอน ไม่สิ! ถึงจียอนไม่พูดแต่จากที่เห็นฝีมือการทำงานจงชานดูเหมือนตัวตึงที่เอาชนะคะคานได้แม้กระทั่งผู้โฆษณาได้ยินว่าหัวหน้าส่วนมีฉายาว่า “หมาบ้าพิตบูลล์เทอร์เรีย” ด้วยหรือเปล่านะ จงชานใจกว้างตอบอีกครั้งราวกับอ่านสีหน้าของซึงฮยอนออก
“ไม่ว่ายังไงสุดท้ายอำนาจการตัดสินใจจะขึ้นอยู่กับผู้โฆษณาและผู้บริหารซึ่งทางผู้บริหารเองก็คงเห็นชอบกับกลยุทธ์ที่ปลอดภัยที่สุดผมไม่รู้หรอกนะว่าคุณซึงฮยอนจะคิดเห็นยังไง แต่ผมขึ้นตรงกับบริษัทและเอเจนซี ถ้าผู้โฆษณายืนกรานจะใช้งบประมาณที่ไม่สมเหตุสมผลความคิดเห็นของผู้โฆษณาต้องมาก่อนเป็อันดับแรก”
ซึงฮยอนใหน่อยๆกับคำพูดของจงชานถ้าเป็คนดื้อเอาตัวเองเป็ใหญ่ขนาดนี้ก็ควรไปทำงานศิลปะสิ ไม่ใช่ธุรกิจโฆษณาแต่นั่นแหละ ก็ที่นี่เป็เอเจนซีทำธุรกิจโฆษณานี่นา...
พนักงานฝึกหัดหนุ่มเหมือนเพิ่งเข้าใจในตอนนี้ว่าทำไมอีกฝ่ายถึงเป็AE ที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในสายอาชีพหากเจรจาประนีประนอมกับเ้านายตรงหน้าไม่ได้ก็ไม่ควรหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีของตัวเองแต่ต้องแสดงฝีมือให้เป็ที่ประจักษ์และสร้างสรรค์ผลงานที่ดีที่สุดออกมาแถมจงชานยังตั้งใจฟังสิ่งที่พนักงานฝึกหัดพูดหากเป็เื่ที่พิจารณาแล้วเห็นว่าถูกต้อง
“ไปกันเถอะ ใกล้ถึงเวลาแล้ว”
ซึงฮยอนได้สติคืนมาโดยพลันราวกับโดนคลายมนตร์สะกดเขาเดินตามหลังจงชานไป ฝ่ายจงชานเองแม้มีนิสัยใจร้อนแต่กลับไม่สนใจลิฟต์เ้าตัวเลือกเดินลงบันไดอย่างอืดอาดยืดยาดแทน
นาทีนี้พนักงานฝึกหัดหนุ่มเอาแต่นึกถึงใบหน้าเจือยิ้มน้อยๆของจงชานในยามที่พูดว่า “ถูกต้อง” แม้แก้มที่เคยแดงระเรื่อจะจางลงไปบ้างแล้วแต่ใจยังคงกระตุกและสั่นไหวอยู่ตลอด การได้รับคำชมอันคาดไม่ถึงจากปากของคนที่ไม่คาดคิดทำให้เขาอยากอวดเื่นี้ให้ใครต่อใครฟังเหลือเกินซึงฮยอนที่กำลังฟุ้งซ่านเป็เด็กๆพยายามกลั้นรอยยิ้มที่ดีแต่จะผุดออกมาไม่หยุด
“คุณซึงฮยอน”
“ครับ?”
“คุณเคยบอกแล้วใช่ไหมว่าทำไมถึงมาฝึกงานที่นี่”
“คือว่า...”
ซึงฮยอนเกือบหลุดคำพูดติดปากออกไปแล้วว่า“้าสั่งสมประสบการณ์” แต่รู้ตัวเสียก่อน ก็เพราะนิสัยการพูดแบบนี้ไม่ใช่หรือไงถึงทำให้จงชานจำฝังใจั้แ่แรกพบว่าเขาเป็แค่เด็กแบบนั้น!
“เอ่อ...ผมเห็นว่างานโฆษณาน่าสนใจดีและคิดว่าวิชาเอกที่เรียนมาน่าจะช่วยได้ครับ”
“อืม...งั้นเหรอ”
เมื่อเห็นคนฟังอึ้งก่อนจะยิ้มออกมาซึงฮยอนจึงอดสงสัยไม่ได้ว่า นี่คงเป็คำตอบที่ถูกต้องแล้วหรือเปล่านะชายหนุ่มเหลือบมองจงชานแวบหนึ่งแล้วสะดุ้งโหยงเมื่อเผลอสบตากับอีกฝ่ายเข้าพอดีเล่นเอาจงชานยิ้มอีกครั้ง คราวนี้เขาไม่ได้ยิ้มน้อยๆเหมือนเมื่อกี้แต่เป็รอยยิ้มที่แสนสดใส
“เวลาพูดถึงกลยุทธ์ทางการตลาดจะเห็นความเปล่งประกายในแววตาของคุณ นี่...คงเป็ประโยคที่ไม่ค่อยเข้าท่าเท่าไรแต่ส่งเอกสารมา”
“อา...ไม่เป็ไรครับ”
“ส่งมาให้ผมแล้วขึ้นไปหยิบของที่ต้องใช้ในการประชุมมาเร็วเข้า”
“ครับ?”
“จะเป็สมุดจดไอเดียหรือบันทึกอะไรก็ได้เพราะคุณซึงฮยอนต้องร่วมประชุมครั้งนี้ด้วย”
เอ๋? การประชุมที่แม้แต่ CMO ก็เข้าร่วมด้วยเนี่ยนะ
จงชานรับเอกสารถ่ายสำเนาไปถือราวกับไม่สลักสำคัญอะไรก่อนก้าวลงบันไดไป แต่เกิดสังเกตเห็นสีหน้างงงวยของซึงฮยอนจึงหมุนตัวกลับมาอีกครั้ง
“หรือว่ามีใครสั่งให้ทำอะไรอีก”
“เอ่อ...ผมต้องฟังบทเรียนอิเล็กทรอนิกส์แทนคุณจองนกน่ะครับ...”
“งั้นแค่ลงมาเฉยๆ”
ไอ้บ้านี่ชักจะเอาใหญ่แล้วกล้าดีอย่างไรถึงได้โยนงานที่ตัวเองต้องทำให้พนักงานฝึกหัด
จงชานก่นด่าอย่างดุเดือดหลังได้ยินคำพูดดังกล่าวซึงฮยอนจึงรู้ได้ทันทีว่าที่หัวหน้าส่วนบอกให้เข้าร่วมประชุมด้วยคงไม่ใช่เื่ล้อเล่นฝีเท้าที่วิ่งกลับไปหยิบเครื่องเขียนเลยเร่งความเร็วขึ้นเรื่อยๆ
นี่คือการประชุมใหญ่ที่แม้แต่CMO ก็เข้าร่วมการประชุมครั้งแรกของเขา!
หัวใจของซึงฮยอนที่เคยลอยตุ๊บป่องเพราะคำชมไม่ใช่แค่พองโตอีกต่อไป แต่เหมือนกำลังจะแตกโพละออกมาในอีกไม่ช้า
********************
[1] บทเรียนอิเล็กทรอนิกส์ (E-Learning) คือ การเรียนการสอนที่อยู่ในรูปแบบสื่อเทคโนโลยี
[2]การตลาดประสาทวิทยา (Neuro Marketing)เป็กลยุทธ์ทางการตลาดที่วิเคราะห์การทำงานของสมอง กระบวนการคิด รวมไปถึงการตอบสนองเพื่อนำไปวางแผนกลยุทธ์ทางการตลาด ดึงความสนใจของผู้บริโภค มีการใช้กลยุทธ์นี้อย่างแพร่หลายในปัจจุบันั้แ่กลยุทธ์การโฆษณาไปจนถึงการวางแผนผลิตภัณฑ์
[3]ย่อมาจากคำว่า Chief Marketing Officerหมายถึง ผู้บริหารฝ่ายการตลาดดูแลรับผิดชอบฝ่ายการตลาดทั้งหมด