Ep 069 :: สายเลือด
“...ฝะ...ฝ่าบาท”
“ตกใจอันใด...สายเลือดของเขา...หรือที่บอกว่าเจ้ารักเขา...ท่าทีของเด็ก ๆ รุ่นลูกหลาน...ต่อให้ปกปิดแค่ไหน...ก็ใช่ว่าจะดูยากเสียหน่อย”
ภายใต้พระพักตร์อ่อนแรง พระโอษฐ์ของเฟยเกาจงฮ่องเต้ก็เผยรอยยิ้มเอ็นดู
เฟิ่งปิงสงบสติอารมณ์อย่างว่องไว เรือนร่างอรชรทิ้งตัวลงนั่งอีกครั้งโดยมิรั้งรอให้อีกฝ่ายเอ่ยเชื้อเชิญ ดวงตาหงส์สบสายตากับผู้ที่มีอำนาจสูงสุดอย่างตรงไปตรงมา การที่อีกฝ่ายเอ่ยออกมาชัดเจนเช่นนี้แปลว่าเขาต้องมั่นใจกับข้อมูลที่ตนมี ซึ่งข้อมูลในมือเขานั้นก็ไม่ผิดไปจากความจริง ดังนั้นเฟิ่งปิงจึงมิคิดเสแสร้งเบี่ยงประเด็น
“พระองค์ทรงรู้เรื่องตั้งแต่เมื่อใด?”
“...วันที่หมั้นหมายเจ้ากับเจ้ารอง เจิ้นสงสัยในท่าทีของพวกเจ้า...โดยเฉพาะเขา...ที่ถึงกลับมาขอให้ยกเลิกการแต่งงานของเจ้า ...แต่พึ่งมั่นใจเต็มสิบส่วนก็เมื่อสงครามเริ่มต้นขึ้น... ทั้งจดหมายจากแคว้นเซี่ย... เจ้าที่แอบออกไปพบคนต่างถิ่น...เจ้าปิดบังได้ดี ผู้อื่นไม่มีทางระแคะระคาย แต่เจิ้นมิใช่”
“แม้จะล้มป่วยพระองค์ก็ยังทรงปรีชา เช่นนั้นจะลงโทษหม่อมฉันที่บังอาจสวมหมวกเขียวให้องค์รัชทายาทหรือไม่เพคะ?”
“การสมรสของเจ้าเกิดขึ้นเพราะหน้าที่ หาใช่ภรรยา...เจ้าบอกกล่าวเจิ้นแล้ว จะให้มีโทษอันใดเล่า?”
เฟยหรงซิ่นมองพระบิดาและภรรยาในหน้าที่สลับกันไปมา ดวงตาคู่คมที่เคยฉายแววตื่นตระหนกกลับกลายเป็นความเจ็บปวดชอกช้ำ
เขาเคยคาดเดามาก่อนแล้วว่าสตรีข้างกายเขาได้มอบใจให้บุรุษผู้ใดสักคนไปแล้ว แต่คิดไม่ถึงว่าคนที่นางมอบใจให้จะเป็นชินอ๋องฮุ่ยเทียนเหมิง เทพสงครามไร้หัวใจ
...บุรุษที่เปรียบเสมือนเส้นขนานของนาง
ถึงกระนั้นตอนนี้นางกลับกระทำตนเช่นปกติคล้ายไม่ยี่หระถึงความจริงใด ๆ ที่นางต้องเผชิญ ประหนึ่งแค่ว่าเพียงนางกับเขารักมั่น แม้ไม่ได้ครองคู่แต่แค่นั้นก็เพียงพอ
เพราะกายนางยังอยู่ข้างเขา แม้หัวใจจะไม่ได้อยู่ด้วย นางก็หาได้ทำอันใดผิดธรรมเนียมไม่ สตรีชั้นสูงมากมายล้วนแล้วแต่แต่งงานโดยปราศจากรัก หากมิได้นอกกายให้จับได้ แค่มีใจให้ผู้อื่น ล้วนเป็นเรื่องธรรมดา
และนางก็บอกไว้ก่อนแล้วว่าสมรสของเราคือหน้าที่ที่มีระยะเวลา เป็นเพียงสัญญาหาใช่คำมั่นสัญญาใจอันใด
ตัวเขาที่ได้สมรสกับนางอย่างถูกต้อง ทั้งรักเอาใจและมอบทุกสิ่งให้มาตลอด นางก็มิเคยหวั่นไหวหรือปันใจมาแม้เพียงนิดดังที่เคยกล่าวไว้
แม้กระทั่งเวลานี้สตรีในดวงใจก็ยังคงสนทนากับบิดาบังเกิดเกล้า โดยมองเมินความรู้สึกของเขาไปโดยสิ้นเชิง
...นางก็ชัดเจนมาตลอดถึงเพียงนี้ แล้วเหตุใดเขาจึงตัดใจไม่ได้เสียที ดูท่าว่าเขานั้นจะด่าว่าน้องเก้าโง่งมในรักไม่ได้อีกต่อไป
“หากไม่ว่าเรื่องความสัมพันธ์ของหม่อมฉัน เช่นนั้นหม่อมฉันขอถามว่าเรื่องที่ว่าเทียนเหมิงมีสายเลือดของสกุลเฟยนั่นหมายความว่าเยี่ยงไรเพคะ?”
“มารดาของเขา คือคนในสกุลเฟยสายรอง... เรื่องนี้น้อยคนนักที่รู้”
“หนึ่งในนั้นคงมิพ้นฮุ่ยหวงตี้ใช่หรือไม่เพคะ?”
“...เจิ้นก็คาดว่าเช่นนั้น”
บันทึกราชวงศ์ปฐมกษัตริย์อันรุ่งเรืองในอดีตถูกเผาไหม้ไปกับกองเพลิง ประวัติศาสตร์เพียงบันทึกไว้ว่าหลังจากโดนคนไว้ใจก่อสงครามชิงบัลลังก์ไป ชื่อของสายเลือดขัตติยะแซ่เฟยก็เลือนหายไปจนสิ้น
หลายร้อยปีที่ผ่านมาราชวงศ์ฉินที่ตั้งตัวขึ้นครองราชย์หลายต่อหลายรัชสมัย ยังมิอาจรู้ว่าสกุลเฟยแท้จริงคือปฐมกษัตริย์ที่แท้จริง ทั้งยังแอบซ่อนตัวอยู่ใต้จมูกมาเนิ่นนาน
แต่ในเมื่อทุกอย่างถูกทำลายไปจนมิมีผู้ใดได้ล่วงรู้นอกจากสายเลือดของผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์...
“แล้วหวงตี้ผู้นั้นรู้ได้อย่างไร?”
“ราชวงศ์ฮุ่ยมิเคยต้อนรับคนนอก มารดาของเขาเป็นคนนอกแคว้น... และบิดาของเขา...หวงตี้องค์ก่อนคงสืบรู้บางอย่างก็ตอนที่...เจิ้น...ทวงบัลลังก์คืนมาสำเร็จ”
หลังจากที่ได้ก้าวเท้าเข้ามาเป็นคนในใจของอีกฝ่าย และมีสัญญาใจต่อกัน เฟิ่งปิงจึงได้รู้เรื่องราวเบื้องลึกของอีกฝ่ายเพิ่มขึ้นนอกเหนือจากแค่ข่าวลือ ว่าความเป็นอยู่ของชินอ๋องฮุ่ยเทียนเหมิงแท้จริงแล้วมิได้ดีนัก
ในอดีตก่อนที่เขาจะสร้างผลงานให้ตนเองได้สำเร็จจนมีชื่อเสียงเลื่องลือ เขาเป็นคนนอกของราชวงศ์มาตลอด แม้จะมีศักดิ์ฐานะเป็นอนุชาของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน แต่นอกเหนือจากทหารใต้บังคับบัญชาที่ร่วมรบมาด้วยกัน มีขุนนางน้อยคนนักที่จะปฏิบัติต่อเขาเฉกเช่นปฏิบัติตัวต่อราชวงศ์
แม้กระทั่งมารดาโดยสายเลือด ก็ยังต้องสิ้นชีพกลางดงบุปผาพิษ หรือไม่ก็อาจจะเป็นฝีมือพี่ชายต่างบิดาที่ยังนั่งบนบัลลังก์อย่างมั่นคงก็เป็นได้
“แล้ว...เทียน-ชินอ๋องทราบเรื่องชาติกำเนิดของเขาหรือไม่เพคะ?”
“...ทราบแล้ว เจิ้นเป็นคนบอกเขา ตอนที่เขาแอบมาพบเจ้า ...มิเช่นนั้น...ต่อให้เขามีสัญญาใจกับเจ้า แต่หากสัญชาตญาณบุรุษถูกกระตุ้น จนหลงลืมคำสัญญาแล้วเผอเรอลงมือกับลูกหญิงของข้าที่เป็นเครือญาติของเขา...ประเดี๋ยวจะแย่เอาน่ะสิ”
“...”
ใบหน้างดงามคิ้วกระตุกเมื่อเห็นว่าเฟยเกาจงฮ่องเต้ว่าพลางแย้มสรวลราวกับว่าเห็นเป็นเรื่องสนุก ทั้ง ๆ ที่ถ้าเกิดขึ้นจริง ราชธิดาของเขาก็จะเป็นคนหนึ่งที่เป็นผู้เคราะห์ร้าย และมันคงเป็นเรื่องที่ขำไม่ออก
เฟยเกาจงฮ่องเต้ที่กำลังประชวรยกยิ้มอีกครั้ง ในฐานะบุรุษ พระองค์ย่อมดูบุรุษด้วยกันออก
พระองค์มั่นใจว่าแม้ว่าชินอ๋องผู้นั้นจะไม่รู้เรื่องที่ตนเป็นเครือญาติกับธิดาของเขา เจ้าบุรุษผู้นั้นก็จะไม่ล้มเลิกสัญญาใจระหว่างตัวเองกับสตรีตรงหน้าหรอก เพียงแต่...
“...มิมีสิ่งใดเป็นความลับได้ตลอดไปหรอก นอกจากเรื่องชาติกำเนิดของเขา แม้แต่ความสัมพันธ์ของเจ้ากับเขา มิแน่ว่าสักวันฮุ่ยหวงตี้ก็คงล่วงรู้”
นั่นคือคำเตือนที่เฟยเกาจงฮ่องเต้มอบให้ได้ เมื่อฮุ่ยหวงตี้สืบทราบว่านางเป็นคนในใจของเทียนเหมิง นางจะกลายเป็นจุดอ่อนอย่างหนึ่งของเจ้าตัว
...แม้ว่าจุดอ่อนนี้จะเอาไปเล่นงานไม่ง่ายนัก เพียงแต่แค่มีข่าวลือและหลักฐานเพียงเล็กน้อย ก็ทำให้ทั้งนางและเขามีชื่อเสียงตกต่ำข้อหาลักลอบเล่นชู้ได้แล้ว
“หม่อมฉันมิแปลกใจแล้วว่าเหตุใดฮุ่ยหวงตี้จึงให้เขาเป็นคนแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์”
หนึ่งคือดูท่าทีของเจ้าตัวว่ารู้เรื่องหรือไม่ อีกหนึ่งคือดูท่าทีของเฟยเกาจงฮ่องเต้ หากทั้งสองดูมีแผนการอันตรายต่อบัลลังก์ของแคว้นเซี่ยจะได้เตรียมพร้อมกำจัดทิ้งไปพร้อมกัน เมื่อเป็นเช่นนั้น พันธมิตรระหว่างแคว้นฉินและแคว้นเซี่ยคงไม่มีวันเกิดขึ้น
แต่ที่สำคัญที่สุดที่ไม่เปลี่ยนแปลงคือยัดเยียดให้เหล่าขุนนางในราชสำนัก มองอีกฝ่ายเป็นตัวอันตรายต่อบัลลังก์ของรัชทายาทในสายโลหิตของพระองค์เอง
วันใดที่หมดประโยชน์จะได้ทิ้งไปได้ทันที
หรือต่อให้ชินอ๋องไม่รู้เรื่องของสายเลือดตัวเองจริง ๆ การแต่งงานเป็นไปด้วยดี แต่อนาคตเมื่อมีเรื่องใดเกิดขึ้น ก็ยังสามารถหยิบยกเรื่องแต่งงานกับญาติพี่น้องมาใช้เล่นงานอีกฝ่ายได้เช่นกัน แม้กระทั่งหากราชวงศ์เฟยยังไม่พินาศเพราะสงคราม ชื่อเสียงของราชวงศ์เฟยเองก็จะมัวหมองไปด้วยมิต่างกัน
...บีบบังคับให้ฮุ่ยเทียนเหมิงอยู่ในจุดที่ลำบากที่สุด
...ไม่ว่าจะเดินหน้าหรือถอยหลัง รอบข้างก็มีเพียงเหวลึก
ไม่ว่าจะมองยังไง เฟิ่งปิงก็ไม่ชอบคนผู้นี้จนอยากจะเอากระสุนไปฝากไว้ในกะโหลกอีกฝ่ายเสียเหลือเกิน
“...เจ้าชาญฉลาด ปิงเอ๋อร์”
เฟยเกาจงฮ่องเต้ตรัสชมเชยด้วยทีท่าอ่อนล้า วรกายแกร่งเอนพิงหมอนอิงใบใหญ่ ปล่อยให้หลานสาวได้มีเวลาครุ่นคิดกับตัวเอง โดยที่เขามิลืมหันกลับไปสนใจบุตรชายที่ดูสติจะหายไปจากร่างเสียแล้ว
เพียงแค่ได้รู้ว่าภรรยาในหน้าที่มีคนในใจ ทั้ง ๆ ที่ก็รู้มาตลอด ก็ยังจะเสียใจอยู่ดี...
...ยังใช้ไม่ได้นะ ทั้ง ๆ ที่ก่อนที่เขาจะข้ามแม่น้ำปรภพ อย่างน้อย ๆ ก็อยากจะเห็นบุตรชายผู้นี้นั่งบนบัลลังก์อย่างมั่นคงแท้ ๆ อยู่บนบัลลังก์อันหนาวเหน็บนี้ได้โดยไม่ยอมแพ้ต่อความยากลำบากไปเสียก่อน
...นั่นเป็นความปรารถนาสุดท้ายของคนใกล้ตายอย่างเขา
“เจ้ารอง”
“...”
“...ตอนนี้...บนโลกนี้เจ้าหาได้อยู่ตัวคนเดียว อย่าปิดใจตัวเองไป คนรอบข้างเจ้ายังมีอีกมากนัก ...อย่างไรก็ตามจงระมัดระวังคนรอบตัวให้รอบคอบและรอบด้าน ...แต่อย่าได้ระแวงจนเป็นบ้า ...การโดดเดี่ยวทั้ง ๆ ที่มีคนเคียงข้างนั้น...เป็นสิ่งที่บิดาผู้นี้ไม่อยากให้เจ้าต้องพบเจอ”
เฟยเกาจงฮ่องเต้เอ่ยปากสั่งสอนแบบอ้อม ๆ ไม่ว่าจะพี่น้อง ครอบครัว สหาย คนรอบตัว หรือคนรัก บิดาอยากให้บุตรชายผู้นี้พบเจอคนที่เขาสามารถวางใจได้เต็มที่
เช่นเดียวกับที่เขามีสหายที่ดีเช่นหยางเอ่อคัง มีลูกชายที่ว่านอนสอนง่ายทั้งสี่คน เสียก็แต่ฮองเฮาคู่กายที่ทรยศและขันทีคนสนิทที่ดันมองข้ามไปด้วยไว้ใจ วันนี้จึงได้ต้องเป็นเช่นนี้จนได้
...ใช่ ผู้ที่วางยาเขามิใช่ใครที่ไหน หากแต่เป็นกงกงข้างกายเขานั่นแหละ...
...ซึ่งเวลานี้เขาก็ตัดหัวอีกฝ่ายไปเรียบร้อยแล้ว...
บิดาอย่างเขารู้ว่าบุตรชายมีใจรักใคร่ให้ภรรยาในหน้าที่ผู้นี้ อีกทั้งในเวลานี้นางก็เป็นดั่งผู้ช่วยในมือขวาและเป็นทั้งที่พึ่งทางใจของหรงซิ่น ทว่าเฟิ่งปิงก็เปรียบเสมือนหลานสาวของเขา จะให้เห็นแต่ความสุขของบุตรชายจนมองข้ามความรู้สึกของนาง เขากระทำมิได้
...แค่นี้ ที่เขาทำไปก็ผิดต่อนางมากพอแล้ว
...ผิดต่อธิดาของเขาอย่างเฟยฉางเยว่ และเขาก็ผิดต่อญาติพี่น้องห่าง ๆ อย่างฮุ่ยเทียนเหมิงด้วย...
ในตอนนี้เขาได้แต่ตอกย้ำความจริงว่าปิงเอ๋อร์มีบุรุษในดวงใจ บอกให้รู้ว่าคนคนนั้นคือใคร และตักเตือนให้รู้ว่าสักวันนางก็จะไม่อยู่ข้างกายบุตรชายของเขาอีกต่อไปแน่นอน
“...เสด็จพ่อ”
เฟยหรงซิ่นพยักหน้าเชื่องช้า เขาเป็นคนฉลาดสุขุมทั้งยังใจเย็น
แต่แท้จริงแล้วบุคคลที่เคยรับบทหนักที่สุดในราชสำนักคือพี่ใหญ่เฟยเจี้ยนฉินที่ถูกปลดเป็นคนธรรมดา ทั้งยังมีน้องชายทั้งสองคอยแบ่งเบาภาระ ทว่าวันนี้น้องเล็กไปรบอยู่ชายแดน น้องห้ามุ่งหน้าไปเจรจาลับกับแคว้นข้างเคียง บิดาก็พลันล้มป่วย มารดากับน้องสาวก็เอาแต่เรื่องกวนใจมาให้ไม่หยุด...
สถานการณ์รอบด้านหนักหนาทั้งสงครามและความวุ่นวายของขุนนาง เขาพลันคล้ายตัวคนเดียว แม้จะพยายามเข้มแข็งเพียงใด บางคราก็ยังรู้สึกอ้างว้างไร้ที่พึ่งพิงอยู่ดี
“...เจิ้นจะพักผ่อนแล้ว ...เจ้ารองพาปิงเอ๋อร์กลับไปก่อนเถิด แล้วเราสองพ่อลูกค่อยมาสนทนากันต่อ”
เฟยหรงซิ่นพยักหน้ารับรู้ พวกเขายังมีสิ่งที่ต้องคุยกันอีกมาก ซึ่งเรื่องเหล่านั้นคนข้างกายเขาน่าจะไม่จำเป็นต้องรับฟัง เขาจึงจับจูงหญิงงามให้เดินออกจากตำหนักส่วนพระองค์หลังจากถวายความเคารพ
“เจ้าจะไปชายแดนหรือไม่?”
ในอุทยานหลังจากไล่ข้ารับใช้รอบข้างให้ถอยไปไกล เฟยหรงซิ่นตัดสินใจถามภรรยาด้วยเสียงแผ่วเบา ดวงตาคมมิกล้าสบตากับนางที่ยืนอยู่ข้างกาย
ในความคิดของเฟยหรงซิ่น หญิงงามแม้จะอยู่ข้างกายแต่แท้จริงเหมือนอยู่ไกลแสนไกล ไกลจนเขามิอาจไขว่คว้านางมาได้อย่างใจหวังอีกต่อไป ถึงแม้ว่าที่ผ่านมาจะเป็นเพียงเขาคาดหวังไปเองก็ตาม
“ท่านจะอนุญาต?”
“ใช่”
...ในเมื่อใจนางมิได้อยู่ที่นี่ การที่จะรั้งนางไว้ก็ดูจะเปล่าประโยชน์ มิสู้ปล่อยให้นางทำตามใจ ให้นางจดจำเขาไว้เพียงแง่ดีไม่ดีกว่าหรือ
“ข้าจะถามอีกครั้ง เจ้ายังจะไปชายแดนหรือไม่?”
“หากท่านยินยอม ขอบพระทัยเพคะ”
ใบหน้างดงามเผยรอยยิ้มยินดีไปยันดวงตา นับตั้งแต่ตบแต่งกันมาหนึ่งปีครึ่ง นี่เป็นรอยยิ้มที่สวยที่สุดเท่าที่เฟยหรงซิ่นเคยได้เห็น เขาจดจำท่าทางของนางในเวลานี้ไว้ในใจ
สำหรับสตรีร่างเล็กแบบบางอย่างนาง เพียงช่วงเวลาที่ผ่านมา บ่าเล็ก ๆ นั่นต้องแบกรับหลายสิ่งมามากพอแล้ว นางสมควรได้มีอิสระและทำตามใจ ซึ่งเขาจะสนับสนุนและทำทุกอย่างเพื่อนางต่อจากนี้ไป
“เจ้าเด็กโข่ง ระวัง!!”
แต่แล้วเสียงหวานก็ตะโกนก้อง มือบางพุ่งเข้ามาผลักให้ร่างสูงกว่าของเขาพ้นจากรัศมีของอะไรบางอย่าง
เขาไม่มีเวลาหันหลังกลับไปมอง ได้แต่ดึงร่างบางที่ตั้งใจปกป้องเขาเข้ามารวบกอดไว้แนบอกตามสัญชาตญาณ ดวงตาหงส์ของคนในอ้อมกอดดูคล้ายจะตื่นตระหนกระคนเป็นห่วง เฟยหรงซิ่นยิ้มบาง เพียงได้รู้ว่านางเป็นห่วงเขาก็พึงพอใจถึงเพียงนี้
...อา ตัวเขาช่างงมงายในรักเสียจริง
“เด็กโข่งนิ!!”
หญิงงามร่างบางกระทืบเท้ายันร่างคนที่กระชับอ้อมกอดให้ร่างไถลไปด้านหลัง จนคนสองคนล้มลงบนทุ่งบุปผางามพร้อมกัน เพียงแต่เฟยหรงซิ่นมิปล่อยให้ร่างบางในอ้อมแขนต้องล้มกระแทกพื้น เขาใช้ร่างกายของตัวเองรองร่างนางไว้อย่างมั่นคง
มีดสั้นเล่มหนาพุ่งไปตกยังที่ว่างด้านหลัง เฉียดร่างของเขาและนางไปไม่ไกล
ฟุ่บ!
เฟยหรงซิ่นรีบผลักร่างบางให้ล้มไปอีกทาง ในขณะที่เขาหักท่อนไม้ใกล้มือขึ้นมารับคมดาบที่พุ่งเข้ามาใกล้อย่างรวดเร็ว
“ทหารองครักษ์ มาช่วยองค์รัชทายาทเร็วเข้า!!”
มือสังหารได้ยินเสียงร้องเรียกขอความช่วยเหลือของหญิงสาวที่ถูกผลักออกไปก็หมายจะพุ่งเข้าไปปลิดชีพนางก่อน ทว่าเฟยหรงซิ่นกระโดดเข้ามาคั่นกลาง มือถือท่อนไม้ธรรมดา ๆ ไม่ใช่อาวุธร้ายแรงอะไร กระนั้นแม้จะตัวเปล่า เขาก็จะมิปล่อยให้ใครเข้าไปทำร้ายนางได้
เฟยหรงซิ่นมองประเมินมือสังหารเบื้องหน้าอย่างว่องไว ซึ่งก็ทำให้เขารู้สึกประหลาดใจ ในเมื่อสภาพอีกฝ่ายโทรมมิใช่น้อย เสื้อผ้าสีดำเปื้อนฝุ่นและมีคราบเลือดที่แห้งกรังจนร่วงแตกเห็นได้ชัดเป็นบางจุด อาวุธที่มองคร่าว ๆ มีเพียงดาบที่ดูจะผ่านการใช้งานมาอย่างโชกโชนกับมีดสั้นที่อีกฝ่ายปามาในตอนแรกเท่านั้น
“เจ้าเป็นใคร?”
“เปิ่นหวางคือผู้สูงศักดิ์ สายเลือดแท้แห่งราชวงศ์ฉิน องค์ชายสิบสาม ฉินฉู่หวง!”
อีกฝ่ายว่าอย่างหาญกล้า ไม่คิดปิดบังตัวตนที่สูงศักดิ์ที่ตนเองภาคภูมิใจ
สิ้นเสียงตอบ ทหารองครักษ์ก็กรูกันเข้ามาล้อมกรอบผู้บุกรุกราวกับรู้เวลา
ผู้อ้างตัวว่าตนเองคือองค์ชายสิบสามหาได้ทำท่าหวาดเกรงหรือตั้งท่าจะหนี กลับกันดวงตาของเขาวาวโรจน์คล้ายไฟเฮือกสุดท้ายของคนใกล้ตาย
“การที่เจ้าอยู่ที่นี่ก็คงเป็นเพราะสถานที่ที่อันตรายที่สุดคือที่ที่ปลอดภัยที่สุด เนื่องจากเจ้าที่ไร้ประโยชน์ต่อแคว้นหม่า คงมิพ้นถูกไล่ล่ากำจัดทิ้งกระมัง”
ภรรยารักของเขากล่าวขึ้นกลางปล้อง เฟยหรงซิ่นหันกลับไปมองผู้บุกรุกแล้วก็รู้ได้ทันทีว่าคำพูดของนางคงแทงใจดำอีกฝ่ายเต็ม ๆ เพราะใบหน้าที่เคยซีดขาวพลันดำคล้ำลง
“เปิ่นหวางมิเคยหนี”
“แล้วที่ทำอยู่นี่มิเรียกว่าหนีหรือ?”
“เปิ่นหวางเพียงมาฆ่าสายเลือดจอมปลอมที่ปล้นบัลลังก์ไปจากราชวงศ์ฉินของเปิ่นหวาง ต่อให้ต้องตายเปิ่นหวางก็จะลากพวกมันทุกคนไปลงนรกพร้อมกัน”
“อ๋อ ที่แท้ก็เช่นนี้ งั้นข้าจะไม่นับเรื่องตอนที่ท่านหนีออกจากแคว้นว่าเป็นการหนีแล้วกัน” หญิงสาวยังคงเอ่ยอย่างเนิบช้า ใบหน้างดงามส่งรอยยิ้มยียวน “แล้วท่ามกลางทหารมากมาย ท่านจะเข้ามาฆ่าราชวงศ์เฟยได้อย่างไร เพียงแค่คนข้างกายข้าท่านก็มิสามารถแล้ว”
“เปิ่นหวางขอท้าเจ้า สายเลือดจอมปลอมจงมาสู้กับเปิ่นหวางเดี๋ยวนี้”
“เหตุใดเขาต้องทำอย่างนั้นในเมื่อตอนนี้พวกเราได้เปรียบเห็น ๆ?”
ภรรยายังคงทำหน้าที่เจรจาแทนสามี เฟยหรงซิ่นมองหญิงงามที่ยังคงยิ้มแย้มเย้ยหยันสนทนาปั่นประสาทอีกฝ่าย ท่าทางยามนางพูดคุยประหนึ่งว่าอีกฝ่ายเป็นเพียงหนอนแมลงที่พร้อมจะขยี้ทิ้งเมื่อใดก็ได้ ยิ่งทำให้เฟยหรงซิ่นรู้สึกหลงใหล พร้อมทั้งเสียใจที่มิอาจมีนางไว้ในครอบครองอย่างแท้จริง
...น่าเสียดายนักที่หัวใจนางมิเคยเป็นของเขา
...ไม่ว่าจะพยายามอย่างไรก็มิใช่ของเขา
“หากเจ้าเป็นลูกผู้ชายก็จงรับคำท้าซะเจ้าลูกหมา หรือเจ้ามิใช่บุรุษเพศ!”
ฉินฉู่หวงประสาทแตก เลิกสนใจหญิงงามข้างกายอีกฝ่าย ดาบถูกยกขึ้นจ่อหน้าอย่างท้าทาย
“เป็นบุรุษเหตุใดต้องซี้ซั้วรับคำท้าไร้สาระ มิใช่ว่ามีแท่งหยกก็นับว่าเป็นบุรุษแล้วหรือ”
บุรุษรอบด้านล้วนสำลักอากาศกับคำพูดของหญิงงาม เหล่าทหารหน้าแดงกระอักกระอ่วนมิคิดว่าไท่จื่อเฟยจะกล่าวคำพูดไร้ยางอายได้อย่างหน้าไม่อาย เฟยหรงซิ่นกุมขมับกับคำพูดภรรยาสองแก้มแดงซ่าน ฉินฉู่หวงโกรธาจนธาตุไฟแทบเข้าแทรก
เฟยหรงซิ่นเห็นถึงอาการบาดเจ็บที่ถูกเก็บซ่อนไว้ของอีกฝ่าย มือหนาเอื้อมไปรับดาบจากองครักษ์ก่อนจะก้าวออกมาเผชิญหน้า ด้วยเหตุผลที่สำคัญที่สุดคือเกรงว่าหญิงสาวจะพูดอะไรไม่คิดออกมาอีก
“ตกลง เปิ่นไท่จื่อรับคำท้าทาย”
องค์รัชทายาทที่เดินหน้ารับคำท้าทายได้รับสายตาชื่นชมจากเหล่าทหาร หากแต่ได้รับสายตาเบื่อหน่ายที่ไม่คิดปิดบังจากพระชายา
สองดาบปะทะกันไปมาครั้งแล้วครั้งเล่าท่ามกลางมวลหมู่บุปผาที่ถูกเหยียบทำลาย แม้ฉินฉู่หวงจะอยู่ในสภาพโทรมไปหน่อย แต่ใบหน้านั้นก็ยังหล่อเหลาพอเทียบได้กับเฟยหรงซิ่น บังเกิดภาพชายงามร่ายรำเพลงดาบกันอย่างเอาเป็นเอาตาย
แม้จะเห็น ๆ กันอยู่ว่าเฟยหรงซิ่นได้เปรียบกว่าทั้งร่างกาย อาวุธและความกดดันจากรอบข้าง เหล่าทหารก็ยังพากันมองลุ้นตัวโก่ง แน่นอนว่าไม่ลืมกระจายกันดูตามที่ต่าง ๆ ว่าจะมีมือดีเข้ามาสอดหรือไม่
หยางเฟิ่งปิงกระเถิบกายไปกระซิบกระซาบกับหัวหน้าทหารข้างกายครู่หนึ่ง นายทหารร่างใหญ่พลันหน้าซีดเหงื่อตก มองใบหน้างดงามของพระชายาสลับกับร่างแกร่งที่ยังคงประดาบไป ๆ มา ๆ
“ความปลอดภัยขององค์รัชทายาทต้องมาก่อนมิใช่รึ?”
รอยยิ้มหวานกดดัน หัวหน้าทหารองครักษ์ได้แต่กัดฟันพยักหน้า พุ่งเข้าใส่ฉินฉู่หวงขัดการประดาบขององค์รัชทายาทอย่างไม่มีทางเลือก
“เจ้า-!!”
ทั้งฉินฉู่หวงและเฟยหรงซิ่นต่างมิพอใจกับการขัดการประมือครั้งนี้
หัวหน้าทหารองครักษ์ได้แต่น้ำตาตกใน สายตาดุดันของรัชทายาทน่ากลัวนัก แต่ยิ้มสยองของพระชายากลับน่าหวาดกลัวยิ่งกว่า เขาขยับมือส่งสัญญาณ นายทหารคนอื่นที่ยืนตะลึงการขัดคอครั้งนี้ของหัวหน้าก็พุ่งเข้าไปจัดการฉินฉู่หวงทันที
“เคยได้ยินมั้ยว่าสงครามไม่เลือกวิธี ถึงเขาจะใกล้ตายแต่ก็มิแน่ว่าจะไม่มีไพ่ตายเก็บไว้ สิ่งที่คนที่อยู่เหนือผู้อื่นควรทำคือการทำสิ่งที่คนอื่นคาดไม่ถึง ไม่เต้นไปตามแผนของผู้อื่น หากแต่ต้องทำให้เขาเต้นไปตามแผนของเราต่างหาก ท่านควรจำไว้ให้ขึ้นใจ อย่าโง่งมเช่นนี้อีกเล่า”
หยางเฟิ่งปิงเดินมาหยุดข้างกายคนที่ได้ชื่อว่าสวามี ริมฝีปากบางเอื้อนเอ่ยสอนสั่งเบา ๆ พอให้ได้ยินกันสองคนโดยมิสนใจสายตาไม่พอใจของเขา นางหลุบตามองต่ำคนที่ได้ชื่อยศว่าอดีตองค์ชายสิบสามด้วยสายตาเฉยเมย มองเมินสายตากินเลือดกินเนื้อของคนที่ถูกทหารกดร่างแนบชิดกับพื้น
“ขออภัย องค์รัชทายาทที่เล่นไปตามบทที่เจ้าต้องการเป็นคนดีเกินไป ทว่า...เปิ่นไท่จื่อเฟยมิใช่คนเช่นนั้น”
-----------
บอกแล้วว่าตัวร้ายเรื่องนี้คือตัวประกอบ เขียนเอาง่ายสุดๆ 5555