ฮูหยินผู้ถูกลืมเลือน ณ. เรือนเหมันต์

    บทที่ 76 หลี่เสวียนฮ่องเต้

            หลายเดือนต่อมาฮ่องเต้พระองค์ใหม่ก็ขึ้นครองราชย์อย่างเป็นทางการฮ่องเต้พระองค์ก่อนอย่างหลี่เฟยหลงฮ่องเต้จึงได้รับแต่งตั้งให้เป็นไท่ซ่างหวงแล้วย้ายออกไปประทับที่ตำหนักฤดูร้อนนอกวังโดยมีสุ่ยไทเฮาเสด็จออกจากวังติดตามไปประทับที่ตำหนักฤดูร้อนด้วย ฉินอ๋องยินดีถวายกองทัพของตนเองให้แก่ราชสำนักเพื่อแสดงความภักดีหลี่เสวียนฮ่องเต้จึงได้ทรงปล่อยฉินอ๋องกลับที่ดินศักดินาของตนเองส่วนองค์ชายใหญ่หลี่สวินได้รับการแต่งตั้งให้เป็นโซ่วอ๋องได้รับพระราชทานที่ดินศักดินาอยู่ทางทิศตะวันออกของแคว้นติดกับดินแดนของฉินอ๋องส่วนหยางเต๋อเฟยได้รับการสถาปนาเป็นหยางไท่เฟยย้ายออกไปประทับยังที่ดินศักดินาของโซ่วอ๋องใช้ชีวิตในช่วงบั้นปลายอย่างเงียบสงบทุกอย่างดูเหมือนว่าจะลงตัวแล้วแต่ที่ยังไม่ลงตัวแล้วสำหรับหลี่เสวียนฮ่องเต้ก็มีแค่เพียงเรื่องการแต่งตั้งฮองเฮาของพระองค์เพียงเท่านั้นที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะลงตัวได้เลย

            “ข้าจะแต่งกับเจียหลีเหตุใดทุกคนจึงต้องคัดค้านยามนี้สกุลหยางไม่มีผู้ใดเข้ารับราชการในตำแหน่งใหญ่โตสักคนย่อมไม่มีปัญหาเรื่องอำนาจสกุลเดิมของฮองเฮาในอนาคตอย่างแน่นอน”เสียงที่ดังก้องออกมาจากห้องหนังสือของซ่งเหวินจิ้งทำให้โม่ชิงเยว่รีบพาลูกๆของตนเดินวกกลับเรือนไปในทันที

            “ท่านแม่พวกเราไม่เข้าไปหน่อยหรือคนเขาเป็นถึงฮ่องเต้เชียวนะท่านแม่”เมื่อซ่งจื่อเยว่เอ่ยเช่นนี้ซ่งจื่อเหยาก็ยื่นมือออกมาเคาะที่ศีรษะของน้องชายในทันที

            “แต่ยามนี้เขาลักลอบเข้าจวนโหวของพวกเราอย่างลับๆเจ้าอยากจะเปิดโปงเขาหรือไรฮ่องเต้แคว้นเหลียนลักลอบปีนกำแพงเข้าจวนเราเพื่อมาขอน้ำชาของท่านพ่อดื่มผู้ใดได้ยินเข้าก็อาจจะรู้สึกดูแคลนพระบารมีของฝ่าบาทเอาได้”คำพูดของซ่งจื่อเหยาทำให้โม่ชิงเยว่ได้แต่ส่ายหน้า

            “ผู้ใดขอน้ำชาท่านพ่อของพวกเจ้ากันเล่าเขาเรียกว่ามาแย่งดื่มเลยต่างหาก” โม่ชิงเยว่เอ่ยพลางหัวเราะออกมาทำให้หรงมามาที่เดินติดตามมาด้วยรีบกระแอมออกมาเพื่อส่งเสียงเตือนในทันทีโม่ชิงเยว่จึงได้เก็บเสียงหัวเราะของตนเองเอาไว้แล้วเอ่ยกับลูกๆด้วยน้ำเสียงที่จริงจังมากยิ่งขึ้น

            “ถึงอย่างไรยามนี้ยามนี้คนเขาก็เป็นฮ่องเต้แล้วพวกเจ้าควรจะระมัดระวังคำพูดเอาไว้ อย่าได้ล่วงเกินจนทำให้ระคายพระทัยถึงอย่างไรพวกเราก็คือประชาชนคนธรรมดาไม่อาจจะจาบจ้วงต่อเบื้องสูงได้”คำพูดของโม่ชิงเยว่ทำให้หรงมามายิ้มออกมา ส่วนซ่งจื่อเหยาและซ่งจื่อเยว่รีบรับคำนางพร้อมกันในทันที

            ทางด้านซ่งเหวินจิ้งในยามนี้ก็ได้แต่นั่งมองหลี่เสวียนฮ่องเต้ที่ประทับอยู่ตรงหน้าแล้วก็กำลังเสวยน้ำชาของเขาราวกับน้ำเปล่าด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความระอากองทัพของฉินอ๋องยามนี้ย้ายมาอยู่ในความดูแลของเขาแล้วทำให้เขายังต้องปักหลักอยู่ในเมืองหลวงต่อไป ส่วนชายแดนทางใต้ที่ติดกับแคว้นต้าเป่ยยามนี้เหลือทิ้งไว้แค่กองกำลังเพียงบางส่วนเพื่อตรึงกำลังไว้เท่านั้นมีจ้าวหานเป็นแม่ทัพคอยควบคุมดูแลส่วนเยี่ยหลินยามนี้ก็นำกำลังของตนเองกลับไปประจำชายแดนทิศประจิมเช่นเดิมส่วนดินแดนทางเหนือที่สงบสุขมานานหลายปีก็มีทัพแดนเหนือคอยประจำการอยู่จึงไม่มีสิ่งใดที่น่าเป็นห่วง

            “อันที่จริงฝ่าบาทขึ้นครองราชย์ในยามนี้ถือเป็นเรื่องดีบ้านเมืองกำลังสงบสุขไร้ซึ่งศึกสงครามทรงพึงพอพระทัยสตรีนางใดก็ทรงสามารถตบแต่งได้ตามพระทัยในเมื่อท่านหญิงเจียหลีไม่ได้ชอบพอพระองค์แล้วยังจะทรงยึดมั่นอยู่แต่กับนางไปทำไม”คำพูดของซ่งเหวินจิ้งทำให้หลี่เสวียนฮ่องเต้ทรงวางถ้วยชาลงในทันที

            “นางไม่ได้บอกว่าไม่ชอบข้านางบอกเพียงแค่ไม่อยากจะแต่งเข้าราชวงศ์เพียงเท่านั้น”เมื่อหลี่เสวียนฮ่องเต้ทรงตรัสเช่นนี้ซ่งเหวินจิ้งก็พยักหน้า

            “ก็มีความหมายเดียวกับไม่อยากแต่งให้ฝ่าบาทนั่นแหละพ่ะย่ะค่ะยังไม่นับเรื่องที่ว่าทุกคนก็ต่างไม่เห็นด้วยกับการที่ฝ่าบาทจะทรงแต่งท่านหญิงเข้าไปเป็นฮองเฮาอีก”คำพูดของซ่งเหวินจิ้งทำให้หลี่เสวียนฮ่องเต้ทรงทอดถอนพระปัสสาสะออกมา

            “หากมีคนบอกกับเจ้าว่าเจ้าแต่งกับโม่ชิงเยว่ไม่ได้อีกทั้งนางเองก็ไม่อยากจะแต่งกับเจ้า เจ้าจะยอมถอดใจหรือไม่”เมื่อหลี่เสวียนฮ่องเต้ทรงตรัสเช่นนี้ซ่งเหวินจิ้งก็ส่ายหน้า

            “ขอแค่นางไม่ปฏิเสธหม่อมฉันย่อมจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้แต่งกับนาง”คำพูดประโยคนี้ของซ่งเหวินจิ้งทำให้หลี่เสวียนฮ่องเต้ทรงพยักพระพักตร์ในทันที

            “ข้าเองก็คิดเช่นเจ้า”

            “แต่ท่านหญิงเจียหลีปฏิเสธพระองค์มิใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ”เมื่อซ่งเหวินจิ้งเอ่ยเช่นนี้หลี่เสวียนฮ่องเต้จึงทรงได้ตรัสออกมา

            “เจ้าฟังให้ดี นางบอกว่าอยากแต่งเข้าราชวงศ์มิใช่ไม่อยากแต่งกับข้าเสียหน่อยดังนั้นคำพูดของนางย่อมไม่ได้หมายความว่านางปฏิเสธข้า”เมื่อทรงตรัสเช่นนี้ซ่งเหวินจิ้งจึงได้กอดอกแล้วจ้องมองเจ้านายเหนือหัวผู้เป็นสหายสนิทแล้วจึงได้เอ่ยถามอย่างตรงไปตรงมา

            “ที่เสด็จมาโวยวายกับกระหม่อมเช่นนี้ทรงมีจุดประสงค์แอบแฝงใช่หรือไม่อยากจะให้กระหม่อมทำอะไรให้ก็ทรงตรัสมาตามตรง”คำพูดของซ่งเหวินจิ้งทำให้หลี่เสวียนฮ่องเต้ทรงพระสรวลออกมาในทันที

            “มีเพียงเจ้าที่รู้ใจข้ามากที่สุด เหวินจิ้ง!ฮูหยินของเจ้ามีความสนิทสนมคุ้นเคยเป็นอันดีกับนางมิใช่หรือได้ยินมาว่าช่วงนี้นางมาเป็นแขกที่จวนของเจ้าอยู่บ่อยครั้ง”เมื่อหลี่เสวียนฮ่องเต้ทรงตรัสเช่นนี้ซ่งเหวินจิ้งรีบส่ายหน้าในทันที

            “อย่าได้ทรงคิดไหว้วานฮูหยินของกระหม่อมเชียวกระหม่อมไม่อยากทำให้นางไม่พอใจ”เมื่อซ่งเหวินจิ้งเอ่ยเช่นนี้หลี่เสวียนฮ่องเต้ก็ส่ายพระพักตร์แล้วตรัสออกมาด้วยพระสุรเสียงที่เต็มไปด้วยความอ่อนพระทัย

            “เหวินจิ้งหนอเหวินจิ้งเจ้าคงจะไม่รู้ว่าชื่อเสียงเรื่องความกลัวภรรยาของเจ้าระบือไกลไปจนถึงแดนเหนือแล้วไม่คิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าอับอายบ้างหรือ”คำพูดประโยคนี้ของหลี่เสวียนฮ่องเต้หาได้ทำให้ซ่งเหวินจิ้งรู้สึกไม่สบายใจไม่อีกทั้งเขายังยิ้มร่ายินยอมรับคำกล่าวหาแต่โดยดี

            “ไม่เห็นจะน่าอับอายตรงไหนดีเสียอีกชื่อเสียงของภรรยากระหม่อมจะได้เลื่องลือระบือไกล”คำพูดของซ่งเหวินจิ้งทำให้หลี่เสวียนฮ่องเต้ทรงส่ายพระพักตร์อีกครั้ง

            “ดุเป็นแม่เสือนี่นะข้าคิดว่าถ้านางได้ยินเข้าคงจะไม่พอใจ”เมื่อหลี่เสวียนฮ่องเต้ทรงตรัสเช่นนี้สีหน้าของซ่งเหวินจิ้งก็พลันจริงจังขึ้นมาในทันที

            “เป็นผู้ใดกันผู้ใดเป็นต้นตอของข่าวลือไร้สาระเช่นนี้ไม่ได้การแล้ว จ้าวหรงจ้าวรุ่ยพวกเจ้าไปสืบให้ข้าทีว่าเป็นผู้ใดที่กล้าปล่อยข่าวลือเกี่ยวกับฮูหยินของข้า”ซ่งเหวินจิ้งออกไปตะโกนเรียกคนของตนเองในทันทีทิ้งให้หลี่เสวียนฮ่องเต้ได้แต่นั่งทอดถอนพระปัสสาสะออกมาอีกครั้งกับท่าทีของสหายของพระองค์สำหรับคำว่าสหายแล้วล้วนสำคัญเทียบเท่าภรรยาไม่ได้ซ่งเหวินจิ้งทำให้ทรงเห็นแล้วว่าเรื่องแต่งงานจะคาดหวังให้ผู้อื่นช่วยเหลือไม่ได้มีแค่เพียงหนทางเดียวก็คือต้องไปแสดงความจริงใจต่อหน้าเพียงเท่านั้น

             

    คล้ายกับเรื่องฮูหยินผู้ถูกลืมเลือน ณ. เรือนเหมันต์ ที่คุณอ่าน