ตอนนี้เป็นการบรรยายผ่านปากของซุนโหวหวัง
คำกล่าวของตาเฒ่าผู้ก่อตั้งสำนักสี่ขุนเขาทำเอาฉันถึงกับผงะไปชั่วอึดใจ
ใช่แล.. แม้นแต่แม่หงเซียก็ยังผงะถอยห่างจากฉันไปถึงสี่ก้าว
เหมือนกับว่าฉันกลายเป็นวานรคลั่งที่พร้อมจะฉีกทึ้งใครสักคนในถ้ำอย่างนั้นตอนนี้
แต่แววตาของนาง..
มันไม่ใช่ความรังเกียจดอกนะ แต่เป็นความตะลึงอันยากจะกล่าวออกมาเป็นถ้อยคำ
และฉันรู้..
รู้ว่าต้นเหตุมันคือคำบ้า ๆ นั่นของตาเฒ่าจิตวิปลาสแสงริบหรี่ตรงหน้า
“นี่ท่านเป็นบ้าไปแล้วฤา ปรมาจารย์ผู้ก่อตั้ง!!”
ฉันตะโกนกลับไปด้วยอารมณ์ที่ระเบิดเถิดเทิง หัวใจของฉันในยามนี้ร้อนดั่งเพลิงไฟ
“เกลอของฉันทั้งสองได้รับของวิเศษ ได้สืบทอดวิชาเหนือคน!!
แต่กับฉัน!!
ท่านกลับโยนเงื่อนไขอันวิปริตเช่นนี้มาใส่หน้า?”
ฉันกำหมัดแน่นจนข้อมือดังกร๊อบ คำพูดของตาเฒ่าปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งทำให้ฉันไม่อาจนิ่งเฉยได้อีก
“ฉันว่าดวงจิตของท่านคงคลุ้มคลั่งเพราะเก็บงำตัวอยู่ในนี้มานานเกินไปแล้วกระมัง!”
ใช่..
ฉันคาดหวัง ฉันเฝ้ารอ เพราะท่านเป็นผู้เอ่ยเองมิใช่ฤๅว่าฉันนั้นคือบุรุษที่สามในคำทำนายวิปลาสนั่น!!
หากแม้นคำพยากรณ์นั้นจะมีจริง!!
ฉันย่อมสมควรได้รับของประทานอันคู่ควรกับตำแหน่ง!!
แต่สิ่งที่ฉันได้รับกลับเป็นข้อเสนออันน่าขันที่สุดในชีวิต!
“แล้วนี่หรือ.. ของประทานสำหรับผู้เป็นที่สามในคำทำนาย!?!
เรื่องพันธุ์ผสมบัดสีเช่นนี้น่ะหรือ!!!”
“นี่.. เจ้าทารกน้อย..”
เสียงของตาเฒ่าผู้ก่อตั้งดังขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้กลับเต็มไปด้วยแววขึงขังจนฉันถึงกับชะงักไปชั่วครู่
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าเรื่องที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้าเจ้า
มันถูกทำนายล่วงหน้าตั้งแต่บรรพชนของเจ้ายังมิทันลืมตาดูโลกเสียด้วยซ้ำ เจ้าคิดว่านี่คือเรื่องล้อเล่นกระนั้นหรือ?”
ถ้อยคำนั้น..
แม้นจะเต็มไปด้วยความจริงจัง ทว่ากลับทำให้ฉันรู้สึกร้อนผ่าวขึ้นมาโดยไร้สาเหตุ
ตาเฒ่าแสงริบหรี่ผู้นั้นยังไม่หยุดพูด เขาผายมือไปทางแม่หงเซียอย่างเชื่องช้า ราวกับกำลังแสดงสิ่งล้ำค่าที่สุดในผืนหล้าให้ฉันดู
“หากเจ้าและนางได้เป็นผัวเมียกัน ความสัมพันธ์ระหว่างสองดินแดนจะร่มเย็นลงทันที นั่นคือผลดีเมื่อยามเภทภัยมาเยือน
และเหนือสิ่งอื่นใด..
เจ้ายังจะได้รับสิ่งหนึ่งจากนางด้วย..
สิ่งที่หาได้ยากยิ่งในยุทธภพแห่งนี้”
ความโกรธาของตาเฒ่าในตอนที่พูดเหมือนจะจางลงไป..
ตรงกันข้ามกับเสียง..
“เจ้ารู้หรือไม่?
ว่าในร่างของนางมีสิ่งหนึ่งที่แม้นแต่ฉันในยามมีชีวิตยังไม่เคยพบเจอ..
พรหมจรรย์ปลูกนิพพาน”
“พรหมจรรย์ปลูกนิพพานรึ?”
ฉันทวนคำออกมาเบา ๆ พลางหันขวับไปมองแม่หงเซียด้วยสายตาอันอดกลั้นไม่อยู่
มิใช่ว่าฉันหมายมาดหมายร้ายแก่หญิงงามตรงหน้า..
แต่เพราะคำกล่าวของตาเฒ่านั้นมันกระแทกกลางอกจนหัวใจฉันสั่นไหว สายตาฉันจึงสอดส่องนางไปทั่วราวกับกำลังค้นหาว่าตรงส่วนใดกันเล่าที่นางซ่อนสิ่งวิเศษนั้นไว้
แม่หงเซีย.. นางเพียงก้มลงมองเรือนกายของตนเองอย่างงุนงง เฉกเช่นกันกับฉัน ที่มิอาจเข้าใจได้เลยว่าอะไรคือพรหมจรรย์ปลูกนิพพานกันแน่?
“อะไรคือพรหมจรรย์ปลูกนิพพานรึ?”
ฉันละสายตาจากแม่หงเซีย มองกลับไปทางตาเฒ่าแสงริบหรี่อีกครา
“เหตุใดกันนะ คนในยุคนี้ถึงได้ช่างตั้งคำถามเสียเหลือเกิน!!”
ตาเฒ่าผู้ก่อตั้งถึงกับเกาศีรษะตนเองราวกับหงุดหงิดนัก
จากนั้นเขาก็แย้มคำอธิบายออกมาแบบไร้ซึ่งความแยแสต่อศักดิ์ศรีของฉันโดยสิ้นเชิง
“พูดอย่างหยาบ ๆ ง่าย ๆ เลยนะเจ้าทารกน้อย!
หากเจ้าได้พรหมจรรย์ของนาง ตัวของเจ้าในภายหลังจากนั้นจะสามารถใช้เปลวนิพพานได้เช่นเดียวกับคนราชวงศ์หนาน
ไม่เพียงเท่านั้น!
ซ้ำเจ้ายังไม่ต้องผ่านด่านเป็นตายก็สามารถใช้เพลิงนิพพานนั้นได้เลย
เจ้าก็จะสามารถใช้เปลวนิพพานได้ในทันที”
คำพูดของเขานั้น..
มันกระแทกสติของฉันเข้าอย่างจัง
เปลวนิพพานไม่ใช่ฤๅ..
คือสิ่งที่ยิ่งใหญ่เกินฝันของจอมยุทธ์สายอัคคี?
และหากมันสามารถเป็นของฉันได้ โดยแลกกับสิ่งที่นางยินยอมจะให้..
เช่นนั้นหรือ?
เปลวนิพพานคืออะไรน่ะฤๅ? มันคือปราณธาตุอัคคีอันสูงส่ง เป็นรองก็เพียงปวงอัคคีของรางสถิตวิหคเพลิงเท่านั้น
หากปวงอัคคีคือราชาแห่งปราณเพลิง
เปลวนิพพานก็หาใช่สิ่งใดอื่น นอกจากราชินีแห่งเพลิงทั้งปวง
และบุรุษผู้มีพลังสถิตร่างเป็นราชันวานรแดงเช่นฉัน ย่อมมีปราณธาตุอัคคีเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว ซ้ำยังประสานกับธาตุปฐพีอันมั่นคง เมื่อทั้งสองผสานเข้ากัน ย่อมเสริมส่งกันดั่งฟืนกับเพลิง
หากฉันครอบครองเปลวนิพพานได้..
ฉันที่แม้นยังมิได้ใช้พลังอย่างเต็มกำลัง ก็ยังได้ชื่อว่ามีพรสวรรค์เหนือผู้คนมากนัก
เช่นนั้นแล้ว..
อนาคตของฉันจะมิใช่เพียงกว้างไกล หากแต่เปิดสู่ฟากฟ้าเลยทีเดียว
“อย่างไรเล่า? เข้าใจเสียทีหรือยัง เจ้าหนุ่มช่างซักช่างถาม
หากเข้าใจแล้วก็รีบ ๆ ทำลูกกันเสียให้เรียบร้อย ฉันจะปิดประตูให้เอง จะได้ทำกันได้อย่างถนัดถนี่”
กล่าวจบ..
ดวงจิตเจ้าสำนักรุ่นแรกก็หันหลังพลัน มือซ้ายขวาของมันโบกน้อย ๆ ไปมา
ทันใดนั้น บานประตูไม้หนาหนักก็เริ่มส่งเสียงครืดคราด เคลื่อนขยับช้า ๆ ราวกับจะปิดขังฉันและแม่หงเซียไว้ในห้องแห่งชะตากรรมนี้อย่างแน่นหนา
“ดะ..เดี๋ยวก่อนท่านปรมาจารย์ผู้ก่อนตั้ง ฉัน..”
“เจ้านี่ช่างพูดมากเกินการจริง ๆ!!”
ตาเฒ่าคำรามขึ้นมาลั่น แลพลันสะบัดมือข้างซ้ายขวาอย่างรวดเร็ว ร่ายพุทธาโบราณก่อนจะปล่อยคลื่นพลังสายหนึ่งออกมาราวกับสายฟ้าฟาด
ฉันเห็นเพียงเงาวูบหนึ่งเคลื่อนตรงมาทางร่าง ฉันแม้นจะขยับหลบตามสัญชาตญาณได้ทันทีที่รู้สึกถึงภัย
ทว่า..
มันไวเกินไป ไวจนฉันไม่อาจหลบหลีกได้
พลังวิปลาสนั่นพุ่งเข้าใส่กลางทรวงอกฉันเต็มแรง มิใช่เพียงผิวหนัง แต่ทะลุทะลวงเข้าไปถึงหัวใจอย่างจัง
เพียงพริบตาเดียว..
ฉันรู้สึกได้ชัดเจน..
ว่าโลหิตภายในร่างกำลังพลุ่งพล่านร้อนระอุราวกับมีเปลวอัคคีปะทุขึ้นจากภายใน
ตาเฒ่านั่น.. เจ้ากล้าลองดีกับฉันถึงเพียงนี้เชียวฤๅ!!
“ทะ.. ท่านเป็นอะไรหรือไม่ ท่านชายซุน!”
เสียงของแม่หงเซียสั่นเครือด้วยความตกใจและเป็นห่วง นางรีบวิ่งเข้ามาหาฉันโดยมิได้คิดสิ่งใด
แต่ฉัน..
ผู้ที่กำลังรู้สึกดั่งมีเพลิงนรกเผาไหม้อยู่ภายใน กลับต้องยกมือขึ้นห้ามนางเอาไว้โดยมิอาจปล่อยให้นางเข้าใกล้ได้แม้นครึ่งก้าว
“อย่าได้เข้ามาใกล้..”
เสียงฉันเบาราวกับคิดอยู่ในใจ ไม่ใช่เพราะเกลียด ไม่ใช่เพราะไม่ต้องการนาง หากแต่เพราะสิ่งที่กำลังลุกโชนอยู่ในกายของฉัน.. มันมิใช่สิ่งที่นางควรเข้าใกล้เลยแม้นแต่น้อย
“อย่าได้เข้ามาใกล้!! ฉันถูกวิชาที่กระตุ้นอารมณ์!!”
เลือดลมในกายของฉันพลุ่งพล่านร้อนระอุดั่งเพลิงภพหุงเดือด ผิวหนังที่แต่เดิมก็คล้ำแดงอยู่แล้วกลับยิ่งเข้มจัดราวถ่านเพลิงที่ถูกเร่งลม
โพรงชีพจรทุกสายแล่นพล่านอย่างรุนแรงจนแทบจะทะลุผิวหนังออกมา
ฉันต้องรีบนั่งลงขันสมาธิ ประสานมือประกอบพุทธา หวังจะดึงจิตให้สงบปรับลมปราณให้เย็นลง
หากแต่ในหัวกลับยังวูบไหว..
ใจฉันเผาไหม้..
ดวงจิตสั่นคลอน..
ก่อนที่สติกายจะถูกแรงไฟกลืนกินจนสิ้น ฉันจึงกัดฟันเปล่งวาจาสั่งด้วยเสียงเข้มแน่นในลำคอก่อนที่ดวงตาจะหรุบลง
“รีบไปแอบให้ไกลที่สุด!!”
“แอบหรือ?”
ใช่.. ฉันรู้ว่ามันเป็นคำสั่งที่มิอาจเข้าท่านักดอก
ห้องแห่งนี้มีเพียงสามสิบตารางเมตรเท่านั้น
โล่งโจ้ง.. ไม่มีที่ใดจักซ่อนตนได้เลย นอกจากเตียงไม้ที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางห้อง
แม้นจะรู้ว่านั่นคือคำสั่งที่ไม่สมเหตุผล
แต่หากในยามนั้น.. ฉันเพียงอยากให้แม่หงเซียของฉันอยู่ให้ห่าง ห่างจากแรงปรารถนาอันกำลังคลุ้มคลั่งอยู่ในกายฉัน..
แม้นเพียงครึ่งก้าวก็มิอยากให้ใกล้
นางจึงทำได้เพียงรีบวิ่งไปยังเตียงนอน ก่อนจะมุดกายลงข้างใต้อย่างเงียบเชียบ แลเฝ้าดูฉันทำสมาธิอยู่ตรงนั้นโดยมิได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใด
แต่ฉันรู้..
ว่าดวงตาของนางจับจ้องอยู่ที่ฉันทุกขณะ
ในห้วงยามนั้น ตัวฉันรู้สึกคล้ายมีเปลวเพลิงแผดเผารอบกาย ดุจถูกโอบล้อมด้วยพญาอัคคีจากฟ้าดิน
เหงื่อไคลพรั่งพรูออกจากทั่วสรรพางค์ ละลานไปจนเสื้อผ้าชุ่มฉ่ำจนรำคาญยิ่งนัก
แม้นแต่พื้นใต้ร่างกายยังมีแอ่งน้ำเหงื่อผุดขึ้น แผ่ขยายราวทุ่งน้ำท่วมขัง
หาใช่เรื่องน่ายินดีไม่
กล้ามเนื้อฉันทุกมัดบีบรัดแน่นราวกับจะฉีกออกเป็นเส้น ๆ เส้นโลหิตพองโตเห็นเด่นชัดเสียจนสามารถจับจังหวะชีพจรของตนได้จากปลายแขนปลายขา เหมือนร่างกายกำลังต่อต้านบางสิ่งอยู่ในห้วงลึก
ฉันพยายามข่มตนให้สงบ..
ประคองดวงจิตให้ไม่ไหวเอน..
แม้นรู้ดีว่าร่างกายนี้อยู่ภายใต้ฤทธิ์วิชาที่ต่ำช้านัก
ใช่..
ฉันยอมรับอย่างไม่อ้อมค้อม..
ว่าก่อนนี้เคยมีใจมักมากในกามารมณ์อยู่บ้าง..
ด้วยสตรีงามในยุทธภพหาใช่ของหายากไม่ แต่สตรีใดที่ร่วมหมอนนอนหนุนกับฉันนั้น ล้วนสมัครใจทั้งสิ้น ไม่เคยมีผู้ใดถูกบังคับ ฤๅร่ำไห้ด้วยความขมขื่นจากฉันเลยแม้นแต่ครั้งเดียว
ถึงฉันจะพูดจาหยอกเย้า หรือกระทำอันใดตามภาษาบุรุษผู้ชื่นชมในรูปงามของนารี
แต่ฉันก็รู้เสมอว่า..
ขอบเขตของบุรุษผู้มีเกียรติอยู่ตรงไหน
ยิ่งวิชาต่ำทรามที่กำลังครอบงำข้าพเจ้าอยู่นี้ด้วยไซร้..
ฉันไม่เคยแม้นแต่จะคิดจะใช้มันกับผู้ใด
เพราะฉัน.. ซุนโหวหวัง มิใช่บุรุษผู้ทำให้หญิงใดเสียน้ำตา
นางน้อยผู้นั้นซ่อนกายใต้เตียง มองฉันด้วยดวงเนตรที่เต็มไปด้วยความหวาดหวั่น แววตานั้นทั้งหวั่นเกรง ทั้งเปี่ยมด้วยความเป็นห่วง แลดูแล้วช่างบีบคั้นดวงกระมลยิ่งนัก
ฉันรู้ดีว่ารูปลักษณ์ของตนในยามนั้นคงไม่น่าดูชมเป็นแน่..
ยิ่งนานเข้า..
สติที่พยายามยึดมั่นไว้ก็ราวจะหลุดลอย จนฉันต้องกัดริมโอษฐ์ของตนเองเพื่อยึดเหนี่ยวความรู้สึกเจ็บ
นำพาสติกลับคืนมา!
มิให้ปลิวหายไปต่อหน้าสตรีผู้ไร้ทางสู้เช่นนาง!!
สองมือที่เคยประสานพุทธะในคราวก่อน บัดนี้กลับต้องเลื่อนลงมากอบเนื้อของตน บีบเค้นราวกับจะย้ำเตือนว่าร่างนี้ยังอยู่!
ยังไม่ถูกกลืนไปในห้วงพลังคลั่ง!!
ฉันต้องไม่อ่อนแอในสายตานางเด็ดขาด
ฉันพยายามยึดเหนี่ยวดวงกระมลของตนไว้แน่นดุจเส้นด้ายบาง ๆ ที่ผูกโยงไว้กับชายขอบแห่งสติ คำปลอบโยนใด ๆ ภายในใจก็ล้วนกลายเป็นเพียงเสียงพร่ำซ้ำซาก
มิอาจต้านฤทธิ์แห่งวิชาปลุกอารมณ์ที่กำลังคืบคลานเข้ายึดครองสติสัมปชัญญะอย่างเหี้ยมโหด
ลมหายใจเริ่มผิดจังหวะ ดวงตาพร่ามัว ความร้อนวิ่งพล่านทั่วสรรพางค์ร่าง ความเจ็บปวดก็หาได้หายไปไม่ กลับมีเพื่อนใหม่มาเสริมทัพคือความวูบ อาการคล้ายจะหมดสติซ้ำเติมเข้ามาอีกหนึ่งกระทง
เมื่อทราบชัดว่าสมาธิใด ๆ ย่อมไร้ผล การปรับสมดุลลมปราณก็มิเหลือความหมาย
ฉันจึงได้แต่นั่งนิ่งอยู่เพียงครู่ใหญ่ ปล่อยให้ลมหายใจอันร้อนผ่าวรินไหลผ่านริมฝีปากอย่างเชื่องช้า
ในห้วงยามนั้นเอง ฉันเริ่มรู้สึกได้ว่ากระแสพลังอันวิปลาสภายในร่างกายค่อย ๆ อ่อนแรงลง ราวกับมีบางสิ่งถูกคลายพันธนาการออกจากภายใน
แม้นมิอาจกล่าวได้เต็มปากว่าหลุดพ้น..
แต่ก็มิใช่ไฟราคะชนิดเดิมอีกต่อไป
มันเงียบงัน..
แต่กลับหลงเหลือเถ้าร้อนที่ยังคุอยู่ในอก
ฉันจึงตัดสินใจด้วยความเด็ดเดี่ยว!
ลุกขึ้นยืนแล้วเร่งฝีเท้าวิ่งเข้าหาบานประตูเบื้องหน้า ก้มศีรษะลงต่ำ รวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดพุ่งเข้าใส่
ใช่แล้ว..
หากมิอาจรักษาสติไว้ได้ไซร้ มิดีกว่าหรือที่จะดับสติไปเสียเลยในคราเดียว ดีกว่าจะปล่อยให้ตนเองตกอยู่ในห้วงเสน่หาอันน่ากระอักกระอ่วนนี้
โครม!
ศีรษะของฉันกระแทกเข้ากับประตูอย่างจัง เสียงกระทบสะเทือนสะท้านราวฟ้าผ่าลงกลางดวงจิต!
ร่างทั้งร่างทรุดฮวบลงกับพื้นในบัดดล..
หวังทิ้งทุกสิ่งไว้เบื้องหลัง พร้อมกับสติที่ดับวูบไปพร้อมกัน
แต่เหมือนหัวของฉันจักแข็งเช่นสันดาน..
แม้นความเจ็บสะท้านไปทั่วร่าง แต่สติกลับยังแจ่มชัด คล้ายจักชัดเสียยิ่งกว่าเดิม
แม้นจักเจ็บ แต่ดวงเนตรของฉันก็แลเห็นนาง..
หนานหงเซีย.. นางดูสะท้านไหวราวผิวน้ำรับสายลม เหตุเพราะการกระทำของฉันที่พลันยื่นมือผลักศัตรูออกไปนั้น
ฉันก็อดมิได้ที่จะรู้สึกสะท้อนบางสิ่งขึ้นในใจ
นางค่อย ๆ ตะเกียกตะกายออกจากใต้เตียง เผยร่างบอบบางซึ่งแม้นจะเปื้อนฝุ่นอยู่บ้าง หากยังงดงามดั่งดอกพุดซ้อนต้องหยาดน้ำค้างยามรุ่งอรุณ
และเมื่อฉันขยับร่างลุกขึ้นยืน ทั้งที่เพลียแทบทรุดจากบาดแผลก่อนหน้า
สายตาของนางที่ช้อนขึ้นมามองฉัน ก็สบกับดวงกระมลของฉันเข้าเต็มเปา
ดวงเนตรของฉันในยามนั้น..
ฉันรู้ดี..
คงแดงฉานดั่งลูกพุทราเชื่อมด้วยพิษและแรงโทสะที่สุมอยู่ภายใน
แต่ถึงกระนั้น..
ฉันก็รู้ดี.. ว่าแววตาที่ส่งให้นางไปนั้นมิได้มีแต่ไฟกราดเกรี้ยว หากแฝงไว้ด้วยความอ่อนโยนอย่างสุดใจ
เหตุใดหรือ?
เพราะนางเป็นสตรีคนที่ฉันอุตส่าห์แบกพามา..
หลั่งเลือดเสียสิ้นโลหิต..
แบกชีวิตของนางและฉันมาจนถึงป่านนี้!
หากว่าฉันกระทำเฉกเช่นนั้นเสียเองแล้วไซร้..
จักต่างอันใดกับอ้ายพวกหยาบช้าพวกนั้นกัน!!
“ฉันบอกให้แม่หลบฤๅไรเล่า..
เหตุใดถึงไม่ทำตามกันเลย”
ฉันเอ่ยขณะเงยหน้ามองประตูด้านหลัง..
สองหมัดของฉันก็ถลันเข้าฟาดใส่มันอย่างสุดแรง ไม่มีลังเล ไม่มียั้ง เสียงที่สะท้อนกลับมาแน่นหนัก ราวกับระฆังเหล็กที่เปล่งเสียงแห่งโทสะอันแหลมคม
“ไอ้แก่! จงคลายวิชาอันต่ำช้าเสียเถิด! อย่าได้บีบบังคับกันจนเกินงาม!
เอ็งย่อมรู้ดี!!
ว่าหากชายชาตรีแห่งตระกูลซุนจนตรอกแล้วไซร้!!!
จักมีสภาพเยี่ยงไร!!!!”
ตุม..ตูม..ตุม..ตูม..ตุม..ตูม..ตุม.. ฯลฯ !!!
ทุกหมัดที่ฉันระดมใส่บานประตู ล้วนเปี่ยมด้วยแรงโทสะอันยากจะควบคุม
ฉันหาได้เกรงกลัวไม่ ว่ากระดูกมือตนจะหักหรือแหลกละเอียดเป็นผุยผง เพราะสิ่งที่ฉันพรั่นพรึงยิ่งกว่าก็คือ
หากปล่อยให้ฤทธานุภาพแห่งวิชานั้นกลืนกินสติและดวงกระมล
ฉัน..
อาจพลาดพลั้งเผลอล่วงละเมิดนางไปโดยไม่ตั้งใจ!!
สำหรับฉัน.. สตรีหาใช่เป้าหมายแห่งโทสะของบุรุษไม่
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง..
นางผู้เปรียบประดุจบุปผาชูช่อใต้ร่มเงาที่ฉันควรเป็นผู้ปกปักรักษา
แม้นใจจะปั่นป่วนเพียงใด..
ฉันยังขอสลักไว้ให้มั่นว่า..
บุรุษจักต้องไม่เป็นเหตุให้นารีมีน้ำตา
ฉันเหลือบตาไปยังนางผู้มีแววเศร้าปรากฏชัดในดวงเนตร มิอาจปล่อยให้นางคร่ำครวญเพียงลำพัง
จึงเอ่ยปลอบเสียงนุ่มว่า
“อย่าได้กลัดกลุ้มไปเลย.. แม่หงเซีย..
หากต้องแลกด้วยโลหิตทุกหยด เพื่อมิให้นางเจ็บช้ำอีก
ฉันก็ยินดีกระทำโดยปราศจากเสี้ยวใจลังเล”
สิ้นคำ..
ฉันก็มิได้เอ่ยสิ่งใดต่ออีกเพียงสะบัดศีรษะกลับไปยังหน้าประตู สายตาเรียบนิ่งแต่ภายในกรุ่นเดือด แล้วจึงแค่นเสียงต่ำในลำคอ มือหนึ่งกำด้ามกระบองแน่น ราวเตรียมจะฟาดฟันฟ้าดินโดยไม่สนสิ่งใดอีกต่อไป..
“เอ็งคงมีหลายพ่อพันแม่เป็น! แน่ถึงได้ฝึกวิชาเดนนรกนี่!!
เป็นแค่เศษเดนดวงจิตอย่าริอ่านบังคับคนเป็นสิไอ้เปรต!!”
ตุ๊บ!!
“ไอ้ลูกสามพ่อคลายวิชาสิวะ!!”
ตุ๊บ!!
“อ้ายดวงจิตมากตัณหา!!”
ฉันยังคงกำมือทุบใส่ประตูบ้านยักษ์นั่น ในใจนั้นมิได้หวังให้ประตูอ้าเปิดออก
เพียงหวัง..
ให้สติของฉันยังคงอยู่ไม่ดับจางไป
แต่ในช่วงจังหวะเดียวกัน..
ก่อนที่ฉันจักออกหมัดใส่บานประตูอีกหมัด ท่อยแขนของฉันก็ถูกมือคู่หนึ่งฉุดเอาไว้
มิต้องบอกก็ต้องทราบ ว่าเป็นแม่หงเซียที่เป็นคนห้ามไว้
“พอแล้ว~..
ไม่ต้องทนอีกต่อไปแล้ว~..
อย่าได้ทำร้ายตนเองอีกเลย~..”
นางคุกเข่าลงเบื้องหน้าฉัน ด้วยดวงเนตรอาบอารมณ์คล้ายสายธารที่ใกล้ล้นขอบ
ใบหน้าเรียบละมุนแต่งแต้มด้วยความเจ็บปวดราวบุปผาที่กำลังร่วงโรยโดยไร้ฤดูกาล
ฉันยังไม่ทันได้กล่าวสิ่งใด มือเรียวเล็กนั้นก็ดึงฉันให้นั่งลงเคียงกัน ราวกับต้องการแบ่งเบาภาระแห่งดวงใจของฉันไปครึ่งหนึ่ง
“ยิ่งท่านเป็นแบบนี้~..
ใจดวงนี้ของข้ายิ่งสุดเจ็บ~..
หากว่าตัวของข้าสามารถทำให้ท่านคลายทุกข์ได้~..
ได้โปรด~..
หากข้าสามารถบรรเทาทุกข์ให้ท่านได้~..”
คำพูดของนางถึงกับทำให้ฉันรู้สึกโกรธเสียยิ่งกว่าการถูกวิชาเดนนรกนี่เล่นงาน!
ฉันต้องยอมเจ็บเพื่อผู้ใด!
ฉันต้องอดกลั้นหักห้ามใจก็เพื่อผู้ใด!!
แต่การที่แม่หงเซียเอ่ยคำเยี่ยงนี้ มันมิเท่ากับว่านางกำลังเหยียบย่ำศักดิ์ศรีชาติชายสกุลพญาวานรของฉันฤๅ!!
“แม่หงเซีย แม่รู้ฤๅว่าแม่พูดอะ-! อุ๊บ!”
ปากของฉันที่กำลังจะเอ่ยคำ..
กลับถูกกลีบบุปผางามนุ่มละมุนกดทับไว้เสียก่อน..
ทำเอาคำที่ตั้งใจจะกล่าวต้องกลืนหายลงคออย่างไม่อาจหลุดออกมาได้ทัน
เสี้ยววินาทีถัดมา กลีบบุปผานั้นก็ผละออก พร้อมเผยให้เห็นใบหน้าแดงระเรื่อน่ารักน่าชังของแม่หงเซีย ที่แม้นมิได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดเพิ่ม
แต่แววตาเขินอายนั่น..
กลับฟ้องทุกสิ่งกระจ่างชัดอยู่ในดวงใจฉัน..
“ในเมื่อ.. ในเมื่อ.. เอ่อ.. ในเมื่อใจของข้ามอบให้ท่านไปแล้ว..
นับประสาอะไรกับร่างกาย..
ถะ..ถ้าท่านสามารถใช้ร่างกายนี้ของข้าบรรเทาทุกข์ของท่านให้หายขาดได้..
หงเซียก็ยินดีมอบมันให้แก่ท่าน..”
วาจาที่แม่หงเซียเอื้อนเอ่ยนั้นเบาราวสายลมยามเหมันต์
แลแม้นว่านางจะหลบเลี่ยงแววตาฉันไม่ยอมสบโดยตรง กระนั้นแก้มเนียนผ่องที่แต้มสีแดงระเรื่อด้วยความขวยเขินกลับเปล่งประกายความน่าชื่นชมอย่างยิ่งในสายตาของบุรุษเช่นฉัน
มันช่างเป็นภาพที่เรียบง่ายแต่กระตุกดึงหัวใจให้สั่นไหว ทันใดนั้นเอง
หัวใจที่เพิ่งโดนฤทธิ์วิชาน่าอัปยศปลุกให้เต้นระรัวอย่างไร้สติ ก็ค่อย ๆ สงบลงราวต้องมนตร์แห่งดวงพักตร์อันอ่อนโยนของนาง
แต่แล้วอยู่ดี ๆ ใจของฉันที่เพิ่งสงบนิ่งได้เพียงครู่เดียว..
กลับเต้นระรัวครึกโครมอีกคราในยามที่แม่หงเซียผู้เขินอาย..
ใช้ดวงเนตรที่เก้อเขินประดุจกลีบบุปผายามแรกแย้มทอดมองมายังฉัน
อา..
ความไม่ประสาแลอาการขวยเขินของนางในยามนี้..
หาใช่สิ่งใดนอกจากความเย้ายวนที่แม้นแต่บุรุษผู้แน่วแน่อย่างฉันยังแทบไม่อาจจะต้านทานได้
ฉันจึงโน้มกายลงไปอย่างช้า ๆ บรรจงจุมพิตลงบนริมฝีปากกลีบบุปผาของนางอีกครา ราวกับจักทวงกลับซึ่งสิ่งที่นางเคยฉวยไปเมื่อครู่
จูบครานี้..
ช่างเนิ่นนานและแนบแน่นจนเราทั้งสองแทบสิ้นลมหายใจ กว่าจะถอนปากออกจากกันได้
ฉันก็ต้องสูดลมหายใจเข้าปอดลึกประหนึ่งเพิ่งรอดจากการจมน้ำ
และในขณะนั้นเอง..
ข้าพเจ้าจึงยิ่งแน่ใจ ว่าดวงกระมลผู้นี้ ได้ฝากรอยไว้กลางหัวใจฉันแล้วอย่างมิอาจลบเลือน
“แม่หงเซีย..
แม่คือสตรีผู้โชคร้ายที่สุดแล้วที่เผอิญได้ครอบครองหัวใจของบุรุษเช่นฉัน”
ฉันเอ่ยพลางจุมพิตลงบนแก้มนวลเนียนของนางอย่างรักใคร่ สูดกลิ่นหอมจรุงจากดวงพักตร์นั้นราวกับจะตราตรึงไว้ในดวงจิตชั่วกัปชั่วกัลป์
เมื่อถอนริมฝีปากออก จึงกระซิบด้วยเสียงหนักแน่น
“การทำให้ซุนโหวหวังผู้นี้ปักใจรักได้..
อย่าได้หวังว่าแม่จักหลุดพ้นจากอ้อมแขนของฉันไปโดยง่ายอีก..
แม่ดวงกระมลของฉัน”
ด้วยมือคู่นี้ ฉันโอบอุ้มร่างบอบบางของนางขึ้นจากพื้นอย่างทะนุถนอม ฝีเท้าก้าวตรงไปยังปลายเตียงด้วยความระมัดระวังอย่างที่สุด
แล้วจึงวางนางลงบนเบาะอ่อนละมุนอย่างแผ่วค่อย
ฉันโน้มตัวลงแนบริมฝีปากจรดหน้าผากของนางอีกคราหนึ่งก่อนจะผละออก พร้อมเอื้อนถ้อยคำอันหนักแน่นต่อไป
“รอฉันอยู่ตรงนี้ก่อน แม่ดวงกระมลของฉัน..
ฉันจักกลับไปตั้งสมาธิ เพื่อขจัดเดนวิชามารอันต่ำช้าให้สิ้นซากเสียก่อน
แล้วหลังจากนั้น..
จึงค่อยว่ากัน”
แม้นใจของฉันซึ่งโดนปลุกให้ปั่นป่วนด้วยกลวิชากระหายใคร่จะกระทำสิ่งใดที่เกินเลยในยามนี้
หากแต่จิตอีกฝั่งของฉันกลับต้านทานอยู่ มันมิใช่ความใคร่แบบสัตว์เดรัจฉานที่ฉันปรารถนา
หากแต่เป็นการแนบชิดด้วยใจอันบริสุทธิ์โดยปราศจากแรงขับเคลื่อนจากคาถาเลวทรามเหล่านั้น
เรื่องระหว่างฉันกับแม่หงเซีย..
สมควรเกิดขึ้นด้วยหัวใจของเราทั้งสอง..
มิใช่ด้วยเพลิงราคะที่ถูกจุดโดยผู้อื่น
ป๊อก..!!
เสียงดีดนิ้วแหลมคมดังสะท้อนในโสตประสาทของฉัน ราวกับสัญญาณจากฟ้าสวรรค์ให้หวนกลับสู่สติรับรู้
ขณะเดียวกัน..
เสียงของดวงจิตผู้ทรงอำนาจก็ดังขึ้นตามมาอย่างไม่ให้ทันตั้งตัว
“ลูกสามพ่อคนนี้ถอนวิชาให้เจ้าแล้ว..
จะทำอะไรก็รีบทำ..”
ฉันได้ยินถ้อยคำของท่านเจ้าสำนักรุ่นแรกชัดเจนราวกับกระซิบข้างหู ทั้งยังได้ยินประโยคแถมท้ายที่ดูจะกล่าวถึงตัวฉันเองอย่างไม่มีความปรานีแม้นแต่น้อย..
เสียงเบาแต่ทิ่มแทงราวกับมีดแหลมจิ้มกลางหลัง
'เจ้ามันไม่ใช่คนดีขนาดนั้นเสียหน่อย คิดว่าเป็นพระเอกงิ้วหรือไร..
อยากจะอ้วกเสียจริง ผับผ่าสิ..!!'
ฉันถึงกับต้องกลอกตาขึ้นฟ้า ถอนหายใจออกมาช้า ๆ ด้วยความอดกลั้น
“เงียบ ๆ น่ะตาเฒ่า..
แลอย่าได้แอบดูฉันกับแม่ดวงกระมล 'ของฉัน' ในยามแนบชิดเล่า..”
แม้นในห้วงขณะนั้น ฉันจะรู้สึกได้ชัดเจนว่าวิชาราคะถูกถอนออกไปจากกายาแล้วอย่างสิ้นเชิง
หากแต่สิ่งหนึ่งกลับมิได้จางหายตามไปเลย
ในห้วงยามที่ความคลุ้มคลั่งพลันแผ่วเบาลง..
จิตใจที่เคยมัวหมองด้วยเพลิงราคะเริ่มสงบลงเป็นลำดับ ราวกับพายุโหมกระหน่ำถูกกลืนสู่ความนิ่งเงียบ ดั่งผิวน้ำที่เคยถูกลมพัดกระเพื่อม
บัดนี้กลับสะท้อนเงาจันทร์อย่างราบเรียบ
เมื่อความสงบคืบคลานเข้ามาในดวงจิต ฉันจึงได้ทบทวนสิ่งที่ยังหลงเหลืออยู่ในใจ
และแล้ว..
ฉันก็ได้ตระหนักว่า เปลวเพลิง.. ที่ยังคงลุกโชนอยู่ภายในใจนั้น หาใช่เศษเถ้าของวิชาอันต่ำทรามไม่
หากแต่คือไฟแห่งความรักที่แท้จริงจากใจฉันเอง..
ไฟที่ข้าพเจ้าจักยอมมอดไหม้ไปทั้งชีวิต.. ก็เพื่ออ้อมแขนของสตรีตรงหน้า
ฉันมิได้รอให้เสียงเขาตอบกลับ..
หากแต่โน้มกายลงไปแนบสนิทกับร่างบางที่นั่งอยู่ตรงขอบเตียงอย่างอ่อนโยน ใช้สองแขนโอบรัดรอบเอวบางของนางไว้แน่นหนา
ริมฝีปากของเราสัมผัสกันอีกคราในจุมพิตที่อ่อนโยนและจริงใจ มันหาใช่ความร้อนแรงจากกายา หากแต่เป็นถ้อยคำที่เปล่งผ่านหัวใจ
เป็นการยืนยันเงียบ ๆ ว่าเราต่างยอมรับซึ่งกันและกันอย่างหมดใจ
-----------------------------------------
ตอนต่อไปมีฉากที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเพศแบบละเอียด
เหมาะกับผู้อ่านที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปเท่านั้น
ฉากที่กำลังจะถึงเป็นส่วนหนึ่งของเส้นเรื่องหลักที่แสดงพัฒนาการของความสัมพันธ์
และทำการติดเหรียญจำนวน 5 เหรียญ