เวลาล่วงเลยมาจนถึงพิธีปักปิ่นของเว่ยมู่ลิน วันนี้มู่ลินตื่นเช้าอาบน้ำแต่งตัวสวมเสื้อผ้าชุดใหม่ที่มารดาตัดให้ รูปการตัดเย็บถือว่าใกล้เคียงกับที่มู่ลินออกแบบเป็อย่างมาก ในงานนางเว่ยยู่ซินให้เชิญผู้ใหญ่บ้านและเพื่อนบ้านหลายคนมาร่วมงาน พอถึงฤกษ์เวลา เว่ยยู่ซินก็บรรจงเกล้าผมให้ลูกสาวและปักปิ่นเงินประดับด้วยพู่ห้อยยกมรกตสีสวย
“ลูกสาวแม่โตเป็ผู้ใหญ่แล้วจริงๆ จากนี้ไปจงใช้สติในทุกๆการกระทำ ใช้ชีวิตให้คุ้นค่าและมีความสุขที่สุด ไม่ว่าลูกจะเลือกทางไหนแม่ก็พร้อมจะอยู่เคียงข้างลูกเสมอ” เว่ยยู่ซินเอ่ยกับบุตรสาวน้ำตารื่อ
“ขอบคุณเ้าค่ะท่านแม่” เว่ยมู่ลินเอ่ยตอบมารดา ‘ขอบคุณที่ดูแลและทำให้ข้าได้ัักับคำว่าครอบครัว ข้าสัญญาว่าจะดูแลท่านแทนเว่ยมู่ลินตัวจริงเองเ้าค่ะ‘
งานเลี้ยงเล็กๆดำเนินไป จนถึงเวลาจะเข้านอนเว่ยมู่หลินจึงเอ่ยกับมารดา
"ท่านแม่เ้าคะ ข้าตัดสินใจได้แล้วเ้าค่ะเื่ท่านพ่อ" เว่ยมู่ลินเงียบดูปฏิกิริยาของมารดาก่อนจะเอ่ยต่อ "ข้าอยากพบท่านพ่อเ้าค่ะ"
“ในเมื่อลูกตัดสินใจแล้วแม่ก็จะไม่ห้าม แต่แม่อยากให้ลูกเผื่อใจไว้บ้าง เพราะทางฝั่งตระกูลนั้นเขาอาจจะไม่ได้ยินนักก็เป็ได้“ เว่ยยู่ซินเอ่ยด้วยสีหน้าหนักใจเพราะไม่อยากให้ลูกสาวคาดหวังจนเกินไป
”ท่านแม่ไม่ต้องกังวลนะเ้าคะ ข้าแค่้าไปเจอหน้าและให้เขารู้ว่ายังมีข้าที่เป็เืเนื้อเชื้อไขของเขาอยู่บนโลกใบนี้อีกคน ส่วนใครจะยอมรับข้าหรือไม่ ข้าไม่ได้ใส่ใจ เพราะแต่ไหนแต่ไรข้าก็มีแค่ท่านแม่เท่านั้น“ เว่ยมู่ลินเอ่ยพร้อมสวมกอดมารดา
”เอาล่ะๆ นี่ก็ดึกมากแล้ว เ้าก็เข้านอนได้แล้ว พรุ่งนี้เช้าค่อยวางแผนกันว่าจะเอายังไงต่อไปดี“
หลังจากแยกกับบุตรสาว เว่ยยู่ซินก็ไม่สามารถข่มตาให้หลับได้เมื่อคิดถึงเื่ราวในอดีต ’นี่ก็ผ่านไป16ปีแล้วสินะ หวังว่ามันจะไม่เลวร้ายกินไปสำหรับเว่ยมู่ลิน’ เว่ยยู่ซินพยามข่มตาหลับด้วยใจที่หนักอึ้ง
เช้าวันรุ่งขึ้น
“ท่านแม่จากนี่ไปเมืองหลวงใช้เวลาเดินทางนานแค่ไหนเ้าคะ?”
“นานจะประมาณสิบกว่าวันนะ แม่ก็ตำไม่ค่อยได้เพราะมันก็ผ่านมานานมากแล้วที่แม่จากเมืองหลวงมา” เว่ยยู่ซินตอบบุตรสาว
“เราต้องเข้าเมืองเพื่อจ้างรถม้าและคนคุ้มกัน ท่านแม่พอจะทราบหรือไม่ว่าต้องไปที่ใด?”
“เ้าอย่าห่วงเลย แม่เข้าเมืองเอาผ้าไปส่งรอบนี้จะถามท่านป้าจาง เพราะนางเดินทางค้าขายผ้าย่อมแนะนำเราได้”
“หรือว่าเราควรซื้อรถม้าดีเ้าคะ เพราะตอนนี้เราก็พอมีเงินที่จะซื้อได้ และอีกอย่างหากเราคิดจะทำการค้าก็คงจะต้องใช้รถม้าบ่อยๆเป็แน่“
”ซื้อรถม้าก็ดีแต่ใครจะเป็คนขับล่ะ แม่บังคับรถม้าไม่เป็“เว่ยยู่ซินคิดไม่ตก หากเว่ยมู่ลินจะบังคับรถม้าก็คงไม่ง่าย เพราะถึงบุตรสาวจะเพิ่งผ่านวัยปักปิ่นมา แต่ร่างกายก็ยังผอมบางเพราะไม่ได้อยู่ดีกินดีใน่เวลาที่ผ่านมา
“ที่ตลาดขายสัตว์เขาน่าจะมีสอนบังคับรถม้าด้วยนะเ้าคะ ยังไงเราลองไปดูก่อนดีหรือไม่เ้าคะ? ข้าคิดว่าข้าน่าจะได้“
”งั้นอีกสองวันเราก็เข้าเมืองไปดูกัน หากเ้าขับไม่ได้ก็ค่อยจ้างคนขับแทน“
แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน จะไปไหนมาไหนจะได้สะดวก การมีรถม้าสมัยนี้ก็เหมือนมีรถยนต์ในยุคสองพันที่ลิลดาจากมา แถมในยุคนี้ไม่ได้มีขนสิ่งสาธารณะเสียด้วย ก็คงต้องช่วยตัวเองให้ถึงที่สุด เป็ไม่เป็ก็คงต้องลองสักตั้ง!
“ท่านแม่งั้นวันนี้ข้าจะขึ้นเขาอีกสักหน่อยนะเ้าคะ เผื่อได้อะไรที่พอจะทำเงินให้เราเพิ่มสักหน่อย เพราะทั้งการเดินทางไกลทั้งซื้อรถม้าคงใช้เงินมากโข”เว่ยมู่ลินเอ่ยกับมารดาเพราะหากจะย้ายไปตั้งรกรากที่ใหม่คงต้องใช้เงินอีกมาก แถมที่ที่กำลังจะไปคือเมืองหลวง ข้าวของคงแพงว่าที่นี่หรือหากซื้อบ้านสักหลังคงต้องใช้เงินไม่น้อย ’เฮ้อ! คงต้องหาเงินเพิ่มสินะ ทำไมเราไม่ได้มีมิติ มีของวิเศษเหมือนกับนิยายหลายๆเื่ที่อ่านมานะ สรุปแล้วฉันเกิดมาในส่วนไหนของนิยายกัน‘
“งั้นเ้าก็ระวังตัวด้วย อย่าเข้าไปในป่าลึกนักแม่เป็ห่วง” เว่ยยู่ซินเอ่ยกับบุตรสาวเมื่อเห็นมู่ลินจมอยู่กับความคิดของตัวเอง
“เ้าค่ะท่านแม่”มู่ลินรับความอย่างว่าง่าย
หลังจากทานมือเช้ามู่ลินก็เตรียมตัวขึ้นเขาพร้ะกร้าสะพายหลังและกระเป๋าเป้ที่มารดาเย็บให้เดินทางขึ้นเขา หวังว่าจะได้อะไรติดไม้ติดมือมา ถึงจะไม่ได้ของไปขาย ได้ผักหรือของมาทำอาหารตากแห้งไว้กินระหว่างการเดินทางก็คงจะช่วยประหยัดไปได้เยอะ
เดินตามทางเดิมที่เคยขึ้นเขาในรอบที่ผ่านๆมา มู่ลินก็เก็บผักเก็บเห็ดได้บ้างประปราย พอนึกขึ้นได้ว่ามันหวานที่ขุดไปรอบที่แล้วยังเหลืออีกเยอะที่ยังไม่ได้ขุด มู่ลินจึงเดินตรงไปเพื่อขุดมันหวานเพราะมันหวานสามารถเก็บไว้ได้นาน เมื่อขุดมันหวานราวๆหนึ่งชั่วยามก็ได้มันหวานจนเต็มตะกร้าสะพายหลัง มันหวานเต็มตะกร้านี่หนักใช่เล่นคงจะแบกไปด้วยไม่ได้ มู่ลินจึงตัดสินใจวางตะกร้ามันหวานไว้แล้วนำแค่กระเป๋าเป้และกระบอกน้ำเดินขึ้นเขาลึกเข้าไป เดินไปมู่ลินก็ทำสัญลักษณ์ไปเรื่อยๆกันหลง ไม่นานนักมู่หลินก็ได้ยินเสียงเหมือนน้ำตก มู่ลินจึงเดินตามเสียงนั้นเข้าไปเรื่อยๆ ‘ ว้าว!!!! สวยจัง ข้อดีของยุคนี้คือธรรมชาติยังไม่ถูกทำลาย มองไปทางไหนก็ยังสวยและอุดมสมบูรณ์ พืชพันธุ์ที่ในยุคสองพันแทบไม่มีให้เห็นหรือบางอย่างมีให้เห็แค่ในหนังสือ ยุคนี่กลับยังหาได้ตามูเา‘
“น้ำไสมาก ไสจนมองเห็นตัวปลาเลย”
เว่ยมู่ลินตื่นเต้นกับสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้า คือน้ำตกหลายชั้นที่สีเขียวเหมือนสีมรกต น้ำใสสะอาดจนมู่ลินอยากลงไปว่ายเล่น
“เสียดายจังไม่ได้เอาเสื้อผ้ามาเปลี่ยนด้วย ก็ใครจะคิดล่ะว่าจะมีน้ำตกที่สวยขนาดนี่อยู่กลางป่า” มู่ลินบ่นพึมพำกับตัวเอง
“ไม่ได้ลงเล่นก็ขอล้างหน้าล้างตาหน่อยล่ะกัน” พูดเสร็จมู่ลินก็เดินไปยังแนวโขดหินที่น้ำไม่ลึกมากเพื่อล้างหน้าล้างตา แต่ทันใดนั้นหางตาก็เหลือบอะไรบ้างอย่างอยู่ในแนวหางตา ทำให้มู่ลินต้องหันไปมอง
“กรี๊ด!!! ตายหรือยังว่ะน่ะ” มู่ลินเผลออุทานออกมาด้วยภาษาที่เคยชิน
“เอาไงดี! จะเข้าไปดูดีมั๊ยว่ะ ถ้าเกิดยังไม่ตายถ้าไม่ช่วยจะบาปมั๊ยวะนิด”มู่ลินพูดกับตัวเองก่อนจะตัดสินใจเดินเข้าไปใกล้เพื่อตรวจดูคนที่พบยังมีลมหายใจอยู่หรือไม่
“ยังมีลมหายใจอยู่ ลากขึ้นฝั่งก่อนแล้วกัน“ มู่ลินลากชายนิรนามขึ้นจากน้ำ
“นะ..นางฟ้า” ชายคนนั้นกล่าวก่อนจะสลบไป
“นางฟ้าหรอ? นี่เราหน้าตาดีจนเหมือนนางฟ้าได้เลยหรอ ฮิๆ“ มูลินเอ่ยอย่างอารมย์ดี
”จะว่าไปั้แ่เข้ามาอยู่ในร่างนี้ก็ยังไม่เคยส่งกระจกเลยสักครั้ง อาจจะสวยจริงๆแหละมั้ง“ มู่ลินไม่เคยเห็นตัวเองในกระจกสักครั้ง อย่างมากก็แค่เห็นเงาสะท้อนตัวเองจากในน้ำเท่านั้น เมื่อลากชายวัยกลางคนขึ้นจากน้ำเสร็จก็ตรวจดูาแที่ชายคนนั้นได้รับาเ็ โชคดีหน่อยที่พอรู้เื่สมุนไพรหลังจากอ่านตำราสมุนไพรที่ได้มาจากร้านรับซื้อสมุนไพรในคราวก่อน เลยจัดการห้ามเืให้ชายคนนั้น ‘เอายังไงต่อดี ปล่อยไว้อย่างนี้ต้องตายแน่ๆ ไม่หนาวตายก็คงโดนสัตว์คาบไปกินแน่ๆ’ มู่ลินจมอยู่กับความคิดโดยไม่รู้ว่าชายคนนั้นรู้สึกตัวขึ้นมาอยู่ชั่วขณะ
”กลับไปบอกท่านแม่ก่อนแล้วกันค่อยคิดว่าจะเอายังไงดี ปล่อยเอาไว้ตรงนี้ไม่น่ารอด“ มู่ลินพึมพำกับตัวเองก่อนจะหันไปทิศทางที่ชายคนนั้นนอนอยู่
”ท่านรอบที่นี่ก่อนนะข้าจะไปตามคนมาช่วย“ พูดเสร็จก็เดินจากไป เสิ่นจินหยางที่สะลึมสะลืออยู่ก็หลับไปอีกครั้ง