หลังจากเลิกเรียนฉันหันไปมองเ้าชายก็สังเกตเห็นายคนที่เคยแกล้งเ้าชายแสยะยิ้มเล็กน้อยแล้วเดินมาหาฉัน
“นี่เธอ--”
“เฮ้ เธอน่ะพวกเรามีเื่อยากคุยด้วยช่วยไปด้วยกันหน่อสิ”
ว้าเ้าชายน่าสงสารแฮะโดนขัดแบบไม่สนใจไยดีเลยชายคนนั้นพูดพร้อมทั้งปั้นยิ้มออกมาจนดูแปลกชวนอ้วกเชียวล่ะ
“เ้าชายจะพูดอะไรหรือเปล่าครับ”
“อะ ปะ- เปล่า...”
“งั้นหรือครับ ถ้างั้นพวกผมขอตัวก่อนนะครับหลังจากนี้พวกเราจะไปเที่ยวกันต่อ เพราะฉะนั้นไม่ต้องรอนะครับ เนอะ”
“...อา”
ฉันตอบพวกนั้นไปแบบไม่เต็มใจนักแต่ก็นะถ้าไม่ได้ตามเกมมันคงตามรังควานไม่เลิกแน่
“งั้นหรอ เพื่อนกันนี่เอง อืม เข้าใจแล้ว”
…นี่เชื่อด้วยงั้นหรอเอาเถอะอย่าไปหวังอะไรจากเ้าชายจะดีกว่าฉันยังคงมองที่เขาครู่หนึ่งก่อนที่เ้าชายจะเก็บของแล้วเดินออกไปฉันจึงยิ้มมุมปากและพูดขึ้น
“ต้มเ้าชายซะเปื่อยเลยนะ”
‘ปึง!!’
ฉันสะดุ้งเล็กน้อยเพราะเสียงของเขาที่ใช้มือทุบลงบนโต๊ะตรงหน้าฉันอย่างแรงสีหน้าก็เปลี่ยนเป็หน้าตาน่ากลัวทันที
“แกหุบปาก แล้วตามมาเงียบๆ ก็พอ”
“...”
จากนั้นฉันก็หยิบกระเป๋าแล้วลุกขึ้นเดินตามพวกนั้นไปเงียบๆเห หลังโรงยิมหรอย้ายไปที่ไหนก็คุ้นเคยกับที่นี่ดีแฮะตัวฉัน
‘ปัง’
ชายคนนั้นที่เป็หัวหน้าดันฉันเข้ากำแพงแล้วใช้กำปั้นทุบด้านหลังแนจนเกิดเสียงดังโอ้ นี่ใช่ที่คนเขาเรียกกันว่าคาเบะด้งรึเปล่านะเพิ่งเคยโดนครั้งแรกนี่แหละ
“แกคงรู้ใช่ไหมว่าโดนเรียกมาเพราะอะไร”
“ถ้าขนาดนี้ไม่รู้ตัวก็คงโง่สุดๆ แล้วล่ะนะ”
เอฉันพึ่งสังเกตแฮะว่าพวกนี้มีกันมากขนาดนี้เลยหรอ อืม หญิง 2 ชาย3 รวมก็ 7 คน
“โหดร้ายกันจังนะ ก็แค่ผู้หญิงที่ใช้เวทมนตร์ไม่ได้คนเดียวเอง…กลัวรึไง”
ฉันพูดพร้อมทั้งหัวเราะเล็กน้อยแล้วก็ได้แต่คิดลึกๆ ในใจว่าฉันจะไปยั่วโมโหพวกนั้นทำไมกันนะ ช่างเถอะ
“แต่ฉันก็ยังสงสัยอยู่นะ ทำไมพวกนายต้องหาเื่ฉันกันด้วยล่ะ”
“เพราะแกขวางพวกเราอยู่ไงล่ะ”
“เห หรอ จำไม่เห็นเคยได้นะว่าพวกเราเคยยุ่งเกี่ยวกันมาก่อน”
ที่จริงก็รู้อยู่หรอกทั้งเื่ที่พวกนั้นพยายามเข้าหาเ้าชายแต่เ้าชายดันไม่ห่างจากฉันเลย ในตอนที่พวกนั้นจะแอบแกล้งเ้าชายฉันก็รู้ตัวและกันไว้ให้ได้หมด จนพวกนั้นเลิกพยายามไป
“ขอทีเถอะ แค่นั่งกับเ้าชายก็ปวดหัวพอแล้วต้องมาตามเช็ดเื่ที่พวกนายจะทำอีกฉันไม่อยากให้มีเื่วุ่นหรอกนะถ้าเกิดอะไรขึ้นกับเ้าชาย”
“คิดว่าพูดกับใครอยู่วะ ไม่รู้จักข้ารึไง”
“พอดีเป็คนที่จำชื่อคนไม่เก่งน่ะ โดยเฉพาะคนที่ไม่สนใจน่ะนะ”
“กรอด ปากดีนักนะ!! รับนี่ไปแล้วจำไว้ซะว่าข้ามีชื่อว่า ไทยะ”
ไทยะงั้นหรอ ไม่คุ้นหูเลยแฮะเขาง้างมือขวาขึ้นกำหมัดและต่อยมาที่ฉันตรงๆฉันเลยเอียงหัวหลบเล็กน้อยปล่อยให้กำปั้นของเขาเลยไปโดนกำแพงด้านหลังแทน
“อั๊ก เจ็บ…แก หลบทำไมวะ”
“แล้วฉันมีเหตุผลอะไรที่ต้องรับหมัดแกตรงๆ ด้วย โง่รึเปล่า”
ไทยะกุมมือขวาพร้อมทั้งหน้าบูดเล็กน้อยด้วยความเ็ปก็นะดูท่าจะใส่แรงเต็มเหนี่ยวเลยนี่นา ไม่นานนักเขาก็ลุกขึ้นและต่อยมาที่ฉันอีกรอบ
ดูจากฝีมือน่าจะไม่เคยฝึกต่อสู้มาก่อนมือสมัครเล่นนี่ของง่ายเลยนะ ฉันใช้มือดันหมัดของเขาขึ้นแล้วจับข้อมือออกแรงล็อกไปด้านหลังของไทยะแล้วกดลงพื้น
“อึก มองไรกันวะ รุมแม่งดิเฮ้ย”
ฉันตัวกระตุกกึกพลางปล่อยมือจากแขนของเขาจริงสิ ถึงจะมือสมัครเล่นแต่ก็มีกันเยอะนี่นะฉันหลบหมัดของชายคนหนึ่งได้แบบฉิวเฉียด อีกคนก็เข้าทางด้านหลัง อะถือแท่งเหล็กด้วยแฮะ อันตรายนะเนี่ย
ฉันเลยเบี่ยงตัวหลบจับแขนและออกแรงดันเขาใส่กำแพงจนใบหน้าของชายคนนั้นพุ่งเข้าชนกำแพงเข้าอย่างจัง ดูท่าคงเจ็บน่าดูก็นะมีเืไหลออกจากหน้าผากและจมูกด้วย
“เสร็จไป 1”
ฉันพึมพำออกมาแล้วหยิบแท่งเหล็กของคนนั้นขึ้นมา...อ้าวไม่ใช่เหล็กแฮะ ก็แค่พลาสติกที่ทำรูปร่างเป็แท่งเหล็กแค่นั้นเอง ช่างเถอะอย่างน้อยก็แข็งพอทำให้คนหมดสติได้ล่ะนะ ขอใช้หน่อยแล้วกัน
“หนอย แก!!”
คนที่ต่อยพลาดเมื่อกี้ทำสีหน้าโกรธที่เห็นเพื่อนหมดสติไปแล้วลุกขึ้นต่อยฉันอีกรอบฉันถอยหลังเล็กน้อยรอจังหวะแล้วฟาดพลาสติกในมือใส่กลางหัวเขาอย่างจังจากนั้นก็ถีบเข้าที่ท้องจนเขาล้มไป
“เสร็จไป 2”
เหลือไทยะสินะ...
“ระวังขวา”
“!!”
จู่ๆก็มีเสียงที่เคยได้ยินเมื่อนานมาแล้วดังขึ้นในหัวฉันจึงตั้งพลาสติกในมือขึ้นมากันทางขวาไว้และก็มีบางอย่างมากระแทกจนฉันเสียหลักเล็กน้อย
“...เวทมนตร์เรอะ”
ฉันมองพลาสติกในมือที่มีควันลอยขึ้นพร้อมทั้งพลาสติกที่ค่อยๆละลายเพราะความร้อน ผู้หญิงอีกสองคนที่ยืนดูจนถึงเมื่อกี้ผลัดกันร่ายเวทยิงใส่ฉันถ้าโดนคงเจ็บหนักน่าดูแฮะ...
“เสร็จข้าล่ะ!”
“อึก”
เพราะมัวแต่มองไปที่เวทมนตร์จึงโดนไทยะต่อยเข้าที่หน้าอย่างจังทั้งแรงของผู้ชายที่ดูโตเกินวัยของเขาบวกกับเวทเสริมแกร่งทำให้ฉันกระเด็นไปชนกับกำแพง
“อั๊ก”
ฉันไอออกมาเล็กน้อยเพราะแรงกระแทกในตอนที่จะลุกขึ้นพลางคิดวิธีโต้กลับอยู่นั้น จู่ๆ ร่างกายก็ปวดร้าวไปทั้งตัวทำให้ลุกไม่ขึ้นและล้มลงนอนค่ำกับพื้นอึก แผลเก่ามาออกฤทธิ์อะไรตอนนี้
“เหอะๆ สุดท้ายก็เก่งแต่ปากล่ะวะ”
“หึ...แล้วจะทำไมล่ะ...อย่างน้อยก็จัดการคนของแกได้แล้วกัน”
“ยังจะพูดมากได้อีกนะ”
“อึก”
ไทยะเดินเข้ามาใกล้ฉันแล้วใช้เท้าเตะหน้าของฉันจนกระเด็นไปทางผู้หญิงสองคนที่ปล่อยเวทมาใส่พอดี
ความเ็ปกระจายไปทั่วทั้งร่างเริ่มหายใจติดขัดเล็กน้อยจนหอบสติเริ่มเลือนราง ฉันมองเห็นคนที่ฉันทำให้หมดสติไปทั้งสองคนลุกขึ้นมา
คุยกับไทยะนิดหน่อยก่อนจะตรงมาและเตะเข้าที่ท้องของฉันฉันตัวงอและบิดไปมาด้วยความจุก ก่อนจะพยายามคว่ำตัวลงพื้นไม่ให้โดนตรงท้องอีก
พวกนั้นยิ่งได้ใจกว่าเดิมและเข้ามากระทืบฉัน 3 คนเพราะดวงตาเริ่มขุ่นมัวจึงมองไม่เห็นว่ากำลังทำสีหน้าแบบไหนกันอยู่แต่ก็เดาได้ล่ะนะ ว่ากำลังหัวเราะอย่างสนุกสนาน แล้วสติของฉันก็ดับวูบลงไป...
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------
“อุ๊ อึก...”
ฉันค่อยๆ ขยับตัวเล็กน้อยหลังจากได้สติพวกนั้นพูดอะไรทิ้งท้ายนะ ‘อย่ามายุ่งกับเ้าชายอีก’ มั้ง
เฮ้อ ก็แค่ช่วยคนที่ลำบากจะอะไรกันนักหนานะจากนั้นฉันก็พลิกตัวนอนหงายขึ้นมองบนท้องฟ้า อา นี้มืดแล้วหรอ กี่โมงกันละเนี่ย
“เฮ้ เมื่อกี้นายเตือนฉันใช่ไหม”
มันอาจจะเหมือนกับฉันเสียสติแล้วพูดคนเดียวแต่คนที่ฉันพูดด้วยไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็ิญญาสัตว์เทพในตัวฉันเอง
“ใช่”
เขาตอบฉันมาเพียงคำสั้น ๆด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบจนเดาอารมณ์ไม่ได้ ก็นะ ั้แ่เมื่อก่อนแล้วเขามักจะพูดคุยแค่ที่จำเป็อยู่แล้ว
หลังจากตอนพิธีทำสัญญาตอนเด็กๆที่เขาปฏิเสธไป เขาก็แทบไม่พูดคุยอะไรกับฉันอีกเลยก่อนหน้านั้นเวลาชวนคุยก็จะคุยด้วยแท้ๆ เพราะรู้สึกผิดหรือเปล่านะ
“ขอโทษ...”
“...เื่อะไรล่ะ”
“ถ้าเ้าทำสัญญากับข้าเ้าก็คงไม่ต้องโดนอะไรแบบนี้”
“พูดแบบนั้นแสดงว่านายจะทำสัญญากับฉันรึไง”
“ไม่”
“ฮะๆ เห็นไหมล่ะ”
ฉันหัวเราะออกมาเล็กน้อยก่อนจะหยุดและชูมือขึ้นบนฟ้าและค่อยๆ พูดออกมาเพียงลำพัง โดยหวังเล็กน้อยว่าเขาจะคุยเป็เพื่อนฉันอีกสักหน่อย
“ฉันรู้ว่านายเองก็มีเหตุผลของตัวเอง เพราะงั้นอย่ารู้สึกผิดไปเลยนะฉันไม่ว่าอะไรหรอก ยังไงซะตอนนี้พวกเราก็ต้องอยู่ด้วยกัน ไปชั่วชีวิต”
“งั้นหรอ”
ตอบกลับมาสั้น ๆ เหมือนเคยเลยแฮะเอาเถอะหวังมากไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา ฉันลดมือลงและนอนแผ่ไปกับพื้นอีกรอบ
“ไม่กลับบ้านรึ”
“ขออีกหน่อยแล้วกัน”
“หรือว่าเ้าไม่อยากกลับไป”
“...ก็นิดหน่อย แต่ยังไง ก็ต้องกลับไป ไม่ว่ายังไง”
ฉันพูดออกมาพลางกำมือแน่นและค่อยๆลุกขึ้นนั่ง อา พอมองดูดีๆ แล้วชุดเละไม่หมดเลย ทั้งเปื้อนดิน เื และรอยไหม้
“เฮ้อ นั่นสินะ รีบกลับไปทำแผลดีกว่า”
...ฉันพูดแล้วรอให้เขาตอบกลับมาแต่ผ่านไปเขาก็ไม่แม้แต่จะเอ่ยคำพูดสั้น ๆ ออกมา ฉันได้แต่ถอนหายใจเบาๆ แล้วลุกขึ้นเดินด้วยร่างกายที่สั่นเทา
ฉันเดินออกมาจากโรงเรียนที่มืดสนิทไม่มีแม้แต่แสงไฟจากป้อมยาม เมื่อก่อนฉันเคยกลัวผีแท้ๆแต่ในตอนนี้กลับไม่รู้สึกอะไรเลย ทำไมกันนะ
ฉันตรงดิ่งไปที่บ้านด้วยสภาพาแเต็มตัวมีคนที่ผ่านไปมาหันมามองเล็กน้อยก่อนจะเมินอย่างไม่สนใจ เพราะไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับพวกเขา
ไม่นานนักฉันก็มาถึงหน้าบ้านของตัวเองในขณะที่กำลังจะเปิดประตูบ้าน มือของฉันก็หยุดชะงักลงฉันสูดหายใจเข้าลึกพลางภาวนาให้พ่อหลับอยู่
วินาทีต่อมาฉันก็ค่อยๆ เปิดประตูบ้านเข้าไปด้านในนั้นมืดสนิท มีกลิ่นเหล้าและกลิ่นเหม็นอับลอยเข้าจมูกของฉัน
ภายในบ้านนั้นมีกองขยะสุมเต็มไปหมดพร้อมทั้งขวดเหล้าเบียร์ที่หมดแล้วล้มระเนระนาด เมื่อเดินลึกเข้าไปเรื่อย ๆก็เจอร่างของชายวัยกลางคนนอนอยู่บนโซฟากลางบ้าน
ฉันถอนหายใจอย่างโล่งอกก่อนจะค่อยๆเดินให้เบาที่สุด ตรงขึ้นไปบนห้องตัวเองแล้วรีบเข้าห้องทันที
“อา โชคดีจริงๆ ที่พ่อหลับไปแล้ว”
เมื่อเข้าไปถึงในห้องก็ราวกับว่าร่างกายกำลังประท้วงว่าไม่ไหวแล้วกับฉันฉันทรุดลงตรงหน้าประตูทันที ก่อนจะใช้แขนลากตัวเองไปจนถึงตู้เก็บของในห้อง
ในนั้นมีกล่องปฐมพยาบาลอยู่เพราะได้ใช้บ่อยล่ะนะ อา ใกล้หมดแล้วสิ หวังว่าเงินของเดือนนี้จะพอนะ
หลังจากทำแผลทั้งหมดเสร็จฉันก็หลับไปบนพื้นแข็งๆนั้นทันที เพราะในห้องของฉันไม่มีทั้งหมอนหรือผ้าห่มให้ใช้ในยามหลับ