กำเนิดใหม่ : จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ 【จบ】

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 46 คุกเข่าอ้อนวอนข้าสิ

            เกาช่วง?!

            หลัวเลี่ยที่เพิ่งคิดแค้นคนชื่อนี้ในที่สุดคนคนนี้ก็มาปรากฏตัวอยู่หน้าเขา

            หลัวเลี่ยมองไปที่เกาช่วงอย่างเย็นชาเมื่อเห็นท่าทางกังวลของเกาช่วง เขาก็เข้าใจในทันทีว่า คนจากสำนักงานใหญ่ของหอเซียวเหยาส่งคนมาตรวจสอบเรื่องตรามังกรเงินเซียวเหยาแล้วตอนนี้ถึงตาของเขาแล้วที่จะเป็นผู้กำหนดเรื่องราวที่น่าสนุกนี้

            การถูกตะโกนใส่ว่า‘ไปให้พ้น’เกือบทำให้ผู้อาวุโสรองคลั่งแล้ว

            ผู้อาวุโสรองเต็มใจที่จะเป็นสุนัขรับใช้ของชงจ้านหยวนจุดประสงค์คือเพื่อให้ตัวเองอยู่เหนือผู้อื่น

            “เจ้ากล้าบอกให้ข้าไปให้พ้น...” ผู้อาวุโสรองตะโกนด้วยความโกรธ

            “ไสหัวไป!”

            เกาช่วงโบกมือหนึ่งครั้งจากนั้นพลังที่น่าสะพรึงกลัวก็พุ่งออกมา พัดตรงไปที่ผู้อาวุโสรอง

            หลัวเลี่ยรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยกับการเคลื่อนไหวดังกล่าว

            เกาช่วงอยู่ในวัยยี่สิบปีเท่านั้นและเขาเพิ่งจะซัดพลังใส่ผู้อาวุโสรองที่มีพลังอยู่ในช่วงปลายของระดับหยินหยาง การที่จะกระทำเช่นนี้ได้อย่างน้อยเกาช่วงต้องมีพลังอยู่ในระดับแก่นสวรรค์

            เรื่องที่เขารู้เกี่ยวกับหอเซียวเหยาคือมีสาขากระจายอยู่ในแคว้นเล็กๆ แปดร้อยแห่ง สำหรับแคว้นเป่ยสุ่ยซึ่งถือว่าเป็นแคว้นที่อ่อนแอมากดังนั้นคนที่ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้รับผิดชอบที่นี่ต้องเป็นคนที่ทรงพลังจริงๆและยังเป็นคนหนุ่มที่น่าจะมีพลังแข็งแกร่งจนน่ากลัว

            นี่เป็นครั้งแรกที่หลัวเลี่ยมีความคิดที่จะออกจากแคว้นเป่ยสุ่ย

            เขาต้องการที่จะโบยบินออกไปท่องโลกกว้าง

            “พี่เกา ท่านมาแล้วหรือ” ชงจ้านหยวนกล่าวด้วยรอยยิ้ม

            หลานฉายหลิงเองก็ยังคงยิ้มอย่างประจบประแจง

            เกาช่วงไม่ได้พูดกับชงจ้านหยวนเขาทำเพียงส่งสายตาให้เท่านั้น

            ชงจ้านหยวนผู้เฉลียวฉลาดก็หุบปากทันทีส่วนหลานฉายหลิงก็ถอยหลังไปสองก้าว

            “เจ้าคือหลัวเลี่ย?”

            เมื่อเกาช่วงมาหยุดตรงหน้าหลัวเลี่ยท่าทางกระตือรือร้นที่หลัวเลี่ยแสดงออกในตอนแรกก็หายไปแทนที่ด้วยสีหน้านิ่งสงบและเย่อหยิ่ง

            หลัวเลี่ยรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเขารู้ดีถึงความกังวลที่ซ่อนอยู่ในแววตาของเกาช่วง

            “ใช่แล้ว ข้าคือหลัวเลี่ย เจ้าเป็นใคร ต้องการอะไรจากข้า”หลัวเลี่ยพูดอย่างใจเย็น

            “ข้าชื่อเกาช่วง เป็นผู้ดูแลหอเซียวเหยา ข้ามาหาเจ้าเพราะมีเรื่องจะพูดคุยด้วยสักเล็กน้อยเจ้าตามข้ามาหน่อย” เกาช่วงหันหลังกลับ และจากไปหลังจากพูดจบ

            ท่าทางของเขาทำให้หลัวเลี่ยโกรธทันที

            ให้ตายเถอะต่อให้เขารู้หรือไม่รู้มาก่อนว่าเกาช่วงทำอะไรไว้บ้างแต่หลังจากที่สำนักงานใหญ่ของหอเซียวเหยาสั่งให้จัดการเรื่องนี้แล้ว เกาช่วงยังปฏิบัติกับเขาอย่างหยาบคายแบบนี้นี่ไม่ใช่ว่าเกาช่วงจะหาเรื่องให้ตัวเองเกินไปหรือ

            ยังคิดจะให้ข้าพูดคุยกับเจ้าให้ข้าให้เกียรติเจ้า ให้เจ้าสามารถผ่านเรื่องนี้ไปได้ง่ายๆ อย่างนั้นหรือ?

            เจ้าฝันไปเถอะเกาช่วง

            หลัวเลี่ยไม่แม้แต่จะเคลื่อนตัวตามไป

            ในทางตรงกันข้ามชงจ้านหยวนถึงกับผงะ เมื่อเขาได้ยินว่าเกาช่วงกำลังจะพาหลัวเลี่ยไป เขารู้ว่าต้องมีเรื่องสำคัญเกิดขึ้นเขามองไปที่เกาช่วงอีกครั้ง และพบว่าอีกฝ่ายกำลังขยิบตาให้เขาเป็นสัญญาณว่าให้กลับไปเตรียมตัวโดยเร็ว

            หลังจากที่เกาช่วงเดินไปได้สองก้าวแล้วไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าตามมาเขาจึงหันหลังกลับไปมองหลัวเลี่ย พบว่าอีกฝ่ายยังคงยืนนิ่งเกาช่วงเลิกคิ้วและพูดอย่างเย็นชา “เจ้าไม่ได้ยินที่ข้าบอกให้เจ้าตามมาหรือ”

            ท่าทางเช่นนี้ทำให้หลัวเลี่ยโกรธมาก

            “เจ้าบอกให้ข้าไปแล้วข้าต้องไปหรือ เจ้าเป็นใครถึงกล้ามาสั่งข้า”หลัวเลี่ยสบถ

            ชงจ้านหยวนตกตะลึงกับสิ่งนี้กล้าต่อกรกับเกาช่วงหรือ? รนหาที่ตายชัดๆเกาช่วงเป็นคนที่ถูกส่งมาจากสำนักงานใหญ่ของหอเซียวเหยา และเขายังเป็นคนที่หอเซียวเหยาให้การอบรมสั่งสอนมาตั้งแต่เด็ก

            เกาช่วงกำลังจะยกมือตบหลัวเลี่ย

            เขาคือใคร?

            เขาเป็นหนึ่งในร้อยคนที่มีศักยภาพมากที่สุดของหอเซียวเหยาในช่วงสิบปีที่ผ่านมาและความสำเร็จในอนาคตของเขาอาจไปถึงพลังระดับทลายยุทธ์

            ในสายตาของเขาสำหรับแคว้นที่อ่อนแอเช่นแคว้นเป่ยสุ่ยนี้ เขาไม่สนใจแม้แต่กับจักรพรรดินี ดังนั้นการถูกคนอื่นหยามเกียรติเช่นนี้จะไม่ให้เขาโกรธได้อย่างไร

            ทว่ามือที่เพิ่งยกขึ้นหยุดชะงักอย่างกะทันหัน

            เกาช่วงคล้ายได้ยินคำพูดของผู้อาวุโสเจ็ดหลิวจื่ออั๋งดังขึ้นในหูอีกครั้ง

            เมื่อไม่นานมานี้หลิวจื่ออั๋งได้มาถึงเมืองหลวงของแคว้นเป่ยสุ่ยผู้อาวุโสคนนี้มีความสัมพันธ์ที่ดีกับอาจารย์ของเกาช่วงในครั้งแรกที่ผู้อาวุโสเห็นเขา ผู้อาวุโสไม่ได้แสดงสีหน้าใดๆแต่กลับตบหน้าเขานับสิบครั้ง

            ในตอนสุดท้ายก็พูดกับเขาหนึ่งประโยคนั่นก็คือ “เรื่องโง่ๆ ที่เจ้าทำลงไปถูกลือไปทั่วภพจิตมังกรแล้ว พวกศัตรูของหอเซียวเหยาต้องใช้โอกาสนี้ก่อเรื่องแน่หากเจ้าจัดการเรื่องนี้ไม่ได้ เจ้ากับอาจารย์ของเจ้าต้องรับผิดชอบเรื่องนี้”

            ผู้สนับสนุนเกาช่วงคืออาจารย์ของเขา

            หากแม้แต่อาจารย์ก็ต้องรับผิดชอบเรื่องนี้ร่วมกันเช่นนั้นเรื่องนี้คงร้ายแรงมาก

            แล้วเขาจะกล้าละเลยได้อย่างไร

            พูดให้ชัดเจนยิ่งขึ้นนั่นคือเขาต้องพาตัวหลัวเลี่ยกลับไปอย่างปลอดภัยและต้องไม่ให้คนอื่นพูดถึงความจริงของเรื่องนี้อีกในตอนแรกเขากังวลว่าหลัวเลี่ยจะกลายเป็นน้ำแข็งไปแล้ว ดังนั้นเขาจึงรีบมาแต่เมื่อเขาเห็นว่าหลัวเลี่ยยังคงสบายดี เขาก็โล่งใจ เมื่อเขาคิดถึงเรื่องนี้ หากเขามาหาหลัวเลี่ยด้วยท่าทีที่อ่อนน้อมถ่อมตนมันคงน่าอายเกินไป เขาเป็นถึงศิษย์ระดับสูงของหอเซียวเหยาเขาจะนอบน้อมให้คนที่มาจากเล็กๆ อย่างแคว้นเป่ยสุ่ยนี่ได้อย่างไรคงจะเป็นการดีกว่าถ้าเขาแสดงตัวตนข่มหลัวเลี่ย และนำตัวหลัวเลี่ยกลับไป

            นั่นเป็นเหตุผลที่เขายังดูหยิ่งผยองและไม่นอบน้อมต่อหลัวเลี่ย

            อย่างที่ทุกคนทราบหลัวเลี่ยได้ไปบอกเรื่องที่เกิดขึ้นให้หอเซียวเหยาทราบเอง แล้วเขาจะกลัวว่าจะเกิดเรื่องใหญ่ได้อย่างไรที่สำคัญกว่านั้น เขารู้ว่าเกาช่วงคนนี้คือคนที่ช่วยชงจ้านหยวนทำร้ายเขาเขาเกลียดเกาช่วงผู้นี้ยิ่งกว่าอะไร แล้วจะให้เขาทำตามคำสั่งของเกาช่วงหรือนี่จะเป็นเรื่องตลกเกินไปหน่อยแล้ว

            “เจ้ายังอยากจะทำร้ายข้าอีกหรือ” หลัวเลี่ยเยาะเย้ย “เจ้าคือเกาช่วงใช่ไหมเจ้าคิดว่าข้าไม่รู้หรือว่าเจ้าและชงจ้านหยวนเป็นเพื่อนกัน? เจ้าคิดว่าข้าไม่รู้หรือว่าเจ้าช่วยเขาทำร้ายข้าเจ้าคิดว่าข้าไม่รู้หรือ ว่าเจ้าเป็นคนสั่งให้ปกปิดเรื่องที่ตรามังกรเงินเซียวเหยาถูกทำลายโดยผู้อาวุโสรองที่โง่เขลาแต่เจ้ายังกล้าออกคำสั่งกับข้า ช่างน่าขันเสียจริง เจ้าคิดว่าข้าเดาไม่ออกหรือว่าเรื่องของตรามังกรเงินเซียวเหยาถูกทำลายมีคนจากสาขาใหญ่ของหอเซียวเหยามาคุยกับเจ้าแล้วเช่นนี้เจ้ายังกล้าชี้นิ้วสั่งข้า” เขาก้าวไปข้างหน้าสองก้าวมองเกาช่วงอย่างใกล้ชิด และพูดว่า “ข้าจะแนะนำเจ้าสักหนึ่งประโยคแล้วกันหากอยากให้ข้าไปพบคนจากสาขาหลักของหอเซียวเหยา ก็จงคุกเข่าขอร้องจนกว่าข้าจะพอใจซะ”

            เส้นเลือดบนหน้าผากของเกาช่วงเต้นแรงและเขาก็พูดอย่างเฉียบขาดว่า “เจ้ากล้าดีอย่างไรมาสั่งให้ข้าคุกเข่า”

            มุมปากของหลัวเลี่ยยกขึ้นเล็กน้อย“ถ้าเจ้าไม่คุกเข่า เช่นนั้นข้าก็จะไม่ไปกับเจ้า”

            เขาหันหลังกลับและเดินเข้าไปในคุกกลืนอสูร

            ปัง!

            เมื่อพลังของเขาถึงขั้นผู้ฝึกตนระดับที่หกแล้วเขาก็มีพลังเหนือธรรมชาติที่สามารถยกแม้กระทั่งภูเขาได้ ดังนั้นเขาจึงผลักประตูอันหนาหนักของคุกกลืนอสูรนี้ให้เปิดออกและปิดด้วยตนเอง

            เกาช่วงงุนงง

            เขาไม่เคยคาดคิดว่าในแคว้นเล็กๆ ที่เขาดูถูกดูแคลนอย่างแคว้นเป่ยสุ่ยจะมีคนกล้าปฏิบัติต่อเขาเช่นนี้ตลอดเวลาที่ผ่านมาไม่มีใครกล้าขัดขืนคำสั่งเขาแม้แต่คำเดียว

            “พี่เกา เกิดเรื่องอะไรขึ้น เกิดอะไรขึ้น” ชงจ้านหยวนรีบวิ่งเข้ามา

            เกาช่วงพูดด้วยใบหน้าที่เขียวคล้ำ“มีคนนำเรื่องตรามังกรเงินเซียวเหยาไปบอกที่หอเซียวเหยาในภพจิตมังกร และตัวตนของบุคคลที่แจ้งเรื่องนี้ดูเหมือนจะไม่ธรรมดาคนในสาขาหลักของหอเซียวเหยาโกรธมาก และศัตรูจำนวนมากของหอเซียวเหยาก็ต้องการฉวยโอกาสนี้สร้างปัญหาผู้อาวุโสที่มาจากสาขาหลักต้องการให้ข้าพาหลัวเลี่ยกลับไปอย่างปลอดภัย”

            ใบหน้าของชงจ้านหยวนและหลานฉายหลิงถอดสี

            “พวกเจ้ารีบกลับไปเถอะ ข้าจะจัดการเรื่องนี้เอง” เกาช่วงกล่าว

            ชงจ้านหยวนและหลานฉายหลิงไม่กล้ารั้งรออยู่ต่อ

            ก่อนที่พวกเขาจะจากไปประตูของคุกกลืนอสูรก็เปิดออกอีกครั้ง หลัวเลี่ยโผล่หัวออกมาและพูดว่า “จริงสิไม่ใช่แค่เจ้านะเกาช่วง ข้าอยากให้พวกเจ้าทั้งหมดทั้งชงจ้านหยวนและหลานฉายหลิงมาคุกเข่าด้วยกันซะ แล้วเมื่อไรที่ข้าพอใจ ข้าจะออกไปพบผู้อาวุโสสาขาหลักของพวกเจ้าเอง”

            ปึง!

            ประตูปิดลงแล้ว

            และใบหน้าของชงจ้านหยวนกับหลานฉายหลิงก็เปลี่ยนเป็นสีเขียว

    คล้ายกับเรื่องกำเนิดใหม่ : จักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์ 【จบ】 ที่คุณอ่าน