ทุกผู้คนหันไปตามเสียง มองเห็นบุรุษชุดดำคลุมศีรษะสวมหมวกฟางสีดำนั่งอยู่กับปรมาจารย์หลิวกู่ ผู้ที่ถึงกับทำให้ปรมจารย์หลิวกู่ผู้เย่อหยิ่งต้องนอบน้อมนำพาเข้ามาในห้องโถงประมูลด้วยตัวเองเช่นนี้ย่อมมิใช่ธรรมดา เห็นเช่นนั้นหลายคนก็คิดว่าคงกำลังมีเรื่องสนุกเกิดขึ้นให้ชมแล้ว
ชายกลางคนรูปร่างท้วมสมบูรณ์ใส่ชุดสีทอง ขมวดคิ้วนิดหนึ่งทำท่าจะยกมือขึ้นเพื่อเสนอราคาสู้อีกครั้ง แต่ยังไม่ทันได้ยกมือขึ้น หญิงสาวเรือนร่างงดงามชุดขาวปิดบังโฉมหน้าที่นั่งด้านข้างได้ยื่นมืออันขาวผ่องยื้อฉุดชายเสื้อไว้ก่อน พร้อมกล่าวด้วยเสียงอันไพเราะดุจดังสำเนียงดนตรีจากสรวงสวรรค์
"ท่านพ่อ...พอเถอะ ท่านจ่ายค่าโอสถก่อนหน้านี้ไปสองแสนเหรียญทองแล้ว ....เคล็ดวิชานี้มิทราบว่าจะสามารถคลายผนึกเพื่อฝึกปรือได้หรือไม่ และคุณค่าของเคล็ดนี้จะมีค่าสมราคาหรือไม่ก็มิอาจทราบได้เพราะไม่เคยได้ยินชื่อเคล็ดวิชานี้มาก่อน ดูท่าคนผู้นั้นคงต้องการและไม่ยอมแพ้ด้วยราคาเพียงแค่นี้แน่"
ชายกลางคนรูปร่างท้วมสมบูรณ์ใส่ชุดสีทอง ขมวดคิ้วครุ่นคิด ลังเลชั่วครู่ ก่อนจะถอนหายใจด้วยความเสียดาย กล่าวกับสตรีข้างกาย
"เห้อ..บิดาแค่อยากจะคว้ามาเพื่อเจ้า แม้พ่อจะไม่สามารถคลายผนึกได้ แต่อีกไม่นานเจ้าก็จะสามารถคลายได้เองแล้ว พ่อมองดูลักษณะประกายที่เปล่งออกมาจากม้วนคัมภีร์ สังหรณ์ว่าจะเป็นเคล็ดวิชาอันล้ำค่าแม้จะเป็นเพียงทักษะยุทธระดับดีเด่น ...หากเจ้าคิดเห็นเช่นนั้นก็ตามใจเจ้าก็แล้วกัน"
หญิงสาวกล่าวขึ้นด้วยเสียงไพเราะนุ่มนวล จนผู้คนที่ได้ยินต่างเคลิบเคลิ้มในน้ำเสียง บางผู้คนถึงกับปากอ้าน้ำลายไหล หากแมลงวันบินเข้าไปก็คงมิอาจรู้สึกตัวได้เป็นแน่
"เคล็ดวิชาที่ท่านอาจารย์มอบให้ก็เป็นทักษะยุทธระดับดีเด่นเช่นกัน ทั้งมีความกล้าแข็งมิอาจประมาณและข้าก็ยังฝึกไม่สำเร็จ และสิ่งนี้ก็มิทราบว่าจะสามารถฝึกปรือได้ทุกคนรึไม่ หากมีข้อจำกัดที่มิอาจฝึกปรือได้ ก็จะเป็นการเสียดายเงินทองที่ทุ่มเทไปยิ่ง มิสู้ให้ผู้มีวาสนาได้ฝึกปรือจะดีกว่า หากตัวข้ามีวาสนาในของสิ่งนี้ ย่อมมีสักวันที่ข้าได้ครอบครองมัน !!"
ชายกลางคนรูปร่างท้วมสมบูรณ์ใส่ชุดสีทอง เมื่อได้ฟังเหตุผลที่หญิงสาวกล่าว ก็คลายสีหน้าเสียดายลง แย้มยิ้มอย่างโอบอ้อมอารี สายตาอันอบอุ่นมองไปยังสตรีข้องกายพร้อมยกมือลูบเรือนผมอันเงางามบนศีรษะหญิงสาวอย่างเอ็นดู กล่าวอย่างนุ่มนวล
"เอาเถอะ..บิดาตามใจเจ้า"
กังหลงได้ยินชัดเจนถึงการสนทนาของทั้งสองฝ่ายแม้จะเบาและอยู่ห่างไกลกัน คำนึงขึ้น
"ที่แท้บุคคลทั้งสองเป็นบิดากับบุตรตรี แถมยังเป็นผู้ฝึกยุทธด้วยกันทั้งคู่ และจากคำกล่าวของผู้เป็นบิดาคล้ายว่า หญิงสาวนางนี้จะมีระดับปราณยุทธที่ใกล้เคียงกับปราณขุนพลระดับเก้าแล้ว ..."
" บุคคลเยาว์วัยที่มีระดับปราณสูงระดับนี้ควรจะต้องเป็นผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือในอาณาจักรเนตรอสูรเป็นแน่ แต่ดูเหมือนผู้คนในที่นี้คล้ายไม่รู้จักบุคคลทั้งสอง ....พิภพอันกว้างใหญ่นี้นับว่าเป็นดินแดนเสือซ่อนมังกรหมอบโดยแท้ หากตัวข้ายังไม่แข็งแกร่งพอ เห็นทีต่อไปคงต้องระมัดระวังให้มากกว่าเดิมแล้ว"
เฟิ่งหลานแม้เป็นสตรี เมื่อได้ยินเสียงอันไพเราะเช่นนี้ก็ต้องตกตะลึงไปเช่นกันจนถึงกับคิดว่าตนเองนั้นด้อยกว่าอีกฝ่ายไปถนัด...หยุดชะงักฟังการโต้ตอบของบิดากับบุตรเสร็จสิ้น เมื่อตั้งสติได้ก็รีบกลับมาทำหน้าที่พิธีกรต่อทันที
" หนึ่งแสนหนึ่งหมื่น...ครั้งที่หนึ่ง ....หนึ่งแสนหนึ่งหมื่น...ครั้งที่สอง....หนึ่งแสนหนึ่งหมื่น...ครั้งที่สาม"
สิ้นเสี่ยงครั้งที่สามเห็นไม่มีใครยกมือเสนอสู้ราคา เฟิ่งหลานยกมือเรียวงามขาวผ่องถือค้อนไม้อันเล็ก เคาะเบา ๆ สามครั้ง ท่ามกลางผู้คนมากมายในห้องโถงประมูล กล่าวขึ้น
"ปัง...ปัง...ปัง"
"เคล็ดวิชาสัตตะมรณา ระดับดีเด่น ผู้ชนะการประมูลได้แก่แขกผู้มีเกียรติจากที่นั่งกิตติมศักดิ์ !!"..
ต่อไปเป็นการประมูลของชิ้นสุดท้าย เป็นอาวุธระดับขุนพล ขั้นต่ำ.........
"..........."
กังหลงนั่งชั่วครู่ก็มีพนักงานสำนักประมูลพร้อมนักสู้ระดับปราณขุนพลระดับเจ็ด ลักษณะคล้ายคุ้มกันสิ่งของและรายได้ของลูกค้า เดินมายังเบื้องหน้ากังหลง โค้งคำนับอย่างนอบน้อม และนำบัตรสีเงินพร้อมม้วนคัมภีร์สีแดงที่ประมูลได้ส่งมองให้
"นี้เป็นสิ่งของที่ท่านประมูลได้ ส่วนเงินค่าประมูลหลังจากหักค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายของที่ประมูลได้ล้วนอยู่ในบัตรทั้งสิ้น เชิญท่านผู้สูงส่งตรวจสอบความถูกต้อง"
ปรมาจารย์หลิวกูกล่าวกับพนักงานและนักสู้ตรงหน้า พร้อมยื่นบัตรสีเขียวมรกตขนาดเล็กใบหนึ่งให้กังหลง
"พวกเจ้าทั้งสองกลับไปทำหน้าต่อไป ที่เหลือปล่อยให้ข้าจัดการเอง"
"ขอรับท่านปรมาจารย์ "
ทั้งสองรับคำและรีบจากไปทันที
"ท่านผู้สูงส่งบัตรนี้ คือบัตรอาคันตุกะชั้นสูงของสำนักประมูลเชียงหยาง ไม่ว่าท่านผู้สูงส่งถือบัตรนี้ไปที่สำนักประมูลแห่งใดของสำนักประมูลเชียงหยาง ล้วนจะได้รับการต้อนรับระดับอาคันตุกะกิตติมศักดิ์ ขณะเดียวกันอัตราค่าธรรมเนียมที่จะต้องถูกหักจากการนำสินค้ามาประมูล ก็จะลดลงจากร้อยละร้อยละห้าเหลือร้อยละสาม"
หลังจากฟังวาจาของปรมาจารย์หลิวกู่ที่นอบน้อมเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือกับก่อนหน้านี้ กังหลงรู้สึกพอใจยิ่ง อีกฝ่ายคงให้ความสำคัญต่อตนที่สามารถปรุงโอสถระดับห้าได้ คงหวังประโยชน์ในภายภาคหน้า
และตัวเขาเองก็มีความจำเป็นต้องพึ่งพิงสำนักประมูลนี้เช่นกัน หันมองบัตรในมือฝ่ายตรงข้ามกล่าวขอบคุณด้วยเสียงที่นุ่มนวลขึ้นกว่าเดิมเพื่อเป็นการแสดงว่ายินดีรับไมตรีจากฝ่ายตรงข้าม พร้อมหยิบบัตรสีเขียวมรกตเก็บไว้อกเสื้ออย่างไม่เกรงใจ
หันไปมองเวทีประมูลตอนนี้มิมีสิ่งใดให้สนใจ อาวุธระดับปราณขุนพลระดับต่ำมิสามารถช่วยอะไรตนได้มากจึงมิสนใจ ตนได้ของที่ต้องการแล้วคือเงินเพียงพอที่จะใช้จ่าย แถมยังได้ทักษะยุทธที่จะสามารถฝึกได้เพิ่มมา แม้ไม่ทราบว่าจะดีคุ้มค่าหรือไม่แต่จากชื่อน่ามีไม้ตายไม่น้อยกว่าเจ็ดท่วงท่า
ตอนนี้ตนยังไม่มีทักษะยุทธประจำตัวใด ๆ เลย อย่างน้อยก็เป็นทักษะระดับดีเด่นที่มีความรุนแรงกว่าทักษะยุทธธรรมดาถึงสองเท่า ..ตอนนี้ตั้งใจจะรีบกลับไปยังที่พักเพื่อหลอมโอสถและเตรียมตัวสำหรับการทดสอบของสมาคมโอสถในวันพรุ่งนี้
"ขอบคุณท่านเช่นกัน ข้ามีธุระต้องทำต่อจากนี้ ต้องขอตัวก่อน ไว้คราวหน้าค่อยมาติดต่อการค้ากันใหม่"
กล่าวจบก็ลุกขึ้นเดินออกไปทันที ปรมาจารย์หลิวกู่เห็นเช่นนั้นรีบกล่าวพร้อมเดินนำออกไปไปยังประตูอีกบานที่สามารถไปทะลุยังห้องด้านหน้าสำนักประมูลตอนแรกทันที
"ท่านผู้สูงส่ง เดี๋ยวข้าจะเดินไปส่งท่านเองโปรดตามข้ามา"
เมื่อออกมาถึงห้องโถงด้านหน้ากังหลงรีบเดินออกจากสำนักประมูลทันที
"ส่งแค่นี้แหละ..มิต้องรบกวนท่านส่งแล้ว "
หลังจากออกจากสำนักประมูลกังหลงเดินมุ่งตรงยังฝูงชนด้านหน้าปะปนกลมกลืนหายไปกับฝูงชน เจอทางแยกลับตาผู้คน โคจรปราณเรียกปีกฟ้าวายุคำรณพุ่งบินขึ้นฟ้าหายลับไปอย่างรวดเร็ว บินอ้อมไปทางเชิงเขาด้านหลังโคจรส่งพลังไปยังปีกห่อหุ้มรอบกาย