“พักผ่อนไม่เพียงพอ มือสั่น ก็เลยยกเลิกไปน่ะ ให้รองผู้อำนวยการหลิวเป็คนทำแทน เสี่ยวิ่เป็อะไรเหรอ” หญิงสาวมุ่งความสนใจไปที่ตัวลู่ิ่
“แม่” ลู่ิ่ฉีกยิ้มบางเบาให้ ยังปรับตัวจากความรู้สึกตื่นใเกินเหตุไม่ได้เต็มที่
ผู้หญิงที่ยังดูสาวเกินกว่าจะถูกลู่ิ่เรียกว่าแม่ เห็นปฏิกิริยาของลู่ิ่ก็ถามลู่ซือหย่วนอย่างเรียบนิ่ง “เสี่ยวิ่เป็อะไรไป ทำไมถึงอุ้มกลับมาอย่างนั้น”
“ไม่มีอะไรค่ะแม่ แค่เป็ตะคริว” ลู่ิ่รีบอธิบาย
“ตะคริวเหรอ” หญิงสาวถลึงตานิดๆ ไม่ทันสังเกตเห็นท่าทีที่ผิดปกติของลู่ิ่ “ลูกเป็หมอ ไม่รู้เหรอว่าร่างกายตัวเองขาดอะไร พรุ่งนี้ไปตรวจสุขภาพด้วย ตรวจทั้งตัวเลย แม่จะส่งคนไปคุม”
ลู่ซือหย่วนวางลู่ิ่บนโซฟา หันกลับไปเอ่ยกับผู้หญิงที่อายุโตกว่าเขาไม่เท่าไรว่า “แม่ครับ ่นี้แม่ได้ตรวจร่างกายหรือเปล่า อาการมือสั่นไม่กำเริบมานานแล้วไม่ใช่เหรอ”
“ตรวจสิ”
“โกหก แม่คะ ปริมาณงานของแม่เยอะกว่าหนูสิบเท่า พอแม่ยุ่งทีไรก็ไม่ดูแลตัวเองเลย ยังจำได้ด้วยเหรอคะว่าต้องตรวจร่างกาย” ลู่ิ่ค่อยๆ กลับมายิ้มได้เหมือนเดิม
สีอัน หรือผู้หญิงที่สองพี่น้องเรียกว่าแม่อมยิ้ม มีรอยย่นตรงหางตาเล็กน้อย ดูแล้วอายุยังไม่เกินสี่สิบปี “ตรวจสิ ผลเพิ่งมาส่งวันนี้เลย ลูกดูสิ”
ว่าพลางลุกเดินไปหยิบผลตรวจจากกระเป๋าทำงานที่ยังไม่ทันหิ้วเข้าห้องหนังสือออกมาชู
ลู่ิ่กะพริบตาปริบๆ ไม่กล้าพูดอะไร ผิดคาดแล้วสิ…
“จริงสิ ซือหย่วน แม่ถามหัวหน้าหลินมาแล้ว เขาบอกว่าแผลที่หน้าผากของเธอติดเชื้อ แม่เคยบอกให้ระวังแล้วใช่ไหม” ดุคนเล็กเสร็จ สีอันก็เบนเป้าหมายเป็คนโตแทน
“สองวันก่อนงานยุ่งน่ะ” ลู่ซือหย่วนยอมรับโดยดีว่าเพราะความประมาทของตนส่งผลให้อาการของแผลแย่ลง
“งานยุ่งคือข้ออ้างเหรอ เพื่องานก็ไม่นึกถึงสุขภาพตัวเองแล้วใช่ไหม” สีอันมองลู่ซือหย่วนด้วยรอยยิ้มที่เหมือนไม่ยิ้ม
ลู่ซือหย่วนพยักหน้ารับ “ผมรู้แล้ว คราวหลังจะระวังตัว”
“งานไม่มีวันทำหมดหรอก สุขภาพต่างหากคือต้นทุนชีวิต เธอจะยอมขาดทุนเพื่อผลกำไรไม่ได้ เธอก็รู้ดีว่าถ้าขาดทุนนี้ไปก็เอากลับคืนมาไม่ได้อีกแล้ว” สีอันบ่นต่อ
“ครับ ผมรู้แล้วครับแม่” ลู่ซือหย่วนจุดยิ้มบางๆ รับคำ
“รู้กับจำและลงมือปฏิบัติความหมายต่างกันนะ” สีอันยิ้ม รอยยิ้มใจดีอบอุ่นขัดกับวัยของเธอ
ลู่ซือหย่วนยิ้มอย่างระอาใจ “แม่ก็รู้ว่าหลายครั้งระบบงานของผมก็ไม่ใช่เื่ที่ผมจะควบคุมได้”
“แม่ถึงคัดค้านเื่ที่เธอจะเข้าสู่เส้นทางการเมืองมาตลอดไง” สีอันแบมือ ถึงคราวที่เธอทำหน้าเอือมระอาบ้าง
“ผมจะระวังตัวให้ดี” ไม่ต่อประโยคสีอัน แต่เปลี่ยนไปรับปากประเด็นก่อนหน้าแทน
ความระอาใจฉายผ่านแววตาของสีอัน แต่ท้ายที่สุดก็ไม่ได้พูดถึงประเด็นนี้อีก “เอาละ รีบไปพักผ่อนเถอะ หลังน้ำลดงานคงยุ่งน่าดู แม่รู้ว่าพูดอะไรไปก็แก้ระบบงานของเธอไม่ได้ ขออย่างเดียว จำไว้ให้ดีว่าสุขภาพต้องมาก่อน”
“ครับ ผมรู้แล้ว” ลู่ซือหย่วนลุกขึ้นยืน มองลู่ิ่ด้วยหางตา และหันกลับไปเอ่ยราตรีสวัสดิ์กับสีอัน “แม่ก็รีบพักผ่อนนะ”
“อืม ไปเถอะ”
ยืนมองจนลู่ซือหย่วนขึ้นไปชั้นบน สีอันก็หันกลับมามองลู่ิ่ “เสี่ยวิ่ มีอะไรจะคุยกับแม่ไหม”
แววตาของลู่ิ่วูบไหว สบสายตาอบอุ่นของสีอัน สุดท้ายก็โผเข้าอ้อมอกของอีกฝ่ายอย่างพังทลาย ความรู้สึกที่หลุดการควบคุมถูกระบายอยู่ในอ้อมแขนของผู้เป็มารดาอย่างอัดอั้น “แม่คะ…”
“บอกแล้วไงว่ามีแม่อยู่ เ้าเด็กโง่ ทำไมถึงไม่ฟังกัน…”
หญิงสาวลูบผมลูกสาวในอ้อมแขนอย่างรักใคร่ พูดตำหนิเสียงเบาอย่างปวดใจ
“แม่…แม่คะ…หนูไม่ได้ตั้งใจนะ หนูไม่ได้ตั้งใจ…”
ลู่ซือหย่วนยืนนิ่งอยู่ตรงหัวมุมเลี้ยวทางบันได มองร่างอันสั่นเทาของลู่ิ่ในอ้อมแขนของสีอัน ยืนตรงใบหน้าเรียบนิ่งราวกับรูปปั้นแกะสลัก…