ท่ามกลางไอน้ำร้อนระอุ ฉินอวี่ยืนหยัดอย่างมั่นคงด้วยสายตาแน่วแน่ภายในบ่อน้ำพุร้อน
อย่าได้เข้าใจผิดว่าฉินอวี่กำลังผ่อนคลายแช่น้ำพุร้อน แท้จริงแล้วเขากำลังฝึกฝนการะเิพลังต้านแรงดันน้ำอยู่ต่างหาก การฝึกเช่นนี้ช่วยเสริมสร้างพละกำลังในการโจมตีได้อย่างดีเยี่ยม แทนที่จะไปฝึกในทะเลสาบที่หนาวเหน็บ สู้ฝึกในน้ำพุร้อนแห่งนี้ดีกว่า นอกจากจะมีแรงต้านของน้ำเช่นเดียวกันแล้ว ยังช่วยบำรุงฟื้นฟูร่างกายไปในตัว นับเป็การยิงธนูดอกเดียวได้นกถึงสองตัว
ปล่อยหมัด! รั้งหมัดกลับ!
เตะขา! รั้งขากลับ!
ฉินอวี่รัวหมัดและเท้าใต้น้ำด้วยความเร็วสูง ทุกท่วงท่าล้วนะเิพลังออกมาจนถึงขีดสุด เพื่อรีดเร้นความเร็วให้ถึงจุดสูงสุดเท่าที่จะทำได้ ร่างกายของเขาตั้งมั่นในท่าม้าอย่างมั่นคง ไม่ไหวติงไปตามกระแสน้ำแม้แต่น้อย นี่คือผลลัพธ์ของพลังวัตรที่สั่งสมจากการฝึกฝนท่าม้ามาอย่างยาวนาน
กระแสน้ำไหลวนย่อมมีวิถีทางเฉพาะตัว ทุกครั้งที่ฉินอวี่เร่งความเร็วหมัดและเท้า วิถีการเคลื่อนไหวของเขาก็เริ่มปรับเปลี่ยนไปตามธรรมชาติ การออกหมัดที่แท้จริงควรเป็เช่นไร?
เส้นตรงหรือ?
หรือเส้นโค้ง?
ไม่ใช่ทั้งหมด! สรรพสิ่งไม่อาจยึดติดตายตัว เส้นตรงและเส้นโค้งต้องผสานกลมกลืน เป้าหมายมีเพียงหนึ่งเดียวคือการออกหมัดให้เร็วยิ่งขึ้น ทรงพลังยิ่งขึ้น และต้านทานแรงเสียดทานให้น้อยที่สุด ทุกอย่างเพื่อแสวงหาพลังทำลายล้างที่รุนแรงและความเร็วที่เหนือชั้น ฉินอวี่โจมตีต่อเนื่องไม่หยุดยั้ง
ในเวลานี้ บนแขนและขาของเขายังมัดก้อนเหล็กเล็กๆ ถ่วงน้ำหนักเอาไว้ด้วย...
......
ณ ลานฝึกยุทธ์ ฉินอวี่สวมเพียงกางเกงตัวในยืนตั้งท่าม้าอย่างองอาจ ด้านข้างมีชายร่างใหญ่องครักษ์ผู้หนึ่งยืนถือไม้พลองอยู่ในมือ ขณะนี้ฉินอวี่กำลังทำการฝึกความทนทานต่อการโจมตี ร่างกายจำเป็ต้องผ่านการทุบตีอย่างต่อเนื่อง ผสานกับการดูดซับยาเหล้า จึงจะช่วยให้กล้ามเนื้อและิัแข็งแกร่งทนทานยิ่งขึ้น หากฝึกจนบรรลุถึงขีดสุด ร่างกายจะแกร่งกล้าถึงขั้นต้านทานคมดาบคมหอกได้
"ลุงหยาง ลงแรงให้หนักกว่านี้หน่อยสิ" ฉินอวี่กล่าวกับหยางซาน ชายร่างใหญ่ข้างกายด้วยน้ำเสียงไม่พอใจเล็กน้อย
หยางซานรีบเอ่ยเกลี้ยกล่อม "องค์ชายสาม พอเถอะขอรับ การฝึกทุบตีวันนี้จบแค่นี้เถิด" หยางซานมองรอยแดงช้ำเป็ปื้นๆ บนเรือนร่างของฉินอวี่ แล้วเบนสายตาไปมองสีหน้าไม่ยี่หระบนใบหน้าอ่อนเยาว์ ก็อดรู้สึกปวดใจไม่ได้ ปีที่ฉินอวี่อายุหกขวบ พวกหยางซานติดตามมายังอวิ๋นอู้ซานจวงพร้อมกัน ตลอดสามปีกว่ามานี้ พวกเขาเฝ้าดูเด็กคนนี้เติบโตมากับตา ใครเล่าจะทำใจลงไม้ลงมือกับเด็กคนนี้ได้ลงคอ?
ทว่าหยางซานจำต้องทำ เพราะนี่คือหนทางเดียวในการฝึกฝนความทนทานของวิชาภายนอก
"ข้าให้ตีก็ตีสิ ช่างเถอะ ข้าตีเองก็ได้" ฉินอวี่ส่ายหน้ายิ้ม กล่าวจบก็ทำท่าจะแย่งไม้พลองมาถือเอง
หยางซานเห็นดังนั้นจึงรีบะโถอยหลัง ไม่ยอมให้ฉินอวี่แย่งไม้พลองไปได้ รีบละล่ำละลักกล่าวว่า "ได้ๆ ข้าจะตีต่อแล้ว แรงขึ้นหน่อยใช่ไหม ทราบแล้วขอรับ" หยางซานไม่กล้าปล่อยให้ฉินอวี่ลงมือเอง เพราะทุกครั้งที่ฉินอวี่ลงโทษตนเอง เขาจะกระทำจนถึงขีดจำกัดเสมอ หยางซานยังจำภาพวันนั้นได้ติดตา วันที่ิัของฉินอวี่แตกยับเยินจนน่าเวทนา
"เพียะ!" "เพียะ!" "เพียะ!" "เพียะ!"...
ไม้พลองฟาดกระทบลงบนร่างของฉินอวี่ครั้งแล้วครั้งเล่า เด็กหนุ่มยังคงตั้งท่าม้านิ่ง เม้มปากแน่น อดทนรับความเ็ปโดยไม่ปริปากร้องแม้แต่คำเดียว รอยแดงปรากฏขึ้นเป็แนวบนผิวเนื้อ ทำให้หยางซานรู้สึกย่ำแย่ในใจ แม้ปัจจุบันเขาจะเป็ทหาร แต่ย้อนไปเมื่อตอนอายุเก้าขวบ เขายังวิ่งเล่นเลี้ยงวัวอยู่ที่บ้านทุ่ง ทว่าฉินอวี่ในฐานะองค์ชายสามแห่งจวนเจิ้นตงอ๋องผู้สูงศักดิ์ กลับไม่ยอมปล่อยเวลาให้สูญเปล่าแม้แต่น้อย มุ่งมั่นฝึกฝนไม่หยุดหย่อน เพียงเพื่อก้าวข้ามขีดจำกัดของความเป็มนุษย์
ดวงตาของฉินอวี่ทอประกายดุจดวงดาว เพียงแค่สายตาก็สามารถรับรู้ได้ถึงปณิธานอันแรงกล้า ความมุ่งมั่นของเขาช่างมั่นคงดุจขุนเขาไท่ซานที่มิอาจสั่นคลอน
......
"เสี่ยวอวี่ วันนี้ปริมาณการฝึกหนักหนาเกินไปแล้ว พรุ่งนี้ลดลงหน่อยเถิด"
ฉินอวี่นอนคว่ำอยู่บนเตียง โดยมีชายชราผมขาวโพลนกำลังนวดเฟ้นให้อย่างเบามือ พลางกล่าวตักเตือนด้วยความเป็ห่วง ชายชราผู้นี้คือเวิงเสวียน ยอดฝีมือด้านวิชาแพทย์ หนึ่งในสุดยอดหมอประจำจวนเจิ้นตงอ๋อง ในครานั้นฉินเต๋อส่งเวิงเสวียนมาประจำการที่อวิ๋นอู้ซานจวง สร้างความประหลาดใจแก่คนในจวนอ๋องยิ่งนัก ว่าเหตุใดท่านอ๋องจึงยอมส่งยอดฝีมือด้านการแพทย์มาประจำยังซานจวงเล็กๆ แห่งนี้
"ไม่เป็ไรหรอก ปู่เวิงนวดด้วยเคล็ดวิชาพิเศษแบบนี้สักรอบ บวกกับสรรพคุณยาเหล้า พรุ่งนี้เช้าข้าก็หายดีเป็ปลิดทิ้งแล้ว" ฉินอวี่แบะปากอย่างไม่ใส่ใจ
สองมือของเวิงเสวียนขยับไม่เร็วนัก ทว่าเปี่ยมด้วยจังหวะจะโคน บ้างตบเบาๆ บ้างนวดคลึง บ้างกดจุด บ้างลูบไล้ เทคนิคสารพัดล้วนถูกงัดออกมาใช้ และบนมือของเขายังชุ่มโชกไปด้วยยาเหล้า ด้วยเคล็ดวิชานวดเฉพาะตัว ฤทธิ์ยาจึงซึมซาบเข้าสู่ร่างกายของฉินอวี่อย่างรวดเร็ว
เมื่อเห็นท่าทางไม่ทุกข์ร้อนของฉินอวี่ เวิงเสวียนก็ได้แต่ส่ายหน้ายิ้ม พร้อมกันนั้นก็แอบถ่ายเทลมปราณแท้จริงในร่างผสานเข้ากับกระบวนท่านวดอย่างอดไม่ได้
"สบายจังเลย" ฉินอวี่ััได้ถึงความอบอุ่นที่แผ่ซ่านไปทั่วร่าง จนเผลอครางออกมาอย่างสุขสบาย
เวิงเสวียนอมยิ้ม หากไม่ใช่ด้วยความเต็มใจ ต่อให้คนผู้นั้นมีฐานะสูงส่งเพียงใด เขาก็ไม่มีทางทุ่มเทแรงกายแรงใจถึงเพียงนี้ แม้แต่ลมปราณในกายก็ยังยอมถ่ายเทให้โดยไม่ตระหนี่ สำหรับฉินอวี่แล้ว เวิงเสวียนรักและเอ็นดูดุจลูกหลาน เห็นเด็กตัวเล็กๆ ต้องฝึกฝนอย่างหนักหนาสาหัสทุกวัน เขาจะไม่ใจอ่อนสงสารได้อย่างไร?
"เอาล่ะ เสี่ยวอวี่ ต่อไปเวลาฝึกฝนอย่าได้เอาเป็เอาตายนัก จ้าวยุนซิงคนนั้นก็เหลือเกิน วิชาฝึกฝนขีดจำกัดอะไรกัน หากไม่ใช่เพราะน้ำพุร้อนของอวิ๋นอู้ซานจวงและข้าที่คอยช่วยทะลวงเส้นชีพจรให้ทุกวัน ผสานฤทธิ์ยาเหล้าเข้าร่างเ้า ลำพังเด็กอย่างเ้าจะรับไหวได้อย่างไร!" เวิงเสวียนถอนหายใจยาว น้ำเสียงเจือความไม่พอใจในตัวจ้าวยุนซิงอยู่หลายส่วน
ฉินอวี่ฉีกยิ้มหวานให้เวิงเสวียน กล่าวออดอ้อน "รู้แล้วน่า ปู่เวิงดีที่สุดเลย ปู่เวิงรีบกลับไปพักผ่อนเถอะ เจอกันพรุ่งนี้!" เวิงเสวียนยิ้มรับและพยักหน้า กำชับฉินอวี่อีกเล็กน้อย ก่อนที่ฉินอวี่จะขอตัวออกจากที่พักของชายชรา
ค่ำคืนนี้ ท้องฟ้าดารดาษไปด้วยหมู่ดาว ระยิบระยับจับตา
"ท่านอาจารย์จากไปแล้ว หากฝึกฝนตามตารางทุกวัน ร่างกายของข้าจะแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ปริมาณการฝึกจำต้องเพิ่มขึ้น และ... ควรหาวิธีการฝึกแบบอื่นมาเสริมด้วย" ฉินอวี่แหงนมองดวงดาวบนฟากฟ้า พลางครุ่นคิดในใจ
จากนั้นฉินอวี่ก็เดินตรงเข้าสู่หมู่ห้องลับใต้ดินเรือนเหนือ กลไกต่างๆ ในการเปิดประตูเขาสามารถจดจำได้จนขึ้นใจ
เมื่อก้าวเข้าสู่ห้องลับเก็บคัมภีร์ บนโต๊ะยาวมีคัมภีร์วางเรียงรายอยู่เป็ระเบียบ คัมภีร์เหล่านี้ฉินอวี่ไม่ได้เก็บซ่อน เพราะวิธีเปิดห้องลับแห่งนี้มีเพียงเขากับเหลียนเหยียนเท่านั้นที่ล่วงรู้ สายตาของฉินอวี่จับจ้องไปยังคัมภีร์วิชาภายนอกทั้งยี่สิบแปดเล่มในทันที
คัมภีร์วิชาภายนอกเหล่านี้บันทึกวิธีการฝึกฝนที่หลากหลาย ฉินอวี่้าค้นหาวิธีที่เหมาะสมกับตนเองที่สุดจากคลังความรู้นี้
ทันใดนั้น สายตาของฉินอวี่ก็ถูกดึงดูดด้วยประกายสีทองวาววับเพียงหนึ่งเดียวในหมู่คัมภีร์ จากคัมภีร์ทั้งหมดเก้าสิบหกเล่ม มีเพียงเล่มเดียวที่จารึกบนกระดาษทองคำ เปล่งประกายเจิดจ้าสะดุดตายิ่งนัก นั่นคือ 'เคล็ดัา'
ความคิดหนึ่งพลันผุดขึ้นในสมองของฉินอวี่
"ตอนนั้นข้าฝึกกำลังภายในไม่สำเร็จ แต่บัดนี้ข้าฝึกฝนร่างกายมาปีกว่าแล้ว ร่างกายแข็งแกร่งกว่าเมื่อก่อนมากนัก ไม่แน่ว่าปัญหาที่จุดตันเถียนอาจจะหายไปเองแล้วก็ได้" ฉินอวี่คิดเข้าข้างตนเอง เพราะโดยปกติแล้วผู้ป่วยเมื่อได้ฝึกวรยุทธ์ โรคภัยไข้เจ็บมักจะทุเลาและหายขาดไปเอง
ทว่าฉินอวี่ลืมไปเสียสนิทว่า ปัญหาที่จุดตันเถียนของเขานั้นแตกต่างจากคนทั่วไป มันไม่ใช่โรคภัยไข้เจ็บ แต่เป็ความผิดปกติที่ติดตัวมาแต่กำเนิด
แต่ฉินอวี่ยังคงเป็เพียงเด็กน้อย ความปรารถนาที่จะเพิ่มพูนพลังฝีมือให้รวดเร็วขึ้น ทำให้มีความคิดเช่นนี้ก็ไม่ใช่เื่แปลก
"ไม่ว่าอย่างไร ลองดูก่อนค่อยว่ากัน ยังไงก็เสียเวลาไม่เท่าไหร่" ฉินอวี่นั่งขัดสมาธิลงบนเตียงทันที มือคว้า 'เคล็ดัา' มาเปิดอ่าน แล้วเริ่มฝึกฝนตามเนื้อหาในบทแรก ปล่อยจิตใจให้ว่างเปล่า ดำดิ่งสู่ภวังค์อันเลือนราง...
เพียงชั่วครู่ ฉินอวี่ก็ััได้ว่าพลังปราณฟ้าดินถูกดูดซับเข้าสู่ร่างกาย กลั่นตัวเป็กระแสความร้อน และปริมาณของมันยังมหาศาลกว่ากระแสความร้อนเมื่อปีก่อนอย่างเทียบไม่ติด
"เป็อย่างที่คิดจริงๆ ร่างกายแข็งแกร่งขึ้น การดูดซับพลังปราณฟ้าดินก็รวดเร็วกว่าเดิมมาก เริ่มโคจรจักรวาล!" ฉินอวี่ใช้จิตสมาธิควบคุมกลุ่มกระแสความร้อนนั้นให้ไหลเวียนไปทั่วร่างทันที ตามวิถีโคจรจักรวาลเล็กของ 'เคล็ดัา' กระแสความร้อนแปรเปลี่ยนสถานะอย่างต่อเนื่อง ก่อนจะถูกหลอมรวมเข้าสู่จุดตันเถียน
หัวใจของฉินอวี่เต้นระรัว ตั้งใจััดูว่ากำลังภายในกลุ่มเล็กๆ นี้จะสลายหายไปหรือไม่
"อย่าสลายนะ อย่าสลายไปนะ" ฉินอวี่ภาวนาในใจ สมาธิจดจ่อแน่วแน่ จิติญญาทั้งหมดทุ่มเทไปกับการัักำลังภายในกลุ่มเล็กๆ นี้ การฝึกฝนขีดจำกัดช่วยขัดเกลาจิติญญาได้ดีที่สุด การฝึกฝนอันยาวนานทำให้พลังจิตของฉินอวี่เข้มแข็งกว่าคนทั่วไปมากนัก และแข็งแกร่งกว่าตอนฝึกครั้งแรกอย่างไม่อาจเทียบ
เขาััได้อย่างชัดเจนว่ากำลังภายในเ่าั้ค่อยๆ แตกซ่านภายในจุดตันเถียน จากนั้นก็กระจายตัวไปทั่วทิศทาง แทรกซึมไปตามแขนขาและโครงกระดูก
"เฮ้อ... ล้มเหลวอีกแล้ว" ฉินอวี่ถอนหายใจด้วยความผิดหวัง
ทันใดนั้น—
"ไม่ถูก!" ฉินอวี่ราวกับค้นพบความลับะเืฟ้า จิติญญาทั้งหมดเพ่งเล็งไปที่กำลังภายในที่แตกซ่านเ่าั้ แม้กำลังภายในส่วนใหญ่จะระเหยออกจากแขนขาและหายไปในอากาศ แต่กลับยังมีบางส่วนที่แทรกซึมเข้าสู่กล้ามเนื้อและกระดูก
กล่าวให้ถูกต้องคือ กล้ามเนื้อและกระดูกของฉินอวี่เปรียบเสมือนเม็ดทราย กำลังภายในเ่าั้เปรียบเสมือนสายน้ำ สายน้ำไหลผ่านเม็ดทราย แม้จะไหลผ่านไป แต่ย่อมมีน้ำส่วนหนึ่งที่ถูกดูดซับไว้ นี่คือหลักการเดียวกัน แม้กำลังภายในจะไหลออกสู่ภายนอก แต่พลังงานส่วนหนึ่งยังคงถูกกักเก็บไว้ภายในกาย
ดวงตาของฉินอวี่สว่างโรจน์ขึ้นทันที
"เยี่ยมไปเลย เยี่ยมไปเลย เยี่ยมจริงๆ!" ฉินอวี่ตื่นเต้นจนตัวสั่นเทิ้ม "การดูดซับฤทธิ์ยาเหล้า แม้จะช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ แต่จะเทียบกับกำลังภายในได้อย่างไร? ข้าอาจกักเก็บกำลังภายในไม่ได้ แต่กล้ามเนื้อกลับสามารถดูดซับพลังงานจากกำลังภายในเ่าั้ได้ ทำให้กล้ามเนื้อแข็งแกร่งขึ้น ช่วยให้การฝึกวิชาภายนอกรุดหน้าเร็วยิ่งขึ้น รวดเร็วยิ่งขึ้นไปอีก!"
ฉินอวี่ในยามนี้ตื่นเต้นอย่างที่สุด เขาถึงขั้นได้ยินเสียงหัวใจตนเองเต้นรัวแรงดังก้อง
"เสด็จพ่อ ข้าต้องทำสำเร็จแน่นอน" ดวงตาของฉินอวี่เปล่งประกายเจิดจ้าดุจดารา ไม่เคยมี่เวลาใดที่เขาจะรู้สึกมั่นใจได้ขนาดนี้มาก่อน
บนเส้นทางอันมืดมิดและยากลำบากของการฝึกวิชาภายนอก บัดนี้... แสงสว่างสายหนึ่งกำลังส่องประกายนำทางเขาแล้ว