ข้าเป็นเพียงบัณฑิตที่บังเอิญบรรลุเซียน

    ตอนที่ 44

    กาลเวลาผันผ่านไปราวกระแสน้ำที่ไหลรินอย่างสงบเงียบท่ามกลางหุบเขาชิงหมิง กลิ่นอายของขุนเขาและเสียงขับขานของวิหคยังคงทำหน้าที่เป็นม่านประตูกั้นขวางความวุ่นวายจากโลกภายนอกไม่ให้ย่างกรายเข้ามาถึง นับตั้งแต่เหตุการณ์อึกทึกครึกโครมที่จวนนายอำเภออันเล่อสงบลง หมู่บ้านแห่งนี้ก็กลับคืนสู่ความวิเวกที่แสนรื่นรมย์อีกครั้ง

    ลู่ชิงตัดสินใจใช้แรงกายและทุนรอนที่สะสมมา ปรับปรุงกระท่อมไม้หลังเก่าที่เคยทรุดโทรมให้กลายเป็นบ้านหลังใหม่ โดยเขายังคงดื้อรั้นที่จะสร้างทับลงบนตำแหน่งเดิมเป๊ะทุกกระเบียดนิ้ว ราวกับต้องการรักษาความทรงจำทุกหยดหยาดเอาไว้ โครงสร้างบ้านใหม่ถูกเสริมด้วยไม้แก่นแข็งเนื้อดีที่ทนทานต่อแดดฝน และอิฐแกร่งที่เรียงตัวกันอย่างประณีตจนดูมั่นคงราวกับจะหยั่งรากลึกลงไปในปฐพีและยงยืนอยู่ได้นับพันปี 

    ทว่าภาพลักษณ์ภายนอกกลับยังคงไว้ซึ่งความสมถะอย่างน่าเหลือเชื่อ ไม่มีหลังคากระเบื้องเคลือบเงาวับ หรือเสาสลักลายมังกรทองอย่างคฤหาสน์เศรษฐี มีเพียงชานไม้กว้างสำหรับนั่งตากลมและกลิ่นหอมอ่อนๆ ของเนื้อไม้ที่กลมกลืนไปกับพฤกษาโดยรอบ ประหนึ่งว่าบ้านหลังนี้งอกเงยออกมาจากผืนป่าเองตามธรรมชาติ ไม่มีการประดับประดาอัญมณีหรือของล้ำค่าใดๆ ให้ผิดแผกไปจากบ้านชาวนาผู้ยากไร้ แม้แต่รั้วบ้านก็ยังเป็นเพียงไม้ไผ่สานธรรมดาๆ ที่แฝงไว้ด้วยความเรียบง่ายอันลุ่มลึก

    แต่สิ่งหนึ่งที่ดูจะ "ผิดที่ผิดทาง" และขัดต่อสายตาผู้พบเห็นมากที่สุด เห็นจะเป็นตัวของลู่ชิงเอง แม้ฐานะความเป็นอยู่จะขยับขยายจนมีบ้านที่แข็งแรงทนทานและมีข้าวปลากินอิ่มหนำ แต่นางลู่ฉินผู้เป็นมารดาก็มักจะถอนหายใจยาวด้วยความระอาทุกครั้งที่เห็นลูกชายจอมตระหนี่สวม "ชุดผ้าป่านปะชุน" ตัวเก่งตัวเดิมเดินไปมา
    นางลู่ฉินพยายามใช้ฝีมือการเย็บปักที่ประณีตที่สุด ตัดชุดใหม่จากผ้าไหมเนื้อนุ่มละเอียดที่ซื้อมารวมถึงผ้าฝ้ายชั้นเลิศที่สวมใส่สบายผิว นางนำมาวางไว้หัวนอนของเขาแทบทุกเช้า พร้อมคำกำชับแกมขอร้องให้เขาเลิกสวมชุดเก่าที่เต็มไปด้วยรอยเข็มซ้ำซ้อนจนแทบไม่เหลือเนื้อผ้าเดิมนั้นเสียที

    ทว่าทุกครั้ง ลู่ชิงกลับทำเพียงยิ้มบางๆ และเลือกที่จะหยิบชุดปะชุนตัวเก่าขึ้นมาสวมใส่เข้านิ่งๆ เขาไม่อาจตัดใจทิ้งมันลงได้จริงๆ ในยามที่อยู่ลำพัง ลู่ชิงมักจะใช้ปลายนิ้วเรียวยาวลูบไล้ไปตามรอยเย็บและเศษผ้าต่างสีที่ปะทับกันอยู่ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเทิดทูนและอ่อนโยน สำหรับคนอื่น รอยปะเหล่านี้อาจเป็นสัญลักษณ์ของความยากจนคันแค้น แต่สำหรับเขา ทุกรอยฝีเข็มคือพยานหลักฐานแห่งความรักอันยิ่งใหญ่ คือความห่วงใยที่มารดาบรรจงเพียรเย็บให้เขาในยามที่ลมหนาวพัดผ่านและครอบครัวไม่มีแม้แต่อีแปะเดียวจะซื้อผ้าใหม่

    เขาไม่ได้สวมใส่เพียงเศษผ้า แต่นางกำลังสวมใส่ "ความกตัญญู" และ "ความทรงจำ" ที่ไม่อาจตีค่าเป็นเงินทองได้ สำหรับลู่ชิงแล้ว ชุดปะชุนที่ดูไร้ราคาตัวนี้กลับทรงคุณค่าและงดงามยิ่งกว่าเสื้อคลุมมังกรของจักรพรรดิ หรืออาภรณ์เซียนของเทพเจ้าบนสรวงสวรรค์เสียอีก มันคือเครื่องเตือนใจถึงรากเหง้าและความรักที่หล่อหลอมให้เขาเป็นบัณฑิตผู้หยิ่งทระนงในคุณธรรมอย่างทุกวันนี้

    ห่างออกไปเพียงไม่กี่ร้อยก้าวจากเขตบ้านของลู่ชิง เสียงสัดส่ายของใบไผ่ที่เสียดสีกันตามแรงลมทำหน้าที่เป็นดนตรีธรรมชาติโอบล้อมกระท่อมไม้ไผ่หลังย่อมที่สร้างขึ้นอย่างเรียบง่าย หวังซิวและฉินอวี้เลือกปักหลักที่นี่เพื่อความสงบ แต่ในความเป็นจริงแล้ว พวกเขามักจะเดินข้ามลำธารใสสะอาดที่คั่นกลางระหว่างพื้นที่ทั้งสองมายังบ้านของลู่ชิงแทบทุกวัน จนรอยเท้าบนยอดหญ้ากลายเป็นทางเดินที่เด่นชัด ประหนึ่งว่าพวกเขาทั้งหมดกลายเป็นคนในครอบครัวเดียวกันไปเสียแล้ว

    ในทุกๆ วัน ภาพที่เห็นจนชินตาคือฉินอวี้ที่กำลังร่ายรำกระบี่หรือฝึกเดินลมปราณอยู่กลางลานบ้าน ท่ามกลางเสียงบ่นพึมพำและคำถากถางอันแสนยียวนของลู่ชิงที่นั่งจิบชาอยู่บนม้านั่งไม้

    "นั่นเจ้ากำลังรำกระบี่หรือกำลังไล่จับแมลงวันกันแน่ศิษย์น้อง? อ่อนช้อยเสียจนข้านึกว่านางรำในหอสังคีตมาเอง!" แม้คำพูดจะฟังดูระคายหู แต่ฉินอวี้กลับน้อมรับด้วยแววตาเลื่อมใส เพราะเขาสัมผัสได้ว่าทุกคำเหน็บแนมนั้นซ่อนเร้นไปด้วยการชี้แนะถึงจุดบกพร่องของท่วงท่าและการไหลเวียนปราณที่แหลมคมยิ่งกว่าปรมาจารย์ท่านใด

    ตลอดระยะเวลาครึ่งปีที่ผ่านมา ความลึกลับในตัวลู่ชิงเริ่มสำแดงผลลัพธ์ที่น่าอัศจรรย์ ในยามที่ลู่ชิงนั่งอ่านตำราสอบจอหงวนอย่างสงบนิ่ง ร่างกายของเขามักจะแผ่ซ่านกลิ่นอาย "โชควาสนา" และพลังปราณสวรรค์อันบริสุทธิ์ออกมาโดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัว พลังเหล่านี้กระจายตัวออกไปเป็นวงกว้างประดุจละอองหมอกมงคล โอบอุ้มและแทรกซึมเข้าสู่ร่างของฉินอวี้ที่ฝึกฝนอยู่ใกล้ๆ อย่างต่อเนื่อง มันทำหน้าที่ขัดเกลากระดูก เอ็น และชำระล้างสิ่งสกปรกในจุดชีพจรของเขาให้สะอาดหมดจดประดุจการผลัดเปลี่ยนรากฐานใหม่ทุกวัน

    ผลจากการได้รับ "วาสนา" ที่หล่นทับแบบไม่ตั้งใจนี้เอง ทำให้ระดับพลังของฉินอวี้พุ่งทะยานอย่างบ้าคลั่ง จนในที่สุดในเย็นวันหนึ่ง ขณะที่เขากำลังโคจรพลังตามปกติ แสงสีครามสว่างจ้าก็ระเบิดออกมาจากร่าง พร้อมกับเสียงดังสะเทือนเลื่อนลั่นภายในตันเถียน เขาได้ทะลวงผ่านคอขวดที่นักยุทธ์มากมายต้องใช้เวลาค่อนชีวิต และก้าวขึ้นสู่ ระดับยอดขุนพลขั้นกลาง ได้สำเร็จอย่างมั่นคง

    ภาพเหตุการณ์นั้นทำเอาหวังซิว ปรมาจารย์ผู้ผ่านโลกมาอย่างโชกโชน ถึงกับยืนเบิกตากว้างจนจอกเหล้าเกือบหลุดจากมือ มือที่สั่นเทาลูบเคราขาวของตนพลางพึมพำด้วยความตื่นตะลึง

    "เป็นไปได้อย่างไร... ครึ่งปีก่อนเขายังเพิ่งจะเข้าสู่ขั้นต้น แต่นี่กลับก้าวกระโดดข้ามผ่านพรมแดนที่แสนยากลำบากมาได้ราวกับเดินข้ามธรณีประตู ความเร็วระดับนี้มันผิดแผกไปจากครรลองของมนุษย์มนาชัดๆ!"

    หวังซิวหันไปมองลู่ชิงที่ยังคงขมวดคิ้วบ่นเรื่องราคาถ่านหุงต้มอยู่ไม่ไกล แล้วก็ได้แต่ถอนหายใจยาวพลางส่ายหัวด้วยความขบขันและนับถือในใจ เขาเริ่มประจักษ์แจ้งแล้วว่า แค่การได้อยู่ใกล้ชิดกับ "ยอดยุทธ์เร้นกาย" ผู้นี้เพียงวันเดียว ก็อาจมีค่ามากกว่าการฝึกตนโดดเดี่ยวในถ้ำลึกนับสิบปีเสียอีก

    ในส่วนของ ลู่หลิน น้องสาวตัวน้อยผู้เปรียบเสมือนแก้วตาดวงใจของบ้านลู่ ความลับที่ซ่อนอยู่ในร่างบอบบางของนางคือ "กายาหยินบริสุทธิ์" อันเป็นอัตลักษณ์ระดับบรรพกาลที่หมื่นปีจะอุบัติขึ้นสักครั้ง กลิ่นอายความเย็นเยียบที่แสนบริสุทธิ์ซึ่งแผ่ออกมาจากตัวนางนั้น ไม่อาจรอดพ้นสายตาอันคมกริบของหวังซิวไปได้ ปรมาจารย์เฒ่าถึงกับลืมสิ้นซึ่งศศักดิ์ศรีของยอดคนระดับจอมราชัน เขาเพียรพยายามใช้วาจาหว่านล้อม ถึงขั้นยอมลดตัวลงอ้อนวอนลู่ชิงวันละหลายรอบเพื่อขอรับนางเป็นศิษย์ ด้วยตระหนักดีว่าหากพรสวรรค์นี้ได้รับการขัดเกลาอย่างถูกวิธี นางจะกลายเป็นตัวตนที่อยู่เหนือกฎเกณฑ์ทั้งปวงและก้าวไปสู่จุดสูงสุดที่ไม่มีใครหยั่งถึง

    ในที่สุด ลู่หลินจึงได้กลายเป็นศิษย์น้องคนเล็กของฉินอวี้ไปโดยปริยาย ทว่าภาพที่ลู่ชิงต้องเห็นจนชินตากลับกลายเป็นความเจ็บจี๊ดในอก ทุกเย็นหลังจากเสร็จสิ้นการฝึก นางจะวิ่งโร่กลับมาที่บ้านด้วยท่าทางร่าเริงแจ่มใส ใบหน้าเนียนละเอียดแดงระเรื่อจากการออกกำลังและไอแดด ดวงตากลมโตเป็นประกายวาววับขณะเกาะแขนพี่ชายแล้วพูดจาเจื้อยแจ้วไม่หยุดปาก

    "พี่ใหญ่! ท่านพลาดแล้วที่ไม่ได้ไปดูศิษย์พี่ฉินฝึกวันนี้ ท่วงท่ากระบี่ของเขาน่ะ ทั้งองอาจ สง่างาม และทรงพลังยิ่งนัก ราวกับเทพสงครามยามกวาดแกว่งศาสตราไม่มีผิดเจ้าค่ะ!"

    คำชมเหล่านั้นประดุจเข็มแหลมนับพันที่ทิ่มแทงหัวใจของคนเป็นพี่ชาย ลู่ชิงผู้หวงน้องสาวเข้าขั้นวิกฤตเริ่มรู้สึกหมั่นไส้จนคันยุบยิบไปทั่วทั้งร่าง แววตาที่เคยมองดูฟ้าดินอย่างเฉยเมยบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความริษยาที่มีต่อเจ้าเด็กหน้าหยกฉินอวี้

    "เทพสงครามงั้นหรือ? หึ! ก็แค่ลิงถือกิ่งไม้รำไปมาท่าทางเก้งก้างเท่านั้นแหละ" เขาพึมพำในใจพลางจินตนาการถึงภาพน้องสาวสุดที่รักที่อาจจะถูก "วัวอ่อน" ตัวนั้นคาบไปกินในอนาคต
    ความกังวลว่าความรักและความศรัทธาที่น้องสาวเคยมีให้ตนเพียงผู้เดียวจะถูกแย่งชิงไป ทำให้ลู่ชิงนั่งไม่ติดที่ เขาถึงกับยอมสละเวลานอนกลางวันอันมีค่า ซึ่งปกติจะใช้ไปกับการฝันถึงทองคำและซาลาเปา ลุกขึ้นมาปัดฝุ่นที่เขรอะจนหนาเตอะบน "คัมภีร์เซียนบรรพกาล" ที่ซุกซ่อนไว้ใต้หมอนอย่างดี

    เขาพลิกหน้ากระดาษที่ทำจากวัสดุประหลาดอย่างรวดเร็ว ปลายนิ้วกรีดผ่านวิชาเทวะมากมายที่คนทั้งโลกยอมแลกด้วยชีวิตเพียงเพื่อได้เห็น จนกระทั่งสายตาไปสะดุดนิ่งอยู่ที่หน้าหนึ่งซึ่งแผ่รังสีสังหารจางๆ ออกมา มันคือ "วิชาสังหารเซียน" วิชากระบี่ (หรืออะไรก็ตามที่หยิบฉวยมาได้) ที่เน้นความเด็ดขาด เฉียบคม และรวดเร็วถึงขีดสุด เป็นท่วงท่าที่เกิดมาเพื่อพิฆาตผู้ที่อ้างตนเป็นอมตะโดยเฉพาะ

    ลู่ชิงเริ่มฝึกฝนวิชานี้อย่างเงียบเชียบในป่าหลังบ้านยามค่ำคืน ท่ามกลางแสงจันทร์ที่สาดส่อง ร่างในชุดปะชุนเคลื่อนไหวว่องไวดุจภูตพราย ทุกท่วงท่าที่เขาร่ายรำไม่ได้ทำไปเพื่อแสวงหาความเป็นใหญ่ในใต้หล้า หรือเพื่อบรรลุธรรมวิเศษใดๆ ทั้งสิ้น แต่มันถูกขับเคลื่อนด้วยโทสะอันบริสุทธิ์ของ "พี่ชายจอมหวงน้อง" ที่ตั้งมั่นว่าจะต้องเก่งกาจและดูเท่กว่าฉินอวี้เป็นสิบเท่า เพื่อทวงคืนตำแหน่ง "ฮีโร่หนึ่งเดียว" ในใจของลู่หลินกลับมาให้จงได้!

    คล้ายกับเรื่องข้าเป็นเพียงบัณฑิตที่บังเอิญบรรลุเซียน ที่คุณอ่าน