พอถึงเช้ารุ่งขึ้น
ภานุวัฒน์ก็พาลูกพลับไปตลาดแต่เช้ามืด เดี๋ยวนี้...หมายถึงช่วงยุค 2538 นี่แหละ
มันไม่เหมือนตอนที่เขายังเด็ก ๆ ที่คนเฒ่าคนแก่จะลุกขึ้นมาทำอาหารใส่บาตรด้วยตัวเองไตเติ้ลยังจำได้ว่าตอนที่ตัวเขายังเด็กอายุเท่าลูกพลับเขาก็รีบตื่นแต่เช้าไปใส่บาตรกับยายเหมือนกัน
ตอนนั้นก็ไม่รู้หรอกว่าเป็นการทำบุญ ได้บุญหรือว่าอะไร รู้แต่ว่ายายจะชอบเวลาที่เขาไปใส่บาตรด้วยไตเติ้ลก็เลยเอาใจยายด้วยการตื่นเช้าไปใส่บาตรกับยายทุกวันติด ๆ กันสัก...สามวันก็ขี้เกียจตื่นแล้ว
ก็เด็กอ่าเน้อมันไม่ได้สนุกเหมือนกับการตื่นเช้ามาดูการ์ตูนสักหน่อย
แต่สมัยนี้นับว่าเริ่มสะดวกสบายขึ้นมาเยอะมากร้านขายกับข้าวจะมีอาหารใส่บาตรจัดไว้เป็นชุด ๆ ความรู้นี้ไตเติ้ลได้มาตอนที่บวชพระแล้วตามหลวงตาออกบิณฑบาตเขารู้ว่ามีร้านกับข้าวร้านไหนที่ทำอาหารดี ๆ ไม่เอาของเหลือขายค้างคืนมาหลอกคนจัดเป็นชุดใส่บาตรชายหนุ่มก็พาลูกพลับไปอุดหนุนที่ร้านนั้น
พ่อลูกใส่บาตรพระกันไปได้สามรูป ทิดวัฒน์ก็ให้นึกถึงเจ๊พรที่จะออกมาใส่บาตรหน้าบ้านตัวเองในตลาดทุกวันคิด ๆ แล้วถ้าเจ๊พรได้ใส่บาตรกับลูกพลับแกน่าจะดีใจอยู่ เพราะลูกพลับออกจะเป็นที่เอ็นดูของอาม่าอาเจ๊ในย่านตลาดใช่ย่อยว่าแล้วชายหนุ่มจึงพาลูกพลับเดินผ่านไปทางหน้าร้านของเจ๊พรแล้วก็เจอเจ๊พรเข้าให้จริง ๆ
“สอนหนูลูกพลับใส่บาตรเหรอ?” เจ๊พรถามทิดวัฒน์ดวงตาเป็นประกายวิบวับ
“ครับ เจ้าเด็กคนนี้เป็นแต่รับบาตร รับสังฆทานแต่กลับไม่เคยใส่บาตรเลยครับ” ไตเติ้ลบอกเถ้าแก่เนี้ย
“เออ ดี ๆ สอนให้เด็กรู้จักทำบุญรู้จักมีน้ำใจแต่เล็กแต่น้อย มานี่ มายืนใกล้ ๆ เจ๊มา”
เจ๊พรกวักมือเรียกเจ้าตัวเล็ก
จังหวะนั้นมีพระบิณฑบาตผ่านมาพอดีเจ๊พรจึงหันไปนิมนต์พระแล้วคว้าลูกพลับไปกอด จับมือเล็ก ๆ ของเด็กชายไปวางบนทัพพีตักข้าวแล้วก็จับมือลูกพลับให้ตักข้าวใส่บาตรเหมือนอย่างกับตอนที่ยายของไตเติ้ลเคยสอนให้เขาใส่บาตรเมื่อตอนเด็กๆ
ชายหนุ่มเห็นอย่างนั้นแล้วก็ให้รู้สึกอบอุ่นหัวใจขึ้นมาแบบนี้ดีจังเลย ทั้งเจ้าตัวเดชาและลูกพลับเองก็ไม่ได้มีญาติที่ไหนแล้วถ้าไม่นับถึงฝ่ายแม่ที่ตัดญาติขาดมิตรกับไอ้ขี้เมาเดชามาตั้งนานจนหาต้นสายไม่เจอและไม่คิดจะไปย้อนหาแล้วนั่นน่ะนะ
การที่ไตเติ้ลพาลูกพลับมาใส่บาตรกับเจ๊พรแบบนี้นอกจากเจ๊พรจะดีใจแล้วลูกพลับก็ยังเหมือนกับมีย่ายาย… เอิ่ม... เจ๊พรก็ไม่ได้แก่ขนาดนั้นงั้นก็เอาเป็นว่าลูกพลับก็เหมือนกับได้มีญาติผู้ใหญ่ใกล้ชิดเป็นครอบครัวจะได้ไม่รู้สึกว่าขาดความอบอุ่นอีกด้วย เขายังวางแผนต่อในใจว่าวันหลังถ้ามีโอกาสก็จะพาลูกพลับไปใส่บาตรกับป้าวิภาคุณวิภาจะต้องดีใจมากแน่ ๆ ที่ได้มีโอกาสใส่บาตรกับเจ้าลูกเขยตัวน้อยสุดที่รักคนนี้
เสร็จจากใส่บาตรแล้วสองพ่อลูกก็ไปทานก๋วยเตี๋ยวกันที่ร้านเจ๊ง้อไตเติ้ลยังไม่ลืมที่จะนั่งทานไปเปิดหนังสือพิมพ์อสังหาริมทรัพย์ดูไปด้วย
ในยุคสมัยที่ปราศจากอินเทอร์เน็ตและการออนไลน์อย่างนี้หนังสือพิมพ์พวกนี้ถือเป็นแหล่งโฆษณาแหล่งใหญ่ที่เข้าถึงคนหมู่มาก ทั้งยังมีต้นทุนไม่แพงสำหรับคนทั่วไปจะได้ประชาสัมพันธ์ข่าวสารของตนเอง
เอาจริง ๆ ก็คือไม่มีค่าใช้จ่ายเลยเสียด้วยซ้ำเพราะถ้าหากเราไม่เรื่องมากที่จะโฆษณาอย่างยิ่งใหญ่อลังการเป็นกรอบสี่เหลี่ยมเศษหนึ่งส่วนสี่ของหน้าครึ่งหน้า หรือเต็มหน้าหนังสือพิมพ์ทางหนังสือพิมพ์พวกนี้ส่วนใหญ่แล้วก็ต้องการคอนเทนต์ในการตีพิมพ์เพื่อให้คนอ่านสามารถเข้าถึงได้อย่างหลากหลายกลุ่มวัยทั้งนั้นนั่นแหละ
ดังนั้นหนังสือพิมพ์จำพวกนี้จึงมักจะมีส่วนของการเปิดพื้นที่โฆษณาประชาสัมพันธ์สำหรับคนทั่วไปในลักษณะของกรอบสี่เหลี่ยมเล็กๆ ขนาด 1x1.5 หรือ1x2 ตารางนิ้วโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเพื่อดึงดูดให้คนทั่วไปที่คิดจะขายบ้านมือสอง หรือเจ้าของบ้านให้เช่ารายย่อยมาลงโฆษณาประชาสัมพันธ์ผู้อ่านที่คิดจะซื้อบ้านก็จะได้มีตัวเลือกของบ้านอันหลากหลาย ทั้งบ้านมือหนึ่งมือสอง และบ้านเช่า จากหนังสือพิมพ์เพียงหนึ่งฉบับ
ในกรณีนี้หากเราต้องการพื้นที่โฆษณาที่กว้างใหญ่และโดดเด่นกว่าส่วนประชาสัมพันธ์ฟรีเพื่อให้ดึงดูดสายตาผู้อ่านเพิ่มความน่าสนใจมากขึ้นก็จะต้องเริ่มจ่ายเงินสำหรับการลงโฆษณาประชาสัมพันธ์ซึ่งราคาก็จะมีหลากหลายตั้งแต่ 2,000ไปจนถึงหลักแสน ตามแต่พื้นที่หน้าหนังสือพิมพ์ของการลงโฆษณาและลงโฆษณาที่หน้าไหนก็เกี่ยวข้องกับราคาด้วย
หากเป็นหน้าแรกหรือปกของหนังสือพิมพ์[1]กับหน้าที่สองหรือที่เรียกว่าปกหน้าในซึ่งจะต้องมีภาพกราฟิกโฆษณาเป็น4 สีในจุดนี้ราคาเป็นไปได้ตั้งแต่แสน สองแสน จนถึงเฉียดล้านตามแต่เกรดและความโด่งดังของหนังสือพิมพ์เลยทีเดียว
แต่สำหรับภานุวัฒน์นั้นเขาต้องการแค่จะขายเฟอร์นิเจอร์สภาพดีโละทิ้งแถมผีจะให้จ่ายเงินทุ่มกับการโฆษณาปกหน้าใน ราคา 200,000 บาทก็ดูจะโหดร้ายเกินไปหน่อย
ชายหนุ่มจึงตั้งใจว่าจะเลือกวิธีโฆษณาแบบไม่เสียค่าใช้จ่ายลงในกรอบเล็กๆ ของหนังสือพิมพ์ที่ไม่ดังและไม่ค่อยมีชื่อเสียงมากนักเป็นการทดลองดูก่อนแต่หากเป็นหนังสือพิมพ์ที่ดังและมีชื่อเสียงการต่อคิวสำหรับลงโฆษณาฟรีก็จะใช้เวลานานเกินสองเดือนอย่างแน่นอนกว่าจะถึงคิว
หลังจากส่องหนังสือพิมพ์หลากหลายสำนักอย่างละเอียดแล้วไตเติ้ลก็ตบบัตรโทรศัพท์ที่ซื้อเอาไว้ในกระเป๋าเสื้อเบาๆ
ตอนที่ซื้อบัตรโทรศัพท์ห้าสิบบาทมาเพื่อส่งข้อความเพจหาสุกัญญาเพียงแค่แวบเดียวตอนนั้นก็ยังคิดอยู่เลยว่าเงินในบัตรยังเหลืออยู่เยอะมากไม่รู้ว่าจะเอาไปใช้โทรที่ไหนไม่น่าเชื่อว่าเป้าหมายใหม่จะพุ่งเข้ามาหาได้อย่างรวดเร็วขนาดนี้
นี่วันที่ 26 ธันวาคม ใกล้จะสิ้นปีอยู่แล้วไม่รู้ว่าพวกหนังสือพิมพ์จะมีหยุดปีใหม่อะไรกันตั้งแต่วันไหนว่าแล้วคงต้องรีบโทรไปสอบถามรายละเอียดสำหรับการซื้อแอดลงโฆษณาเสียแล้วสิก่อนที่หนังสือพิมพ์จะหยุดปิดรับโฆษณาไปจริง ๆ
หลังจากทานก๋วยเตี๋ยวเสร็จลูกพลับยังไม่ลืมที่จะวิ่งดุ๊กๆ ไปช่วยเจ๊ง้อล้างชามก๋วยเตี๋ยวแลกกับเงินยี่สิบบาทไตเติ้ลไม่ห้ามลูกชายเพราะเป็นสิ่งที่ลูกพลับเคยทำเป็นประจำมาแต่ไหนแต่ไรและเจ๊ง้อก็ชอบเสียด้วยสิ
อันที่จริงมากินฟรีแบบนี้ทุกเช้าไตเติ้ลก็รู้สึกไม่ค่อยสบายใจในวันแรก ๆ เขาเคยเลียนแบบลูกพลับด้วยการที่ทานเสร็จก็ไปช่วยเจ๊ง้อล้างจานแต่เจ๊ง้อกลับยัดเยียดค่าล้างจานมาให้เขาด้วยห้าสิบบาทบอกว่าลูกพลับทำงานได้เงินไตเติ้ลก็ต้องได้เงินเหมือนกันเอิ่ม...รายได้ตอนเช้าลูกค้าเจ๊ง้อมีเยอะมากเลยนะเยอะจนแทบจะนอนหลับกลางร้านได้สบาย ๆ ชามก๋วยเตี๋ยวบางทีไม่ถึงสิบชามแต่ให้รับเงินห้าสิบแถมลูกพลับอีกยี่สิบก็ดูว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายที่มากเกินไปสำหรับร้านก๋วยเตี๋ยวเล็กๆ แบบนี้ วันต่อมาชายหนุ่มจึงปล่อยให้ลูกพลับจัดการไปคนเดียวเจ๊ง้อจะได้ไม่ต้องมีค่าต้นทุนเพิ่มอีกห้าสิบบาท
ลูกพลับล้างจานอยู่ที่ร้านเจ๊ง้อแป๊บเดียวก็เป็นเวลาแปดโมงกว่าเข้าไปแล้วเจ๊ง้อพอรู้ว่าวันนี้เขาไม่มีคิวต้องไปรับซื้อ-ขายเพลทก็ดึงตัวลูกพลับเอาไว้ให้ช่วยหยิบชามบ้างตักน้ำบ้าง ไม่ยอมให้ออกมาจากร้านง่าย ๆ
ดูทรงแล้วก็แค่อยากจะเล่นกับเด็กนั่นแหละอยากให้เด็กอยู่ด้วยนาน ๆ แล้วลูกพลับก็ดูเหมือนจะสนุกเสียด้วยสิที่ได้เป็นลูกจ้างชั่วคราวของร้านก๋วยเตี๋ยววิ่งรับออเดอร์บ้าง เสิร์ฟน้ำบ้าง ไปตามเรื่องตามราว
พอเห็นอย่างนั้นไตเติ้ลจึงฝากลูกพลับเอาไว้กับเจ๊ง้อแล้วตนเองก็ออกมาที่ตู้โทรศัพท์สาธารณะเพื่อโทรหาหนังสือพิมพ์สอบถามถึงการลงโฆษณาขายเฟอร์นิเจอร์
ตอนที่สอบถามก็ได้รับคำตอบกลับมาว่าหากจะจ่ายเงินซื้อโฆษณาในราคาที่ไม่แพงมากนักเขาก็สามารถลงโฆษณาได้เลยโดยไม่ต้องรอคิวแต่โฆษณาของเขาจะไปอยู่รวมกับหน้าโฆษณาฟรีเพียงแค่ขยายกรอบโฆษณาให้กว้างกว่าโฆษณาฟรีอันอื่นเพื่อที่จะได้โดดเด่นขึ้นมาโดยกรอบโฆษณาย่อยพวกนี้หนังสือพิมพ์คิดราคาค่าโฆษณาเพียงแค่กรอบละ 2,000 บาทเท่านั้น
“หมายความว่าถ้าจ่ายสองพันแล้วผมสามารถลงโฆษณาได้เลยใช่ไหมครับ?”
ไตเติ้ลซักเซลล์ขายโฆษณาผ่านทางโทรศัพท์เวลาที่ไม่มีบ้านและไม่มีโทรศัพท์เป็นของตัวเองก็ต้องมามุดตู้โทรศัพท์สาธารณะตากแดดไปคุยไปอย่างนี้…
ไม่รู้ว่าทำไมอยู่ ๆ เขาก็รู้สึกเกิดความเห็นใจคนที่ใช้ชีวิตในยุคสมัยนี้ขึ้นมาได้มากอย่างบอกไม่ถูกและเห็นใจที่สุดก็คือตัวเองที่ดันต้องมาใช้ชีวิตในยุคสมัยนี้เผชิญกับความเจริญช้าทางนวัตกรรมซ้ำรอยถึงสองรอบนี่แหละ!
“ลงได้เลยอยู่แล้วค่ะแต่น้องต้องเข้าใจนะคะว่าแอดราคาแค่สองพันเนี่ย มันจะไปรวมอยู่ในหน้าโฆษณาฟรีก็ตามงบของคนซื้อนะคะ”
‘ย้ำเรื่องงบนี่ตั้งใจจะด่าว่าเขาจนหรืออยากให้ลูกค้าทุ่มเงินแพงฟะยัยเซลล์คนนี้’ ชายหนุ่มรู้สึกตงิดอยู่ในใจ
“ผมจะขายเฟอร์นิเจอร์มือสองครับราคาแค่หลักหมื่นไม่ได้รีบ ลงโฆษณาฟรีก็ได้ ไม่ได้เดือดร้อน แค่คิดว่าไหน ๆ ก็จะโฆษณาทั้งทีก็อยากได้ตัวเลือกให้ตัดสินใจบ้างแต่ถ้าคุณพูดแบบนี้ก็แปลว่าอยากให้ผมลงโฆษณาฟรีน่าจะดีกว่าใช่ไหมครับ”
“อ๊ะ…ไม่ใช่นะคะ คือจ่ายเงินดีกว่าค่ะเพราะถึงจะรวมอยู่ในหน้าฟรีแต่โฆษณาของคุณลูกค้าก็จะถูกขยายให้มีขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อให้โดดเด่นกว่าโฆษณาฟรีอื่นๆ จ่ายแค่สองพันบาทแต่คุ้มมาก ๆ เลยนะคะ” เซลล์สาวสลับเสียงสองเปลี่ยนแทบไม่ทัน
‘เออ…แบบนี้ค่อยคุยกันได้หน่อย’
ไตเติ้ลพยักหน้ากับตนเอง
เขารู้ว่าพวกเซลล์บางครั้งก็จะพูดจาบีบอีกฝ่ายเหมือนไม่แคร์ลูกค้าเพราะอยากได้ยอดที่เพิ่มขึ้น หรือบีบให้ลูกค้าต้องรีบตัดสินใจความจำเป็นมันบังคับก็เข้าใจ แต่พอเจอทีไรมันก็ให้รู้สึกหงุดหงิดเสียทุกที
“มีอะไรที่อยากจะแนะนำเพิ่มเติมไหมครับสิ่งที่เป็นประโยชน์กับลูกค้าเพื่อให้ผมตัดสินใจได้?” เขาซักต่อ
“ค่ะ คือจริง ๆ แล้ว…”
เซลล์ขายโฆษณานำเสนอสิ่งต่าง ๆ มาอีกยาวเหยียด
เธอรู้ข้อมูลแน่ชัดแล้วว่าสิ่งที่ลูกค้าจะขายนั้นไม่ใช่บ้านราคาแพงแต่เป็นเฟอร์นิเจอร์เพียงหลักหมื่นซึ่งหากเป็นตามปกติแล้วคนที่ขายของราคาระดับนี้จะไม่ซื้อโฆษณาให้เปลืองเงินและคุณภานุวัฒน์คนนี้ก็สามารถปฏิเสธเธอได้อย่างแน่นอนหากให้ข้อมูลที่ดูไม่จริงใจจึงพยายามปิดการขายด้วยข้อมูลที่
ชัดเจนจริงใจมากเป็นพิเศษ.
[1]ขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ พวกนี้จะไม่เรียกหน้าปกว่าหน้าปกนะคะคือคนอ่านอาจจะเรียกว่าขึ้นโฆษณาหน้าปก แต่ตามปกติแล้วในวงการจะเรียกหน้าปกว่าหน้าหนึ่งส่วนปกหน้าในก็จะเรียกว่าหน้าสองค่ะ- ประมาณหนังสือพิมพ์แทบลอยด์ที่บอกว่าขึ้นพาดหัวข่าวหน้าหนึ่งนั่นแหละค่ะ