เช้านี้ข้าแอบออกจากตำหนักมาที่ฐานลับแต่เช้าโดยมีเจียงหั่วตามติดมาด้วยส่วนสองฝาแฝดข้าให้อยู่รับหน้าพี่สามเพราะคาดว่าน่าจะมาเยี่ยมอีกแต่ข้ายังมีงานต้องทำ ฐานลับนี้ข้าก่อตั้งไว้เมื่อ 8ปีก่อนทำให้ปัจจุบันนี้ข้ามีคนที่วางใจทำงานใหญ่ได้หลายคนตอนนี้ร่วม 200 คนแล้วข้ารับสมาชิกเฉพาะเด็กกำพร้าที่ไม่ญาติพี่น้องที่ไหนและยอมตายเพื่อข้าได้ถึงแม้คนจะเยอะแต่ข้าไม่ได้มีความคิดจะไว้ทำศึกที่ไหนคนของข้าล้วนถูกฝึกให้อยู่เหมือนเงาเหมือนไร้ตัวตนขณะเดียวกันต้องมีตัวตนเมือยามมีคำสั่ง
พรึบ!
“คารวะองค์ชายห้าขอรับ”
การปรากฏตัวของเหล่าสมาชิกไร้เงารวดเร็วและพร้อมเพรียงกันแค่ข้าก้าวเข้ามานับว่ามีการพัฒนาที่ดีขึ้นข้ามองจำนวนสมาชิกที่ตอนนี้มีอยู่ราวหกสิบคน เพราะคนอื่นๆต่างไปทำหน้าที่ของตัวเอง
“ไม่ต้องมากพิธี”
ข้าบอกพร้อมสะบัดพัดในมือไปมาสายตากวาดมองบรรดาสมาชิกที่ฝึกมากับมือที่นี่คือป่าเขาวงกตที่ยากแก่การเข้าถึงและความอันตรายในการเข้ามานับว่าข้าโชคดีที่เจอที่แห่งนี้และได้สร้างฐานลับไว้
“ที่ข้ามาวันนี้เพราะข้าได้ข่าวยุทธภพเกิดการเคลื่อนไหวต่างตามหาคนปริศนาที่เล่นกู่เจิงข้ากลัวว่าที่นี่จะโดนค้นเจอก็เลยมาวางมนตราเพิ่ม”
ข้าบอกเสียงเฉื่อยชาเหมือนไม่สนใจทั้งๆที่คนทั่วแผ่นดินตามหาข้าเอง ความจริงข้าไม่ได้มีพลังสร้างมนตราได้ตอนเป็เทพหรอกนะแต่ข้าอาศัยลมปราณมายาหลอกลวงแทน นี่จึงเป็เหตุที่ไม่มีใครหาที่นี่เจอและวันนี้ตั้งใจจะสร้างเพิ่มขึ้นอีกชั้น
“องค์ชายเราไม่ตามหาคนปริศนาผู้นั้นบ้างหรือขอรับ”
ลู่ไป๋หลงเอ่ยถามด้วยความสงสัยใคร่รู้เพราะเื่นี้เป็ข่าวใหญ่ในยุทธภพเลยในตอนนี้คำถามของลูกศิษย์ที่อายุมากกว่าถึง 5 ปีทำให้ข้ากระตุกยิ้มที่มุมปากมือสะบัดพัดไปมาอย่างใจเย็น สายตามองบรรดาสมาชิกคนอื่นที่คงมีความเห็นมิต่างกัน
ทุกคนต่างเฝ้ามององค์ชายห้าอย่างเฝ้ารอคำตอบทวงท่าเหมือนคุณชายทำให้ทุกคนเกิดความคิดเดียวกันว่าช่างเหมือนคุณชายเ้าสำอางเสียจริงๆแต่ความจริงนั้นหาใช่อย่างที่เห็นไม่เพราะพวกเขาต้องทนฝึกนรกกับองค์ชายมาแทบเอาชีวิตไม่รอดหากไม่เห็นด้วยกับตาคงจะเชื่อข่าวลือทั่วแคว้นที่บอกว่าองค์ชายร่างกายอ่อนแอไร้ซึ่งพลังหากมีคนรู้ความจริงข้อนี้พวกเขาคงจะมีงานเพิ่มขึ้นเป็แน่
“พวกเ้าไม่ต้องตามหาคนปริศนาผู้นั้นหรอกเพียงแค่ตามข่าวจากยุทธ์จักรก็เพียงพอแล้ว” ข้าบอกด้วยรอยยิ้มอย่างมีเลศนัย
“องค์ชายรู้จักคนที่บรรเลงเพลงนั่นใช่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”เจียงหั่วที่ติดตามมาด้วยเอ่ยถามด้วยความสงสัยเพราะท่าทางขององค์ชายดูไม่น่าไว้ใจเลยเห็นรอยยิ้มเยี่ยงนี้ทีไรทำให้รู้สึกหวาดหวั่นทุกที
ข้าหันมามององครักษ์ส่วนตัวด้วยรอยยิ้มมือสะบัดพัดไปมาความเฉลียวฉลาดของเจียงหั่วทำให้ข้าสบายไปหลายงาน แต่บางครั้งก็ขัดใจที่เริ่มจะรู้ทันข้า
“พวกเ้ารู้แค่ว่าคนผู้นั้นไม่มีวันทำร้ายสมาชิกไร้เงาอย่างแน่นอนรู้แค่นั้นคงเพียงพอแล้ว”
คำตอบขององค์ชายทำให้ทุกคนสบายใจมากขึ้นแต่ก็ยังเกิดความสงสัยอยู่ดีว่าใครกันคือคนผู้นั้นคงไม่ใช่องค์ชายเสียเองหรอกนะ ทุกคนต่างจ้องมององค์ชายอย่างไม่แน่ใจความน่าจะเป็มันก็หลายส่วน
“องค์ชายแล้วข่าวัดำปรากฏจะให้พวกข้าทำเช่นไรขอรับ”ลู่ฮัวฟางเอ่ยถามเื่ที่เกิดความสงสัยแทนเพื่อนๆ อีกคราข้าหันไปมองคนถามที่ประกายตาแน่วแน่แล้วส่งยิ้มให้
“เป็เช่นเดิมพวกเ้าอย่าได้กังวลเื่พวกนี้เลย คอยฝึกฝนไว้รับมือกับพวกยุทธภพดีกว่าเพราะอีกไม่นานความจริงของข้าจะต้องเปิดเผย” ประกายตาข้าวาบวับเมื่อคิดว่าอีกไม่นานข้าต้องได้ลงมือเองบ้างแล้ว
“พวกเ้ามีสิ่งใดสงสัยอีกหรือไม่”ข้ากวาดสายตาเหล่าสมาชิกทุกคน และต่างพากันก้มหน้าเงียบนั่นหมายถึงทุกคนหมดข้อสงสัย
“ทุกคนแยกย้ายไปทำหน้าที่เถอะข้าจะกางอาณาเขตอีกครั้งแล้วจะออกไปแล้ว หวังว่าพวกเ้าไม่หลงทางเข้าเสียเองนะ”ข้าบอกด้วยรอยยิ้มที่ทำให้พวกสมาชิกพากันหนาวๆ
ข้าไม่รอคำตอบจากใครก่อนจะรวมรวมพลังลมปราณมายาหลอกลวงคลุมทั่วบริเวณทั้งหุบเขาเมื่อทุกอย่างเรียบร้อยจึงหันมามององครักษ์เพียงคนเดียว
“เจียงหั่วเ้าไปคัดเลือกมือดีอีก30 คนแฝงเข้าไปแคว้นอ๋องฉินเพิ่มด้วย ได้ข่าวยังไงมารายงานข้าอีกที” “องค์ชายไม่ไว้ใจอ๋องฉินหรือพ่ะย่ะค่ะ”เจียงหั่วเอ่ยถามอย่างแปลกใจเพราะข่าวที่ได้รับเมื่อคืนคือองค์หญิงเหมยฮัวถูกแต่งตั้งให้เป็ชายาขององรัชทายาทอันดับหนึ่ง
“น้ำนิ่งไหลลึกรู้เขารู้เรารบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง”
ข้าหันไปตอบเจียงหั่วมือยังสะบัดพัดอย่างสบายอารมณ์ซึ่งดูเหมือนเจียงหั่วจะเข้าใจความหมายของข้าจึงก้มหน้าคารวะก่อนจากไปความจริง่นี้มันสงบเกินไป ั้แ่หวงเจิ้นถูกขับไล่ออกจากแคว้นโจวทุกอย่างดูนิ่งสงบมากเกินไปแม้ทุกคนยังไม่ความเคลื่อนไหวแต่ใช่ว่าจะไม่เตรียมตัวหรือบางที่พวกเขาอาจจะวางแผนไปไว้ล่วงหน้าหลายขั้นแล้วเพียงแต่รอเวลาเท่านั้น
เมื่อทุกคนต่างแยกย้ายกันไปหมดแล้วข้าจึงทะยานหายออกมาจากหุบเขาทันทีในเมื่อวันนี้ข้าว่างและได้ออกมาข้างนอกทั้งทีเห็นทีวันนี้คงไปเดินเล่นในเมืองดูการจัดงานเทศกาลหยวนเซียวด้วยน่าจะดีเมื่อคิดได้เช่นนั้นจึงมาปรากฏตัวที่ท้ายเมืองก่อนจะเดินเข้าไปอย่างไม่รีบร้อน
“เฟยหลงเ้าต้องกินอะไรอย่างนั้นเหรอ”ข้าลองเอ่ยถามทางจิตกับแหวนที่ยังติดอยู่ที่มือ
“ข้าไม่ต้องกินอะไรก็อยู่ได้เพราะบำเพ็ญมานานแต่ก็สามารถกินอาหารเยี่ยงมนุษย์ได้” คำตอบของเฟยหลงข้าจึงพยักหน้าเบาๆอย่างเข้าใน
“ว่าแต่เ้าจะออกมาเดินเล่นบ้างไหม”ข้าเอ่ยถามเพราะรู้ว่าเฟยหลงติดอยู่ในผนึกมานานหลายพันปี
“ยังหรอก ยังไม่ถึงเวลาที่ข้าจะปรากฏตัวต่อหน้ามนุษย์”
เฟยหลงตอบสหายความจริงมันก็อยากออกไปเดินเล่นบ้างแม้จะมองเห็นภายนอกได้จากในนี้แต่มันไม่อยากให้สหายเดือดร้อนเพราะมันอีกแล้ว
ข้าไม่ได้เอ่ยถามอีกเมื่อมาถึงย่านกลางเมืองที่มีร้านค้ามากมายวางแผงขายของแม้ไม่ใช่ครั้งแรกที่มาแต่ก็ทำให้ข้ามีความสุขไม่น้อยเพราะครั้งนี้ไม่ต้องมีคนตามติดเหมือนเงาข้าเดินเล่นดูข้าวของตามร้านค้าต่างๆแต่ยังไม่มีสิ่งใดให้ข้าสะดุดสายตาและซื้อมันมาก่อนจะมาหยุดที่ร้านโรงเตี๊ยมไฮเหลาที่มีอาหารขึ้นชื่อและมีคนต่างเมืองมาเพื่อรับประทานอาหารแห่งนี้ข้าอดตาวาวไม่ได้เพราะปกติข้าไม่เคยเข้ามาเพราะองครักษ์ทั้งสามคนชอบขัดและบอกว่าไม่เหมาะสมในเมื่อวันนี้ไม่มีมารคอยขัดมีหรือข้าจะไม่เข้าไป
“เชิญข้างในขอรับคุณชาย”เสี่ยวเอ้อเดินเข้าต้อนรับข้าเลือกที่จะไปนั่งอยู่บนชั้นสามเพื่อชมวิวข้างล่างได้ถนัดตา “คุณชายรับอะไรดีขอรับ”เสี่ยวเอ้อเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มยินดีเพราะการแต่งตัวคงจะกระเป๋าหนักแน่ๆ
“เอาอาหารขึ้นชื่อของร้านมาให้ข้าสี่อย่างและข้าวอีกหนึ่งชาม”
ข้าหันไปบอกเสี่ยวเอ้อก่อนจะมองไปยังด่านล่างซึ่งผู้คนมากมายกำลังจับจ่ายใช้สอยหรือเดินเล่นกันมากมายเพราะ่นี้กำลังเข้าเทศกาลหยวนเซียวตอนกลางคืนน่าจะงดงามไม่น้อย ข้าสะบัดพัดในมือไปมาเบาๆ เหมือนไม่สนใจสิ่งใดทว่าหูข้ากลับฟังผู้คนพูดคุยกันอย่างสนใจแต่เื่ที่พวกเขาพูดถึงทำให้ข้าอดยิ้มออกมาไม่ได้เพราะ่นี้ไม่ว่าไปที่ไหนก็ได้ยินแต่ผู้คนพูดถึงเสียงเพลงปริศนาให้ค้นหาตัว
เพียงไม่นานอาหารสี่อย่างที่ข้าสั่งก็มาถึงข้านั่งทานอย่างสบายอารมณ์แม้รสชาติจะไม่อร่อยเท่าในวังแต่มันก็อร่อยตามแบบร้านอาหารทั่วไปการได้อยู่เงียบๆคนเดียวและมองผู้คนมากมายที่เดินไปเดินมาทำให้ข้าอดคิดถึงอดีตไม่ได้ป่านนี้คนที่ภพนู้นจะเป็อย่างไรบ้างนะ ข้าพยายามลืมเื่ราวในอดีตหันกลับมาสนใจอาหารบนโต๊ะอีกครั้งเพราะไม่ว่าอย่างไรเวลาก็ไม่อาจย้อนกลับไปได้มีพบย่อมมีจาก นี่คือความจริงที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลง
“น้องชายตอนนี้ที่นั่งเต็ม ข้าขอนั่งด้วยคนได้หรือไม่”
เสียงเอ่ยถามดังข้างกายทำให้ข้าละมือจากอาหารเงยหน้ามองคนถามชายร่างสูงโปร่งในชุดสีน้ำเงินเข้มพร้อมคนข้างกายที่แต่งตัวไม่ต่างกันยืนมองอย่างมีความหวัง
“เชิญพี่ชายทั้งสอง หากไม่รังเกียจที่จะร่วมโต๊ะกับข้า” ข้าเอ่ยบอกด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนพร้อมรินน้ำชาให้ทั้งสอง “ขอบคุณน้องชายที่กรุณา” ชายคนแรกบอกพร้อมพากันนั่งตามคำเชิญของข้า
“ข้าชื่อ ลี่ไป๋หยวน ส่วนนี่ศิษย์น้องข้าชื่อจางหมิ่งซัว พวกข้าอยู่พรรคฟ้าดิน” ชายคนแรกกล่าวแนะนำตัวข้ายิ้มรับก่อนจะบอกกล่าวแก่คนทั้งสอง