หลังจากที่หลู่ผินโกรธมาก จึงนำนางกำนัลและข้ารับใช้ของตน นำกระโถนอุจระไปเทที่หน้า ตำหนักฉางซุน
เหม่ยเหริน ซูเว่ยฉีและฟางหลูได้ยินเสียงเอะอะหน้าตำหนักจึงได้เดินออกมาดูเห็นนางกำนัลของหลู่ผิน เทกระโถนอุจระอยู่หน้าตำหนัก เหม่ยเหรินจึงได้ออกมาต่อว่า
เหม่ยเหริน “ผู้ได้กันกล้ามาทำเช่นนี้ในตำหนักของข้า”
ฟางหลู “นี้มันกระโถนอุจระเพคะ อี๋!! ชั่งเหม็นเนายิ่งนัก พวกเ้ากล้าทำอย่างนี้ ในตำหนักฉางซุนได้เช่นไร”
เหม่ยเหริน “เ้าทำเช่นนี้หมายความว่าเช่นไร ข้าไปทำอะไรให้เ้าไม่พอใจ ถึงได้มาทำเช่นนี้กับข้า”
หลู่ผิน (น้ำเสียงประชดประชัน)“ตอนนี้ข้าตำแหน่งสู่กว่าน้องหญิง พี่หญิงอย่างข้าสั่งสอนเ้าเล็กน้องจะเป็ไรไป พี่หญิงก็แค่เอาของมาเยี่ยมเยียนเ้าบาง ฮาฮาฮา….น้องหญิงพอใจในสิ่งที่พี่หญิงนำมาหรือไม่ พี่หญิงต้องขอโทษน้องหญิงด้วย นางกำนัลของข้า มือไม้ไม่ค่อยมีแรง ทำเลอะเทอะ หน้าตำหนักน้องหญิงหมดแล้ว”
กล่าวเสร็จ หลู่ผิน ก็พาเล่านางกำนัลและข้ารับใช้ กลับตำหนักด้วยหน้าตายิ้มแย้ม ด้วยความพอใจที่ได้กลั่นแกล้งเหม่ยเหรินให้อับอายได้สำเร็จ
ทางด้านเหม่ยเหรินเจอสถานะการแบบนี้แล้ว ก็โมโหเป็อย่างมากรู้สึกอับอายยิ่งหนัก ที่หน้าตำหนักของตน มีคนเดินผ่านไปมาแล้วได้กลิ่นเหม็นโชยออกไป จึงรีบวิ่งเข้าตำหนัก
ซูเว่ยฉีและฝางหลูก็ได้วิ่งตามเข้าไป แต่เหม่ยเหรินรับสั่งไว้ว่าห้ามผู้ใดเข้าไป ซูเว่ยฉีไม่ฟังคำสั่งเพื่อจะทำให้เหม่ยเหรินโกรธมากขึ้น ฟางหลูก็ได้กล่าวห้ามปรามซูเว่ยฉีไม่ให้เข้าไป
ซูเว่ยฉีไม่ได้สนใจในคำพูดของฟางหลู เพื่อจะแสดงความปลอบใจ จึงนำขนมกุยฮาวา ไปให้เหม่ยเหรินที่กำลังร้องไห้อย่างหนัก
ซูเว่ยฉี “เหม่ยเหริน่นี่พระนางอารมณ์ไม่ค่อยดีหม่อนฉันนำขนมที่พระนางโปรดที่สุดมาถวาย พระนางเสวยสักหน่อยเถอะเพคะ”
พูดพร้อมยืนขนม
เหม่ยเหริน(น้ำเสียงโมโห) “ใครสั่งให้เ้าเข้ามาออกไป!! เ้าเข้ามาเพื่อจะมาหัวเราะเยาะข้าใช่หรือไม่!! มาดูหน้าของข้าว่าอับอายเช่นไรใช่หรือไม!! ฮือ ฮือ(ร้องไห้) หลูผินทำกับข้าเช่นนี้ จะให้ข้าเอาหน้าไปไว้ที่ไหน ยังไม่รีบไสหัวไปอีก”
เหม่อยเหริน ใช้มือปัดขนมที่อยู่ในมือของซูเว่ยฉีตกลงพื้น
เหม่ยเหริน “ออกไป!! ถ้าไม่ได้รับคำสั่งจากข้า ใครกล้าเข้ามาอีกข้าจะลงโทษ ไปให้พ้น”
ซูเว่ยฉีรีบวิ่งออกจากตำหนัก ในใจหัวเราะเยาะเหม่ยเหริน แต่ก็ต้องแกร้งทำท่าทีร้องไห้ออกมาเพราะเจอเข้ากันฟางหลูที่หน้าตำหนัก
ฟางหลู “ข้าบอกเ้าแล้วไงว่าอย่าเข้าไป ่นี้พระนางอารมณ์แปรปรวน ส่งสัยจะเป็เพราะฤทธิ์ยาที่เสวยมากไปจนเสียสติไปแล้ว นางอยากร้องไห้ก็ให้นางร้องไปเถอะ เ้าจะเข้าไปทำให้ตนเองลำบากทำมัยกัน”
ซูเว่ยฉี “ข้าไม่เหมือนกับเ้า ชีวิตข้าเหม่ยเหรินช่วยไว้ เห็นพระนางเสียพระทัย ข้าก็รู้สึกส่งสาร(เช็ดน้ำตา)”
ในคืนไหว้พระจันทร์
เป็คืนที่สว่างไสว และตกดึกที่เงียบสงบ เสียงลมโชยพัดใบไม้
ยามไฮ่ ซูเว่ยฉีนั่งเฝ้า เหม่ยเหริน ที่ปลายเตียง รอเหม่ยเหรินตื่นจากบรรทมกลางดึก ซูเว่ยฉีใช้มือลูบไปที่ใบหน้าของเหม่ยเหรินเบาๆ จนทำให้เหม่ยเหรินตื่นขึ้น ลืมตาเห็นหน้าซูเว่ยฉี เหม่ยเหรินพยายามจะขยับตัวแต่ก็ไม่สามารถขยับตัวได้ เสียงก็แหบแห้ง ซูเว่ยฉีเห็นว่าเหม่ยเหรินตื่นแล้วก็เริ่มจัดการแผนแก้แค้นต่อไป
ซูเว่ยฉี “ตื่นแล้วหรือเพคะ
เหม่ยเหริน “(เสียงแหบแห้ง)เ้าจะทำอะไร”
ซูเว่ยฉี “อย่าส่งเสียงสิเพคะ พระนางกลัวใช่มัย ตอนนี้พระนางขยับตัวไม่ได้ และเสียงดังไม่ได้ ใช่หรือไม”
เหม่ยเหริน ( เสียงแหบแห้ง) “เ้าไปให้พ้น ออกไป”
ซูเว่ยฉี “พระนางรู้หรือไม่ว่าทำไมพระนางถึงเป็เช่นนี้ ่นี้พระนางนอนไม่หลับใช้สมุนไพรเป็ที่พึ่ง
วันนี้ถูกหม่อมฉัน ได้เพิ่มตัวยาให้พระนางไปจะช่วยให้พระนางหลับดีขึ้น แต่ยาที่หม่อมฉันเพิ่มลงไปนั้นทำให้พระนางไม่ค่อยสบายตัวนิดหน่อย แต่พระนางไม่ต้องกลัวยาที่หม่อมฉันใส่ลงไปจะมีผลแค่หนึ่งชั่วยาม หลังจากหนึ่งชั่วยามก็จะหายเป็ปกติ แต่หน้าเสียดายชีวิตของพระนางคงทนอยู่ได้ไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม”
เหม่ยเหริน “เ้าคิดจะทำอะไร”
ซูเว่ยฉี “พระนางยังจำเทศการณ์ไหว้พระจันทร์เมื่อ สามปีก่อนได้มัยเพคะ พระนางทำอะไรกับแม่ของหม่อมฉัน หม่อมฉันก็จะทำอย่างนั้นกับพระนางเช่นกัน”
เหม่ยเหริน “ใช่!!! วันนั้นเ้าเป็คนฆ่าแม่ของเ้าเองกับมือ ไม่เกี่ยวอะไรกับข้า”
ซูเว่ยฉี “ฮาฮาฮา!!!....คนที่ฆ่าแม่ของหหม่อมฉัน หม่อมฉันฆ่านางไปแล้ว จนบัดตอนนี้ พระนางก็ยังไม่รู้ ว่าหม่อนฉันคือผู้ใดอีกหรือ
เหม่ยเหริน “เ้าคือนาง ซูอวิ๋นฉี!!! เป็ไปไมได้ เ้าอ่อนแอขี้โรค เ้าจะฆ่า ซูเว่ยฉีที่มี เรี่ยวแรงได้อย่างไง”
ซูเว่ยฉี “ฮ่า ฮ่า ฮ่า!!!.....โดนพระนางจับได้เสียแล้ว” (เยาะเยิย)