“แม้จะคิดถึง แต่หม่อมฉันยังอดน้อยใจมิได้ที่รู้ว่าพระองค์ทรงส่งพระชายากลับแคว้นปัว”
ชินอ๋องหลงจางเหว่ยกอดสตรีที่ยังคงงดงามไม่เปลี่ยนแปลงพร้อมกับบอกเล่าความจริงในเรื่องที่ทรงส่งต้าสี่เซียนกลับไปยังแคว้นปัวพร้อมกับส่งองครักษ์เงาไปจัดการทุกอย่าง...ทุกอย่างที่ลิ่วเข่อซิงเคยถูกกระทำอย่างไร ต้าสี่เซียนย่อมถูกกระทำเช่นนั้น “แล้วพอใจเจ้าหรือไม่” ^^
ลิ่วเข่อซิงแม้จะขัดใจที่มิได้กลับมาจัดการด้วยตนเอง แต่นางก็พอใจที่ท่านอ๋องยังทรงทำเพื่อนาง ‘ชีวิตแลกชีวิต’ นั่นคือคำที่องครักษ์เงากลับมาบอกให้นางได้รู้ ถ้าหากต้าสี่เซียนยังมีชีวิตรอดปลอดภัยไปจนถึงแคว้นปัวได้ ก็นับว่าโชคดีของนาง “พอใจก็ได้เพคะ แต่พระองค์ทรงอย่าลืมว่าหม่อมฉันถูกพิษร้ายกัดกินร่างกายแถมยังต้องรักษาตัวนานกว่าสิบปี จนหม่อมฉันมิได้พบท่านอ๋องและลูก กว่าจะกลับมางดงามเช่นนี้ได้” ส่งสายตาและวาจาออดอ้อนราวกับนางเป็นสตรีแรกรุ่น จริตในข้อนี้เองที่ทำให้ชินอ๋องทรงหลงใหลนาง ไม่ต่างจากวันนี้ที่เมื่อท่านอ๋องทรงได้พบหน้า พระองค์ถึงกับตกตะลึง ‘ราวกับหนุ่มน้อยพบรักอีกครั้ง’ ได้เห็นเช่นนี้แล้ว ใยจะต้องยั้งมือให้กับผู้ที่คิดจะกำจัดนางและบุตรสาวด้วย!
“อยากให้สามีเจ้าทำสิ่งใด” รั้งร่างบางไปนั่งเคียงข้างบนเก้าอี้ พร้อมกับกอดช่วงเอวของอีกฝ่ายเอาไว้ แม้จะเดาได้ว่าเข่อซิงต้องการสิ่งใดแต่เพราะเขาได้จัดการไปก่อนหน้าแล้วจึงทำเพียงแค่เอ่ยถามพอเป็นพิธี ‘และเชื่อได้เลยว่าต้าสี่เซียนจะต้องประสบกับเหตุการณ์นั้นไม่ต่างกัน’
“ทำให้นางพบเจอพิษร้ายเหมือนหม่อมฉันสิเพคะ หลังจากนั้นเราก็ค่อยไปรับเย่วซินของเราด้วยกัน” ^^
^^ หลงจางเหว่ยยิ้มรับกับคำพูดนั้น “สามีย่อมตามใจเจ้าทุกเรื่อง ส่วนเรื่องไปพบลูกคงต้องให้เจ้ารอไปอีกหนึ่งเดือนเพราะสามีต้องจัดการทุกอย่างในเมืองหลวงให้แล้วเสร็จ อีกทั้งยามนี้เสิ่นซัวหยางก็กำลังเดินทางไปหาบุตรสาวของเราแล้ว สามีจะรอดูว่าก่อนที่เราจะไปหาลูก ซัวหยางจะทำอะไรได้บ้าง”
“ถ้าหากว่าที่ลูกเขยของเราไม่ได้ดั่งใจเล่าเจ้าคะ” เหลือบมองเสิ่นซูฉีด้วยสายตาเคืองๆ เพราะนางเองก็รู้ทุกเรื่องราวของบุตรสาวเช่นกันแต่จะกล่าวโทษอีกฝ่ายมากกว่านั้นย่อมไม่ได้ อย่างไรเสียครอบครัวสกุลเสิ่นก็ขึ้นชื่อได้ว่าเป็นผู้มีพระคุณของนาง “ข้าจะแยกพวกเขาด้วยมือของข้าเอง”
^^ “ย่อมต้องรอดูผล ข่าวว่าหลังจากงานมงคลผ่านไป ว่าที่ลูกเขยของเจ้ายังมิยอมเข้าหอกับฮูหยินของตนอีก”
“ฮึ” ลิ่วเข่อซิงสะบัดหน้าหนีคล้ายไม่อยากฟังข้ออ้างในแบบฉบับของบุรุษ ‘เรื่องร่วมรักกับสตรีเหล่าบุรุษจะทนได้นานสักเท่าใดกัน’
เสิ่นซูฉีได้แต่สงสัยในคำพูดของชินอ๋องและพระชายารอง ที่ทรงกล่าวว่าบุตรเขยสมรสและไม่เข้าหออีกเลยมันช่างคล้ายกับซัวหยางที่หลังจากงานมงคลผ่านไปแค่วันเดียว บุตรชายก็ย้ายจวนทันทีโดยไม่รอซือหลิวเยี่ยน แต่สิ่งใดคือคำพูดที่ว่ารอดูผลบุตรเขยที่กำลังจะเดินทางไปพบท่านหญิงเย่วซิน ‘หรือว่าหมู่บ้านที่เสิ่นซัวหยางกำลังจะเดินทางไปถึง มีเย่วซินอยู่ที่นั่น!!’ “ท่านอ๋อง กระหม่อมยังไม่เข้าใจพะยะค่ะ” ว่าบุตรเขยนั้นจะเป็นซัวหยางของเขาใช่หรือไม่
“หืม?” ครางรับโดยไม่ละสายตาจากใบหน้าหวานของเข่อซิงที่อยู่ในใจพระองค์
“เย่วซินมิได้พึงใจบุรุษใดมาก่อนนอกจากบุตรชายของกระหม่อม แล้วเหตุใดท่านอ๋องจึงกล่าวว่ากำลังรอบุตรเขยเดินทางไปพบนางพะยะค่ะ”
^^ “อ่อ เรื่องนี้นั่นเอง อันที่จริงมันมิใช่เรื่องที่ซับซ้อนอะไร และก็ไม่แปลกที่ในจวนเจ้าจะมิมีใครรู้” ในสายตามองเห็นจงฮูหยินเดินมาพร้อมกับกล่องหนึ่งใบ ชินอ๋องจึงกล่าวใจความสำคัญ “มันเริ่มที่ซือเหล่าอวิ้นมาขอสมรสพระราชทานระหว่างซือหลิวเยี่ยนกับบุตรของเจ้าเพราะพึงใจ ตัวข้านั้นแม้อยากจะขัด แต่ก็มิสามารถทำได้จึงออกราชโองการตามที่ร้องขอ แต่ข้าไม่คิดเลยว่าก่อนวันงานมงคลเพียงหนึ่งวัน ซือหลิวเยี่ยนกลับส่งสาวใช้ออกมานัดหมายและขอพบปะกับบุตรสาวข้า”
‘นัดแนะงั้นรึ?’ เรื่องการขอสมรสของฝ่ายสตรี เขามิได้แปลกใจ แต่เรื่องนัดแนะนั้นเขามิเคยนึกถึงว่าคุณหนูสกุลใหญ่จะทำได้ทั้งๆ ที่กำลังจะแต่งงาน ดังนั้นการจับตามองนางที่จะเข้ามาเป็นสะใภ้จึงถูกละเลย “...” เขาเริ่มขมวดคิ้ว ด้วยความเคร่งเครียดและเฝ้าโทษว่าตนนั้นสับเพร่า ‘ยิ่งเรื่องในจวนเขา กำลังจะถูกเปิดเผยโดยผู้อื่น ยิ่งน่าอับอาย!’ เขารีบจับมือของสตรีอันเป็นที่รัก...จนแน่น
“เจ้ารู้หรือไม่ เหตุใดซือหลิวเยี่ยนถึงกล้าเสี่ยงลักลอบออกมาพบกับเย่วซินทั้งๆ ที่ความจริงแล้วนางมิควรออกไปจากจวนก่อนวันมงคล” ในความเงียบนั้นเป็นคำตอบได้ว่า จวนสกุลเสิ่นมีเพียงบ่าวคอยดูแลรับใช้นาย มิเหมือนในวังหลวงที่ต้องมีองครักษ์เงาเฝ้าจับตามองเชื้อพระวงศ์อยู่ทุกฝีก้าว จึงมิใช่เรื่องแปลกที่เสิ่นซูฉีจะไม่รู้อะไรเลยแม้แต่เรื่องการเปลี่ยนตัวเจ้าสาวในคืนเข้าหอ แน่นอนว่าความจริงในวันนั้น ผู้เป็นบิดาเช่นเขากลับรับรู้แต่ไม่ขัดขวาง ไม่ขัดขวางเพราะเขาอยากให้บุตรสาวที่เขาไม่มีโอกาสได้เลี้ยงดูเป็นผู้ตัดสินใจด้วยตัวเอง เหมือนที่เขาคอยเฝ้ามองและปกป้องอยู่เงียบๆ หากสุดท้ายแล้วว่าที่เขยขวัญไม่ได้ดังใจ ก็แค่ตัดทิ้งไปดังที่ชายารักพูด ^^ “เพราะนางอ้างว่าตัวนางมีระดู จึงมาขอร้องให้เย่วซินไปเข้าหอแทนนาง”
“อะ อะไรนะเพคะ” จงกวานฮวาถึงกับเผลอยกมือขึ้นปิดปาก นางมองสบตากับสหายคล้ายอยากจะขอโทษ ในขณะที่สามีของนางกลับถามต่อ
“เหตุใดนางจึงกล้าบอกเย่วซินเช่นนั้นพะยะค่ะ” เสิ่นซูฉีเชื่อชินอ๋องผู้มีองครักษ์เงามากมายอย่างสนิทใจ แต่ถึงอย่างนั้นความไม่เข้าใจก็ยังติดค้างอยู่ในความรู้สึก และเขายังคงไม่แน่ใจว่าเย่วซินจะกล้าทำ
ลิ่วเข่อซิงฮึดฮัดขึ้นมาทันที มิใช่ว่านางอยู่ต่างที่แล้วจะมิรู้เรื่องทุกอย่างของบุตรสาว ในทางกลับกันนางเองก็อยากจะให้บุตรของนางได้สมรสกับเสิ่นซัวหยางผู้เป็นบุตรของสหายเช่นกัน “ที่ซือหลิวเยี่ยนอ้างว่านางเป็นระดูเพราะนางเป็นสตรีที่ผ่านมือบุรุษมาแล้วอย่างไรเล่า หนำซ้ำนางยังอ้างถึงบุญคุณของสกุลเสิ่นอีกด้วย เย่วซินของข้าจึงเป็นสตรีที่เข้าหอแทนซือหลิวเยี่ยนในวันนั้น” กำหมัดแน่น
จงกวานฮวายกมือปิดหน้าร้องไห้ขึ้นมาอย่างหนัก ครั้งหนึ่งในชีวิตของสตรีคือการแต่งงานและเข้าหอกับบุรุษอันเป็นที่รัก มิใช่ต้องใช้พรหมจรรย์ของตนเองไปเข้าหอในงานแต่งของผู้อื่น แม้บุรุษผู้นั้นและเย่วซินจะรักกันอยู่แล้วก็ตาม “ข้าขอโทษเข่อซิง ข้าขอโทษ”
ลิ่วเข่อซิงถอนหายใจหนักๆ “แต่ก็มิใช่ว่าจะแก้ไขมิได้ หากจะกล่าวให้ถูกต้องในยามนี้ ซือหลิวเยี่ยนคือสะใภ้ในนามมิได้ร่วมหอ แต่เย่วซินของข้าก็คือสตรีที่ได้เข้าหอกับบุตรชายของเจ้า แม้เสิ่นซัวหยางจะยังสงสัยเกี่ยวกับเจ้าสาวของตนเองก็เถอะ”
ใจของเสิ่นซูฉียังคงตื่นเต้นที่เรื่องราวอาจจะแก้ไขได้ในทางที่ดี และตัวเขาเองยังคงสอบถามต่อเกี่ยวกับเรื่องการเดินทาง “แล้วเรื่องที่ซัวหยางต้องเดินทางไปรับตำแหน่งนายอำเภอเล่าพะยะค่ะ”
“อันที่จริงข้ามิได้เป็นคนจัดการเรื่องสถานที่ปฏิบัติงานของนายอำเภอ คงเป็นเพราะโชคชะตาลิขิตกระมัง จึงทำให้อำเภอที่เสิ่นซัวหยางต้องไปดูแลมีหมู่บ้านที่เย่วซินไปอาศัยอยู่ด้วย” ^^ ชินอ๋องยิ้ม “แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะง่าย เพราะถ้าหากเสิ่นซัวหยางเข้าหอกับซือหลิวเยี่ยนจริงๆ เมื่อใด ข้าก็ไม่เอาเขามาเป็นบุตรเขย” หลงจางเหว่ยลุกขึ้นพร้อมกับดึงแขนสตรีอันเป็นที่รัก “เข่อซิง เอาป้ายหยกของพี่กลับคืนมาเสีย วันพรุ่งนี้พี่จะส่งมันขึ้นไปให้บุตรสาวของเรา...นางจะได้รู้เสียทีว่าตนเองมิได้ไร้แซ่ ไร้หัวนอนปลายเท้าอย่างที่ผู้ใดเข้าใจ”