สถานการณ์ที่แปรผันอย่างไม่คาดคิดสร้างตื่นตะลึงแก่กลุ่มคนจากสำนักเจ้าอสูรพวกมันบางคนถึงกับสะดุ้งเมื่อเห็นความเร็วของไป๋หยุนเฟยและจิ้งหมิงเฟิงที่เข้ามา
ผู้ฝึกปรือวิญญาณร่างสูงมีปฏิกิริยาเป็นคนแรกด้วยความไม่แน่ใจ มันจึงไม่เข้าไปขัดขวางคนแปลกหน้าทั้งคู่ตรงกันข้ามมันร่ำร้องว่า “พวกเจ้ายืนทำอะไร? ไปหยุดพวกมัน!”
มันกล่าวได้ครึ่งทางดวงตาไป๋หยุนเฟยที่เยื้องอยู่ด้านหลังจิ้งหมิงเฟิงเล็กน้อยทอประกายวูบพร้อมกับสะบัดมือขวาอย่างว่องไวประกายเย็นเยียบพุ่งวาบใส่อีกครั้ง ก่อนที่อีกฝ่ายจะทันได้กล่าวจบมีดสั้นมาถึงเบื้องหน้าตรงเข้าใส่มือขวาที่ถือเชือกไว้ในมือแล้ว!
มันต้องแตกตื่นอีกครั้งพร้อมกับรีบขยับมือหลบกระนั้นมันยังขยับมือได้ไม่เร็วพอเนื่องเพราะกำลังดึงเชือกต่อต้านแรงอันกล้าแข็งอยู่เห็นรอยแผลเปิดอ้าปรากฏขึ้นบนข้อมือมันจากนั้นโลหิตก็เริ่มพุ่งกระเซ็น
“นั่นเป็น...วัตถุวิญญาณ!!” ชายร่างสูงร่ำร้องอย่างท้อแท้ ตัวมันเองมีความมั่นใจต่อพลังป้องกันจากแสงสีทองบนร่างของตนอย่างยิ่งแต่แล้วกลับถูกอาวุธตัดแยกออกได้อย่างง่ายดาย มีเพียงวัตถุวิญญาณเท่านั้นจึงจะสามารถทำได้เช่นนี้หรือคนเบื้องหน้านี้ถึงกับใช้วัตถุวิญญาณเป็นเพียงอาวุธซัด!?
ความแตกตื่นบนใบหน้ามันถึงกับค้างอยู่ไม่ยอมจางหายแต่จู่ๆสีหน้ามันก็แปรเปลี่ยนอีกครั้งก่อนจะร้องขึ้น “ผิดท่าแล้ว!”
ระหว่างที่มันพยายามหลบมีดสั้นกระทั่งได้รับบาดเจ็บเชือกในมือก็หย่อนลงจนคลายจากปักษาไร้เงา มันฉวยโอกาสกระพือปีกขวาโดยแรงพลิกตัวสะบัดกรงเล็บเมื่อขาของปักษาไร้เงาหลุดจากการถูกเชือกคร่ากุมมาได้ก็ร้องขึ้นอย่างอ่อนล้าจากนั้นรวบรวมพลังวิญญาณอันเหลือน้อยนิดบินห่างออกไปความเร็วของปักษาไร้เงาถดถอยลงไม่น้อยจากอาการบาดเจ็บที่ยังคงอยู่ ด้วยท่าทางที่เกือบจะร่วงลงมากระแทกพื้นในที่สุดมันก็รวบรวมพลังกลับคืนมาได้บางส่วนหลังจากบินเข้าไปในป่าได้หลายร้อยวา
ยามที่ปักษาไร้เงาบินจากไปไป๋หยุนเฟยและจิ้งหมิงเฟิงก็เข้ามาถึงตัวผู้ฝึกปรือวิญญาณอีกฝ่าย จิ้งหมิงเฟิงยืนเผชิญหน้ากับปัจเจกวิญญาณสองคนขณะที่ไป๋หยุนเฟยแทรกกลางระหว่างวีรชนวิญญาณและปัจเจกวิญญาณ
แม้จะใช้เวลาบรรยายเหตุการณ์ยืดยาวแต่ทั้งหมดกลับเกิดขึ้นในพริบตาเดียว ก่อนที่ผู้ฝึกปรือวิญญาณฝีมืออ่อนด้อยจะทันได้ตอบสนองและหันไปเตรียมสู้กับทั้งคู่ไป๋หยุนเฟยและจิ้งหมิงเฟิงก็มาถึงข้างกายแล้ว
“ปลาซิวปลาสร้อยอย่าขวางทาง!” จิ้งหมิงเฟิงลงมือรวดเร็วบีบให้ปัจเจกวิญญาณทั้งคู่ล่าถอยไปครึ่งก้าวก่อนจะคว้าจับใบหน้าทั้งสองคนเอาไว้กล้ามเนื้อมันเบ่งพองขึ้น ได้ยินเสียงแค่นสองคราจิ้งหมิงเฟิงก็กระแทกศีรษะทั้งสองลงใส่พื้นจนพวกมันหมดสติไป...
ไป๋หยุนเฟยก็ไม่เชื่องช้ารีบซัดมีดสั้นออกจากมือสองเท้ามันเคลื่อนไหวดุดันยามพุ่งใส่ปัจเจกวิญญาณ ด้วยหมัดที่ชกใส่ลำคอ ปัจเจกวิญญาณนั้นกระอักโลหิตออกมาคำหนึ่งก่อนจะกระเด็นออกไปครึ่งวาลงไปกองกับพื้นจากนั้นก็ไม่อาจคืบคลานลุกขึ้นได้อีก
วีรชนวิญญาณที่เหลือดูเหมือนจะมีปฏิกิริยารวดเร็วกว่าอยู่บ้างมันถอยหลังไปหนึ่งก้าวพร้อมกับยกมือขวาขึ้น ข้างกายมันก็มีอสูรวิญญาณรูปร่างคล้ายสุนัขป่าสีดำปรากฏขึ้นอสูรวิญญาณอ้ากรามกว้างจู่โจมเข้าใส่หมายชีวิตไป๋หยุนเฟยชกหมัดเดียวก็ส่งมันลอยละลิ่วกลับไป จากนั้นไป๋หยุนเฟยใช้อีกหมัดส่งเจ้าของมันปลิวกระเด็นออกไปด้านข้างเช่นกัน
ไม่แน่ใจว่าไป๋หยุนเฟยจงใจหรือไม่เจตนาจึงซัดมันลอยไปทางจิ้งหมิงเฟิงหรือบางทีมันจะแค่โชคร้ายก็ได้ แต่จิ้งหมิงเฟิงกลับไม่ได้เป็นคนใจดี เตะใส่ทรวงอกเจ้าของอสูรเท้าหนึ่งก็ส่งมันลอยกลับไปกองอยู่กับพื้นโดยที่อสูรวิญญาณของมันยังนิ่งอยู่ที่เดิมราวกับรอรับคำสั่ง
เพียงพริบตาเดียวฝ่ายตรงข้ามสี่คนก็ล้มลงไปแล้วนอกจากภูตวิญญาณทั้งสองคนก็คงเหลือวีรชนวิญญาณสองคนและปัจเจกวิญญาณอีกคนกระนั้นความแตกต่างของพลังทั้งสองฝ่ายยังมากมายยิ่ง การเผชิญหน้ากับผู้บรรลุด่านภูตวิญญาณสำหรับวีรชนวิญญาณแล้วหนทางที่จะสามารถปกป้องตนเองได้ช่างเลือนรางยิ่งกับปัจเจกวิญญาณยิ่งนับได้ว่าไร้เรี่ยวแรงป้องกันตัวทั้งสองฝ่ายไม่อาจนับได้เลยว่าต่อสู้กันอย่างยุติธรรมอย่าว่าแต่นี่ยังเป็นการจู่โจมโดยไม่ทันตั้งตัว
“เจ้าสองคนเป็นใคร!? สอดมือเข้ามาขวางเรื่องสำคัญของสำนักเจ้าอสูรหรือพวกเจ้าคิดจะเป็นศัตรูกับสำนักเรา?” ในที่สุดผู้ฝึกปรือวิญญาณร่างสูงก็เรียกสติกลับมาได้จึงโพล่งคำถามสุดน้ำเน่าออกไป
มันห้ามเลือดบนมือขวาเรียบร้อยแล้วทั้งยังยืนยันกับภูตวิญญาณอีกคนได้ว่าศัตรูคนหนึ่งบรรลุด่านภูตวิญญาณระดับต้นส่วนอีกคนบรรลุด่านภูตวิญญาณระดับกลางด้วยพลังฝีมือที่เข้มแข็งเช่นนี้พวกมันไม่กล้ามีความคิดเลินเล่อแม้แต่น้อยดังนั้นพวกมันเรียกอสูรวิญญาณทั้งสี่กลับมาก่อนจะส่งสายตาดุร้ายไปยังฝ่ายตรงข้ามทั้งสอง
“ผู้ใดจะสนใจสำนักเจ้าอสูรของพวกเจ้าหากทำให้นายน้อยไม่สบอารมณ์ ระวังข้าจะทุบตีสั่งสอนพวกเจ้า!”จิ้งหมิงเฟิงแค่นเสียงก่อนจะฟาดใส่ปัจเจกวิญญาณทางซ้ายด้วยความเร็วที่มองตามไม่ทัน
“เพ้ยผายลมสุนัขเจ้า!” ผู้ฝึกปรือวิญญาณร่างต่ำเตี้ยแค่นเสียง มันชี้นิ้วสั่ง วิหคสีเทาก็ร้องเสียงแหลมพุ่งเข้าใส่จิ้งหมิงเฟิงค้างคาวสีเทาก็ตามติดมาด้านหลังเพียงแต่ความเร็วมันด้อยกว่าวิหคเทาอยู่ไม่น้อยจากอาการบาดเจ็บ
ผู้ฝึกปรือวิญญาณร่างสูงก็พร่ำไร้สาระอีกเห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายเป็นศัตรู ดังนั้นคำพูดใดก็ไร้ประโยชน์แล้วมันโบกมือออกอินทรีสีทองและอสรพิศษสายรุ้งก็พุ่งเข้าใส่ไป๋หยุนเฟย
วีรชนวิญญาณที่เหลือทั้งสองคนก็ตระหนักถึงสถานการณ์ได้พวกมันถอยห่างเรียกอสูรวิญญาณหมูป่าและอสูรวิญญาณงูเหลือมสีดำสนิทขนาดเท่าท่อนแขนออกมาเพื่อต่อสู้กับจิ้งหมิงเฟิงและไป๋หยุนเฟย
ส่วนปัจเจกวิญญาณที่จิ้งหมิงเฟิงฟาดใส่เมื่อครู่ถูกกระแทกหมดสติไม่อาจต่อสู้ได้แต่แรก
“ยังเหลือปลาซิวปลาสร้อยอีกสองตัวตัวหนึ่งของเจ้า ตัวหนึ่งของข้า!” จิ้งหมิงเฟิงหัวเราะอย่างเบิกบานพร้อมกับแสงที่ใต้เท้าเจิดจ้าขึ้นมันไม่ยอมเสียเวลาจะต่อสู้กับอสูรวิญญาณที่จู่โจมเข้าหาจิ้งหมิงเฟิงพลิ้วร่างหลบของเหลวทรงกลมสีดำสนิทจากค้างคาวและลมที่กระโชกใส่จากวิหคสีเทาจากนั้นก็มุ่งหน้าไปต่อ หลังจากพลิกกายตบใส่หมูป่าหลังอย่างนุ่มนวลก็ส่งร่างตัวเองลอยข้ามไปจากนั้นจึงหยั่งเท้าลงโดยที่จังหวะไม่ชะงักเลยแม้แต่น้อย
ด้วยความเคลื่อนไหวพลิ้วไหวดุจสายน้ำจากพลังธาตุลมจิ้งหมิงเฟิงเคลื่อนร่างไหลลื่นดังยามที่ไป๋หยุนเฟยใช้ท่าเท้าเหยียบคลื่นเพียงแต่มีความเร็วที่เหนือยิ่งกว่าอันที่จริงความเร็วระดับนี้ของมันมาจากความสามารถในการเพิ่มความเร็วของเครื่องประดับที่สวมอยู่เพียงกระพริบตาไม่กี่ครั้งมันก็มาถึงเบื้องหน้าวีรชนวิญญาณคนหนึ่งแล้ว
คนผู้นั้นแตกตื่นตะลึงลาน--- สายตาของมันมองตามจิ้งหมิงเฟิงไม่ทันด้วยซ้ำมันเพียงยกมือขึ้นเตรียมป้องกันตัวก็ถูกกำปั้นของจิ้งหมิงเฟิงชกใส่ทันทีได้ยินเสียงปังคนผู้นั้นก็ลอยละลิ่วออกไปพร้อมกับความเจ็บปวดแล่นปราดมาตามแขนมันไม่มีแม้แต่โอกาสจะตอบโต้
ยามจิ้งหมิงเฟิงเตรียมจะไล่ตามจู่ๆมันก็พลันเหลือบมองไปด้านบนพร้อมกับเหินร่างถอยหลังไปพริบตาหลังจากที่จิ้งหมิงเฟิงขยับเคลื่อนไหวคมมีดสายลมก็กรีดผ่านบริเวณที่มันเคยยืนอยู่ ทิ้งร่องรอยยาวหนึ่งเชียะไว้บนพื้นหลังจากล่าถอยไปสองก้าวจิ้งหมิงเฟิงก็เหวี่ยงร่างของตนไปด้านข้างเพื่อหลบเลี่ยงหยดของเหลวสีดำที่ฉีดพุ่งใส่ทรวงอกยามหยั่งเท้าลงสู่พื้นจิ้งหมิงเฟิงก็ได้ยินเสียงชี่ดังมาก่อนที่พื้นดินจะละลายลงในพริบตา
“บัดซบ! อำมหิตเกินไปแล้ว!?” จิ้งหมิงเฟิงแสร้งร่ำร้องแตกตื่นจากนั้นตามันทอประกายวูบก่อนจะกระทืบเท้าลอยขึ้นไปครึ่งวาเพื่อหลบเลี่ยงหมูป่าที่พุ่งเข้าชนใส่ยามที่เท้ามันสัมผัสพื้นอีกคราลมหมุนสองลูกก็ม้วนเข้าหาอีกครั้ง
ขณะจิ้งหมิงเฟิงบ่นว่าแก่อสูรวิญญาณทั้งสามรอบกายไป๋หยุนเฟยก็กำลังติดอยู่ในวงซึ่งล้อมจากทุกด้าน...