ชลันดากำลังใจเต้นตุบๆ ต่อมๆ เมื่อเหมยขอคุยกับเธอเพียงลำพัง กันคนอื่นๆ ออกไปหลังจากมื้ออาหารกลางวันที่แสนจะอร่อย แต่เธอไม่ยักกะรู้ถึงรสชาติอร่อยนั่นเลยสักนิด เพราะมัวแต่เป็กังวล ว้าวุ่นที่จะต้องมาคุยกับเหมยสองต่อสอง
ท่านเดินนำเธอเข้ามาในห้อง...ที่คงจะเป็ห้องส่วนตัวของท่านกับเทิด แล้วก็บอกให้เธอนั่งรอ ชลันดาหันรีหันขวางว่าเธอควรจะนั่งตรงไหนดี ก่อนจะตัดสินใจทรุดลงนั่งพับเพียบบนพื้น มือเย็นเท้าเย็นไปหมดเพราะความตื่นเต้น นี่เธอตื่นเต้นเหมือนกับว่ามาเจอเข้ากับแม่ของคนรักเพื่อทำความรู้จักและแนะนำตัวกับครอบครัวเขาก็ไม่ปาน
เอ...
ทำไมต้องรู้สึกอะไรแบบนี้ด้วยหว่า ก็เื่ทั้งหมดนี่มันแค่เื่โกหกหรือเปล่านะ เธอตื่นเต้นเพราะกลัวว่าจะหลุดโกหกให้อีกฝ่ายจับได้ต่างหากล่ะ
เื่โกหก ท่องไว้นะยัยดา!
เสียงประตูเปิด ทำเอาชลันดาสะดุ้ง ทำให้คนที่เปิดเข้ามาพร้อมของในมือ อดอมยิ้มไม่ได้ แต่เมื่อมาทรุดลงนั่งบนเตียงต่อหน้าชลันดา เหมยก็แสร้งทำหน้านิ่งๆ ตามแบบของนาง
“ดูตัวเล็กๆ น่าจะใส่ชุดนี้ได้ เอ้า...ไปลองมาสิ”
เหมยยื่นส่งชุดกี่เพ้าสีแดงในมือ ที่ปัดลวดลายดอกเหมยด้วยเส้นด้ายสีทองร้อยสอดอย่างบรรจง มันสวยจนชลันดาต้องเผลอมองจ้องอย่างชื่นชม
“ลองมาที คับหลวมใส่ไม่ได้ยังไง จะได้หาทันงานพรุ่งนี้” เหมยว่า ชลันดายื่นมือไปรับ เธอขมวดคิ้ว แล้วเอ่ยถามอย่างสงสัย
“งานอะไรหรือคะ?”
“งานยกน้ำชาของเรากับอาไทไงล่ะ”
คำตอบนั้นทำให้เธอทำตาโต พร้อมกับอ้าปากค้าง เหมยทำตาดุๆ ใส่ศรีสะใภ้ใหญ่อีกหน พร้อมกับเอ่ยสำทับ
“เอ้าเร็วเข้า จะได้แก้ทัน เผื่อจะได้ซื้อหาใหม่ ไปเปลี่ยนในห้องน้ำก็ได้”
“ค่ะ”
ไม่รู้จะทำอะไรดีนอกจากตอบรับ เธอลุกขึ้นแล้วเดินเข้าไปในห้องน้ำ เพื่อเปลี่ยนชุดให้เหมยได้ดู
โอย...ยกน้ำชาเลยรึ
ยกน้ำชามันก็เหมือนงานแต่งงานดีๆ นี่เองนี่นา
จากการโกหกแค่คนสองคน ตอนนี้กลายเป็โกหกลามปามไปเยอะแยะแล้วสินะเรา จะบาปหนักไหมนี่
ชลันดายกมือสาธุเหนือหัว ขออภัยสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามแบบของเธอ หนนี้กลับไปคงต้องไปทำบุญล่ะ...ยัยดาเอ๊ย!
อีตาเฮียไทนี่ก็!
พาเธอมาทำบาปชัดๆ แง่งๆ
คิดไปก็เคืองต้นเหตุไป แต่จะกระโตกกระตาก ก็กลัวว่ามู่น้อยอาจจะต้องมาอยู่กับปู่กับย่าจริงๆ ปู่ไม่เท่าไหร่ แต่ย่าของมู่น้อยนั้น เธอเองยังหวาด ยังเกรงกับสายตาของท่าน
ชุดกี่เพ้าแขนยาวคลุมข้อศอก พอดิบพอดีกับตัวของชลันดาราวกับสั่งตัด เธอเดินออกมาจากห้องน้ำ ปรากฏโฉมในชุดของเหมยที่หล่อนเก็บไว้ให้เพื่อตั้งใจจะให้ชุดนี้กับลูกสาวคนใดคนหนึ่งได้สวม เพราะนางเป็คน ตัดเย็บปักลายด้วยตัวของหล่อนเอง
แต่ทว่าลูกสาวทั้งสองคนกลับไม่ได้ใช้ชุดนี้ในงานสำคัญของตัวเองเลยสักคน ทิชาคนกลางก็รูปร่างอวบไปนิด ส่วนทิศาเองก็ใช้ชุดอื่น สุดท้ายคนได้ใส่กลับกลายเป็...สะใภ้คนโตไปเสียนี่
“พอดีเลยไหม? ตัวเราเท่ากันเลยสินะ เอ่อ...แปลกดี เหมือนมันรอนุ้ยดาสินะ ลูกๆ ของม้าถึงไม่ได้ใส่สักคน”
นางรำพึง จับชลันดาหมุนซ้ายขวาอย่างพึงพอใจ ชลันดาเองชักจะเขินๆ กับสายตาชื่นชมของท่าน แก้มสาวแดงก่ำขึ้นอย่างน่ารัก เหมยนึกเอ็นดูสะใภ้คนใหม่ขึ้นมาบ้าง เพราะนอกจากหน้าตาที่ถูกใจนางแล้ว ประวัติความเป็มาที่สามีมาแอบกระซิบให้ฟัง ก็ทำให้นางรู้สึกสงสาร
“เอ่อ...จริงๆ แล้วไม่ต้อง...”
“ไม่ต้องไม่ได้”
นางรีบยกมือห้าม เพราะรู้ดีว่าชลันดาจะพูดอะไร หญิงสาวนั่งพับเพียบตรงหน้าของเหมย เหมยตอนนี้สายตาอ่อนโยนลง และดูปราณีเธอมากขึ้น จนชลันดารู้สึกหายเกรงหายเกร็งไปบ้าง
“จะอย่างไรก็ต้องทำให้ถูกต้อง ลูกชายฉันน่ะ ไปได้เสียกับนุ้ย มีลูกกับนุ้ยแล้ว ก็ต้องทำพิธีเข้าบ้านกันนั่นล่ะ เห็นไทว่าเราเป็กำพร้ารึ ต่อไปนี้ไม่กำพร้าแล้วนะนุ้ยดา เป็สะใภ้บ้านนี้แล้ว ก็ถือว่าเป็ลูกของม้ากับป๊ะ”
เหมยหันไปทางหัวเตียง ที่มีลิ้นชักอยู่ นางเปิดออก แล้วหยิบเอากล่องสีแดงออกมา แล้วยื่นส่งให้กับชลันดา ที่ตอนนี้ตื้นตันจนน้ำตาคลอ
เธออ้างว้าง โดดเดี่ยว ไร้ครอบครัวมาตลอดั้แ่ที่ตัดสินใจออกมาจากบ้าน มามีครอบครัวอีกหนตอนอยู่กับอดีตสามี แล้วเธอก็ถูกพรากไปให้ใช้ชีวิตลำพังอยู่กับร้านที่สามีตั้งใจจะทำ มาตอนนี้คำพูดของเหมยที่บอกว่ารับเธอเป็ครอบครัวเป็ลูก...มันทำให้เธอน้ำตาเอ่อแล้วก็รินหยดแมะลงมา
“อ้าวๆ ร้องไห้ทำไม” เหมยเอ่ยอย่างใ ชลันดารีบเช็ดน้ำตา ทว่ายิ่งเช็ดมันยิ่งไหล
“หนูขอบคุณมากนะคะ ขอบคุณมากที่รับหนูเป็ครอบครัว”
“แหม...ก็ต้องเป็ครอบครัวกันสิ นุ้ยเป็เมียของไทมัน ยังไงก็ฝากดูแลลูกชายม้าด้วยล่ะ มันทำอะไรไม่ดี โทรมาฟ้องม้าได้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง ม้าจะไปฟาดก้นมันให้ เอาผ้าเช็ดหน้า”
นางลุกขึ้นแล้วไปค้นในตู้เสื้อผ้าเมื่อลูกสาวคนใหม่กำลังร้องไห้ไม่เลิก ตอนนี้ทั้งน้ำมูกน้ำตาเลอะไปหมดแล้ว
“ขอบคุณค่ะม้า”
ชลันดาเช็ดหน้าเช็ดตา แล้วยิ้มให้กับเหมย หัวใจเธอเต็มตื้นกับความอารีของท่านเหลือเกิน นี่ขนาดไม่ค่อยจะชอบหน้าเธอแต่แรกเห็น
“เปิดกล่องดูสิ นี่ของรับขวัญสะใภ้ใหญ่ ซ้อใหญ่ของบ้าน ม้าเตรียมไว้นานมาล่ะ ั้แ่หมวยใหญ่มันออกเรือนไป แต่ไทมันก็ไม่ถูกใจใครสักที ทำไว้รอมาหลายปีแล้ว ดีนะที่ไม่ได้รอเก้อ”
ชลันดาเปิดกล่องออกตามคำคะยั้นคะยอ แล้วก็ต้องน้ำตารื้นอีกหนกับของภายใน หวีเสียบผมทองคำแท้ทำเป็รูปดอกไม้จิ๋วๆ สลับกับไข่มุกสีชมพู งดงามและละเอียดนัก
“นี่น่ะ...มาจากเมืองจีนเลยนะ อากงของม้าเป็ช่างทอง ม้าเลยสั่งให้ทำแล้วส่งมาให้ มีชิ้นเดียวในโลกนี่ล่ะ แกะนามสกุลของเราไว้ด้วย ดีล่ะที่นุ้ยดาผมยาว พรุ่งนี้ม้าจะเกล้าผมให้สวยๆ แล้วเสียบหวีนี่ประดับให้ อ้อ...”
แล้วนางก็หันไปค้นของในลิ้นชักหัวเตียงอีกหน แล้วดึงเอาถุงแดง มีตัวอักษรสีทองบอกยี่ห้อออกมา พร้อมกับยื่นส่งให้ชลันดา ที่แทบจะไม่กล้ารับ ดูจากถุงแล้วเดาไม่ยากว่าข้างในเป็อะไร
“จี้น่ะ เป็กังหันวัดแชกงหมิว เคยได้ยินไหม?”
“เคยได้ยินมาบ้างค่ะม้า”
กังหันวัดแชกงหมิว มีชื่อเสียงระดับหนึ่งในเื่โชคลางของขลัง ตัวเธอเองก็เคยได้ยิน เหมยแบมือออก แล้วเอ่ยเสียงอ่อนโยน
“มาเดี๋ยวม้าจะใส่ให้ ทองนี่บาทหนึ่งถ้านุ้ยดาไม่ชอบก็เปลี่ยนลายได้ตะ กังหันนี้เขาเชื่อกันว่าจะพัดสิ่งไม่ดีไปจากชีวิต แล้วจะพัดสิ่งดีๆ ให้เข้ามา ม้าให้ไว้ จะได้มีแต่สิ่งดีๆ พัดเข้ามาในชีวิตคู่ของนุ้ยกับไท ดูแลกันรักกัน ให้อภัยกันนะ แล้วก็มีหลานให้ม้าอีกสักคนสองคน ถ้าเลี้ยงไม่ไหวก็ส่งมา” คำนั้นทำให้ชลันดานึกสะดุ้งน้อยๆ
“ขอบคุณมากค่ะม้า”
เธอก้มลงกราบท่าน ใจเริ่มหนักอึ้งเพราะรู้สึกผิดที่ไปโกหกท่านเข้า ดูเหมยจะดีใจมากที่ไทได้ออกเรือนไป
“รับลูกชายม้าไปแล้ว เป็ลูกสาวม้าไปแล้ว ก็ห้ามคืนตำแหน่งนี้นา นุ้ยดารับของม้าไปแล้ว ก็ห้ามคืนล่ะ ม้าไม่เอาคืน”
โอ...
นายไท
นายกำลังทำให้ฉันกลายเป็คนบาป!