บันทึกตำนานยอดปรมาจารย์

    บทที่ 43 ฝ่าขอบเขตฟ้าผ่า

    บทที่ 43 ฝ่าขอบเขตฟ้าผ่า


    [ตรวจพบว่า นายท่านเป็นกายาศักดิ์สิทธิ์โบราณ กำลังฝึกฝนคัมภีร์เต๋าจิง อยู่ในขอบเขตกงล้อสมุทรระดับที่เก้า ความยากในการก้าวข้ามจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก จำเป็นต้องเร่งความเร็วเป็นหนึ่งรอบเล็กต่อปี คาดว่าจะใช้คะแนนสะสม 10,000 แต้มต่อปี]


    [ปีแรก เจ้าต้องเผชิญหน้ากับฝูงมารนับแสนตนเพียงลำพัง จึงเลือกที่จะก้าวข้ามในสนามรบ สวรรค์รับรู้ได้ สัมผัสถึงขอบเขตกงล้อสมุทรระดับที่สิบซึ่งเป็นการยกระดับขั้นสูงสุด...]


    [ก้าวข้ามสำเร็จ ครั้งนี้ใช้ คะแนนระบบ 10,000 แต้ม]


    [กายาศักดิ์สิทธิ์โบราณของเจ้ากำลังเปลี่ยนแปลง]


    [ติ๊ง ขอบเขตกงล้อสมุทรขั้นปลายจะต้องเผชิญกับการชำระล้างด้วยฟ้าผ่า โปรดเตรียมพร้อม]


    [ฟ้าผ่าจะตกลงมาใน 10 ลมหายใจ]


    [ตรวจพบว่าเจ้าก้าวข้าม ขอบเขตใหญ่ ได้รับรางวัล...]


            ฉู่ซิวหลับตาลง ไร้ซึ่งความสนใจในรางวัล เริ่มรับการรู้แจ้งเกี่ยวกับคัมภีร์เต๋าจิงเป็นจำนวนมาก


            พลังปราณทั่วร่างกายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องราวกับจรวด ผมสีดำตรงดุจน้ำตกปลิวสะบัดไปตามสายลมเบาๆ ชุดคลุมปักลายสีทองพลิ้วไหว


            ขอบเขตกงล้อสมุทร ที่กว้างใหญ่กว่าจุดสูงสุดของขอบเขตกงล้อสมุทรทั่วไปถึง 99 เท่าถูกทำลายลง และเริ่มขยายตัวอย่างบ้าคลั่งอีกครั้ง


            100 เท่า 


            110 เท่า 


            130 เท่า 


            149 เท่า 


            150 เท่า


            การขยายตัวถึงขีดจำกัด


            ครานี้ฟ้าร้องกึกก้อง ขอบเขตกงล้อสมุทรภายในมีคลื่นสีทองกระหน่ำสาด แปรปรวนผกผันสะเทือนฟ้าสะเทอนดิน บนฟากนภาไกลมีอสรพิษสีม่วงส่ายกายแผลงฤทธิ์ ราวกับพยายามจะทำลายฟากนภาให้ภล่ม โดยรอบก้องกังวาลไปด้วยเสียงร่ายคาถาอันน่าอัศจรรย์ไร้ผู้เทียบเทียม


            ร่างกายของเขาเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในยามนั้นเอง เสียงกระดูกดังเปรี๊ยะ ๆ ความหนาแน่นและความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โลหิตสีแดงสดในกายค่อย ๆ เปลี่ยนจากสีแดงเป็นสีทองอ่อน... ไหลเวียนอยู่ในเส้นลมปราณ ดุจม้านับหมื่นที่วิ่งอย่างรวดเร็ว ฟ้าผ่าคำรามกึกก้อง น่าขนพองสยองเกล้ายิ่งนัก


            ต่อมา กายาศักดิ์สิทธิ์โบราณก็ปรากฏขึ้นเบื้องบน คลุมกายของฉู่ซิวเอาไว้ดุจร่างจำแลง ในห้วงอวกาศมีหมอกสีเทาอ่อนปั่นป่วนแผ่ซ่านไปทั่ว ในความปั่นป่วนนั้นก่อกำเนิดดอกบัวสีเขียวอ่อนที่ยังชุ่มด้วยหยาดน้ำค้างใสกระจ่าง


            ต่อด้วยมหาสมุทรสีทองอันกว้างใหญ่ไพศาล คลื่นยักษ์ซัดสาด ฟ้าร้องกึกก้อง เสียงสวดคาถาดังกังวานไม่ขาดสาย ดอกบัวสีเขียวนั้น รัศมีเรืองรอง กลิ่นหอมโชยไกลนับหมื่นลี้ หมุนวนลอยลงบนผืนมหาสมุทรสีทองเบา ๆ ก่อนจะหยั่งรากงอกงาม


            กายาศักดิ์สิทธิ์โบราณปรากฎความแตกต่างไป —— บงกชทมิฬทอง

            พลังกดดันอันน่าสะพรึงกลัวกระจายไปทั่วแปดทิศ บังคับให้เหล่ามารนับไม่ถ้วนคุกเข่าศิโรราบลง


            ฝูงมารที่บินวนอยู่บนฟ้า ถูกความกดดันอันศักดิ์สิทธิ์บีบจนร่วงหล่นลงมาดั่งสายฝน เสียงกระแทกลงพื้นแผ่นดินดังกึกก้อง กระแทกจนเกิดหลุมใหญ่นับไม่ถ้วน ฝุ่นควันปกคลุมรอบด้าน มารจำนวนมากถึงกับถูกกระแทกจนกลายเป็นเนื้อเละ โลหิตสาดกระจาย


            ฉู่ซิวค่อย ๆ ลืมตาขึ้น มองอย่างเฉยเมย ในดวงตาของชายหนุ่มเรืองแสงทองประกายวับวาว โลหิตสีทองพลุ่งพล่าน ปราณวิญญาณมหาศาลทะยานขึ้นฟ้าจนน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง ราวกับร่างจำแลงของพระโพธิสัตว์มาปรากฏในโลกมนุษย์ มองดูเหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลาย


            เพียงสูดลมหายใจเข้าคราหนึ่ง ปราณวิญญาณในรัศมีร้อยลี้ก็ไหลทะลักเข้ามาหาเขาราวกับเขื่อนแตก ก่อเป็นปราณมหาหาศาล พร่าเลือนดังหมอก กองหินนับแสนตรงหน้า แตกละเอียดเป็นผงในพริบตา ปราณวิญญาณที่แฝงอยู่ทุกซอกของก้อนดินถูกดูดซับจนหมดสิ้น


            “ระบบ ดำเนินการบรรลุคัมภีร์เต๋าจิงต่อไป”


    [ตรวจพบว่า นายท่านคือกายาศักดิ์สิทธิ์โบราณ กำลังฝึกฝนคัมภีร์เต๋าจิงขอบเขตกงล้อสมุทรขั้นปลายระดับสิบ ความยากในการก้ามข้ามขอบเขต การใช้พลังงานจะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ต้องเร่งเป็นสองปีต่อหนึ่งรอบเล็ก คาดว่าจะใช้คะแนนสะสมหนึ่งแสนแต้มในทุก ๆ สองปี]


    [ปีที่สอง ท่านเผชิญหน้ากับฝูงมารนับแสนตามลำพัง ท่ามกลางวิกฤตยังคงไม่หวั่นไหว ตัดสินใจจะก้าวข้ามขอบเขตทันที ราวกับมีความรู้สึกบางอย่าง แต่ก้าวข้ามขอบเขตไม่สำเร็จ]


    [ปีที่สี่ ท่านเผชิญหน้ากับฝูงมารนับแสนตามลำพัง ท่ามกลางวิกฤตยังคงไม่หวั่นไหว ตัดสินใจจะก้าวข้ามขอบเขตทันที ก้าวข้ามขอบเขตสำเร็จ เลื่อนเป็นขอบเขตเสินเฉียว ระดับหนึ่ง]


    [ปีที่หก ท่านเผชิญหน้ากับฝูงมารนับแสนตามลำพัง ท่ามกลางวิกฤตยังคงไม่หวั่นไหว ตัดสินใจจะก้าวข้ามขอบเขตทันที มีความรู้สึกบางอย่าง แต่ก้าวข้ามขอบเขตไม่สำเร็จ]


    [ปีที่แปด เจ้าเผชิญหน้ากับฝูงมารนับแสนตามลำพัง ท่ามกลางวิกฤตยังคงไม่หวั่นไหว ตัดสินใจจะก้าวข้ามขอบเขตทันที และก้ามข้ามขีดจำกัดสำเร็จ เลื่อนเป็น ขอบเขตเสินเฉียวระดับสอง]


    ...


            เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน


            จริง ๆ แล้วตั้งแต่ ฉู่ซิวกินผลหล่อวิญญาณจนกระทั่งเดินออกจากค่ายกล ก้าวข้ามขอบเขตจนกระทั่งปรากฏการณ์ประหลาดปรากฏขึ้น จากนั้นก็ก้าวข้ามขอบเขตเสินเฉียวโดยใช้เวลาไม่ถึงสามลมหายใจด้วยซ้ำ


            “นั่นมันอะไรกัน” ภายในค่ายกล ทุกคนมองดูปรากฏการณ์ประหลาดของดอกบัวสีเขียวเหนือศีรษะของฉู่ซิว ต่างก็ตกใจจนอ้าปากค้าง


            “ดูเหมือนฉู่ซิวจะกำลังจะก้าวข้ามขอบเขต”


            “พลังของเขากำลังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ”


            “โอ้ว! แต่เขาถึงกับก้าวข้ามขอบเขตกลางสนามรบได้”


            “เขาทำได้อย่างไร แข็งแกร่งเกินไปแล้ว!”


            “ก้าวข้ามขอบเขตแล้วอย่างไร? หรือจะสู้กับมารนับแสนได้งั้นหรือ? อย่างไรเสียเขาก็ต้องตาย!!” เมื่อมองไปยังด้านนอกของค่ายกล เงาร่างที่ตั้งตรงราวกับกระบี่ ซูหรูเสวี่ยใช้มือขาวบางปิดปาก ดวงตาเต็มไปด้วยความตกตะลึง


            “ศิษย์พี่”


            “คนผู้นี้ไม่ธรรมดา” โม่ชาหรี่ตาลง ด้วยความเด็ดขาดไร้ที่ติของเขา 


            ฉึก! 


            เขาชักกระบี่ขนาดยักษ์บนหลังออกมา ฟาดเข้าใส่หว่างคิ้วของฉู่ซิวอย่างจัง ต้องการสังหารผู้แปลกประหลาดผู้นี้เสียให้ได้


            เสือขาวคำรามเสียงดัง อ้าปากกว้างราวกับบ่อเลือด และพุ่งเข้าใส่ฉู่ซิวจากด้านข้าง ฉู่ซิวมีบงกชทมิฬเขียวลอยเหนือศีรษะ หมุนเวียนเคล็ดวิชาลับสิงจื่อ ร่างกายรวดเร็วดุจปีศาจ หายตัวไปจากที่เดิม


            โม่ชาฟันอากาศเปล่า เสือขาวพุ่งชนพื้น จึงส่งเสียงคำรามด้วยความเจ็บปวด กลิ้งไปมาบนพื้นสองสามตลบก่อนจะลุกขึ้นมา


            ในตอนนี้ ภายในร่างกายของฉู่ซิวกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จึงไม่อาจแบ่งใจออกมาลงมือได้


            “สังหารมนุษย์ผู้นี้เสีย” โม่ชาคำราม ไม่มีความสงบนิ่งเหมือนก่อนหน้านี้อีกต่อไป ในใจเขารู้สึกไม่สงบอย่างยิ่ง


            ‘มนุษย์ผู้นี้ช่างประหลาดเหลือเกิน’ ภายในใจเขาตอนนี้ มีความรู้สึกเหมือนกำลังจะเผชิญกับเคราะห์กรรมคราใหญ่


            “ฆ่า ฆ่า ฆ่า!!”


            เผ่ามารต่างต้านทานภาพลวงตาของกายาศักดิ์สิทธิ์ ทั้งบนฟ้าและบนพื้นดิน ทั้งสี่ด้านแปดทิศ ดั่งคลื่นยักษ์อันชั่วร้าย พุ่งเข้าใส่ฉู่ซิวและต้องการฉีกเขาให้ละเอียด


            ผมสีดำยาวของฉู่ซิว ปลิวสยาย ดวงตาทั้งสองเปล่งประกายสีทอง กวาดตามองไปรอบด้านอย่างสงบนิ่ง เขาใช้วิชาเคล็ดวิชาลับจนร่างกายเคลื่อนไหวเร็วดุจปีศาจท่ามกลางเผ่ามาร ฉู่ชิวรามนี้ราวกับกำลังเต้นรำ ช่างน่าตื่นเต้นและหวาดเสียวยิ่งนัก


            แท้จริงแล้ว ความเร็วของเขานั้นน่าเหลือเชื่อ


            ในแดนลับนอกจากโม่ชาแล้ว สูงสุดก็ได้แค่มารขอบเขตเสินเฉียวขั้นปลาย ยามนี้จึงไม่มีใครแม้แต่จะแตะชายเสื้อของเขาได้


            ดังนั้น เขาจึงตัดสินใจทำเรื่องใหญ่ เลือกที่ก้าวข้ามขอบเขตเสียในตอนนี้ จากนั้นก็ดึงดูดสายฟ้าให้ฟาดลงมาเพื่อสังหารมารทั้งหมดที่อยู่ ณ ที่แห่งนี้ให้สิ้นซาก


            “ปราณไม่พอ…” เขาก้าวข้ามขอบเขตเร็วเกินไป ขาดปราณจากฟ้าดิน


            ขณะที่หลบหลีกการโจมตี ฉู่ซิวก็หยิบสมุนไพรวิเศษออกมาจากถุงเก็บของ กลืนกินพวกมันเข้าไป ดวงตาที่หน้าผากส่องประกายสีทองอร่าม

            ในขณะนี้ ภายในช่องท้อง ขอบเขตกงล้อสมุทปราณวิญญาณทั้งหมดถูกเปลี่ยนเป็นพลังวิญญาณแท้จริงในชั่วพริบตา เสาแสงสีทองทะลุทะลวงร่างกายทั้งหมดจากนั้นก็พุ่งตรงไปยังกลางศีรษะของชายหนุ่ม


            ขอบเขตเสินเฉียวก็คือการอาศัยพลังอันยิ่งใหญ่ของขอบเขตกงล้อสมุทรในการเจาะทะลุและหล่อเลี้ยงเชื่อมโยงร่างกายและจักรวาลจนเป็นหนึ่งเดียว เปิดแท่นวิญญาณเทพ ก่อกำเนิดญาณทัศนะ นั่นคือขอบเขตเสินเฉียว


            ฉึ่ง~


            ที่หว่างคิ้วของฉู่ซิวมีเสียงดังกังวานราวกับเสียงกลองในยามเย็นและระฆังที่ดังก้องยามเช้า แท่นวิญญาณเทพที่แข็งแกร่งดั่งศิลาในที่สุดก็ถูกเปิดออก มีร่างเล็กสีทองนั่งขัดสมาธิอยู่บนดอกบัว หากมองอย่างละเอียดจะพบว่าเขาหน้าตาเหมือนกับฉู่ซิวราวกับแกะ นั่นก็คือเทวะญาณของฉู่ซิว


            พื้นที่ของแท่นวิญญาณเทพขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ เพิ่มขึ้นขอมขอบเขตพลัง


            ยิ่งพื้นที่ของแท่นวิญญาณเทพกว้างใหญ่เท่าไร เทวะญาณที่เกิดขึ้นก็ยิ่งมากและแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น เทวะญาณที่อยู่ในแท่นวิญญาณเทพก็ยิ่งหนักแน่นและทรงพลังมากขึ้น


            ขอบเขตเสินเฉียวระดับหนึ่ง เท่ากับผู้บำเพ็ญขอบเขตเสินเฉียวทั่วไปสิบเท่า


            ขอบเขตเสินเฉียวระดับสอง เท่ากับผู้บำเพ็ญขอบเขตเสินเฉียวทั่วไปสิบห้าเท่า


            ขอบเขตเสินเฉียวระดับสาม เท่ากับผู้บำเพ็ญขอบเขตเสินเฉียวทั่วไปยี่สิบเท่า


            ขอบเขตเสินเฉียวระดับเก้า เท่ากับผู้บำเพ็ญขอบเขตเสินเฉียวทั่วไปห้าสิบเท่า


            ถึงห้าสิบเท่าเต็ม ๆ แท่นวิญญาณเทพที่น่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ หากเอ่ยปากบอกออกไป เกรงว่าคงไม่มีใครเชื่อ และคิดว่าเขาต้องเสียสติไปแล้วแน่ ๆ พอดีกันนั้นเองที่การก้าวข้ามขอบเขตได้สิ้นสุดลง ทันใดนั้นฟ้าก็ผ่าเขาในทันที 


            ‘เปรี้ยง!!!’


            ชั่วพริบตา สวรรค์และโลกก็สูญเสียซึ่งสีสันไป ลมคำรามส่งเสียงหวีดระงม เมฆดำรวมตัวกันบดบังแสง และในกลุ่มเมฆดำที่หมุนวน ก็มีอสรพิษสายฟ้าสีทองนับไม่ถ้วนกำลังไต่ไปมา พลังแห่งการทำลายล้างทำให้ผู้คนขนลุกซู่


            ความกดดันของสวรรค์และโลกได้กวาดล้างทุกสิ่ง


            เผ่ามารเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าด้วยความตกใจ หวาดผวา และตัวสั่นเทา พวกมันรู้สึกได้ถึงอำนาจอันยิ่งใหญ่ของสวรรค์ที่กำลังจะเล่นงานพวกมัน พวกมันจึงคุกเข่าลงกับพื้นโดยไม่รู้ตัว ตัวสั่นเทิ้ม บางตนหันหลังวิ่งหนี


            ฉู่ซิวยิ้มมุมปากส่งเสียงหัวเราะประหลาดออกมา


            “เชิญพวกเจ้าลิ้มรสชาติของฟ้าผ่าเถิด” ใช่แล้ว ฉู่ซิวจะลากเผ่ามารหลายแสนตนมาโดนฟ้าผ่าพร้อมกัน!!!



    คล้ายกับเรื่องบันทึกตำนานยอดปรมาจารย์ ที่คุณอ่าน