อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง

    บทที่ 45 สนุกมั้ย

            กับท่าทีของเอ็นวี่นี้ริคไม่ค่อยจะใส่ใจเท่าไหร่นัก แต่เอ็นวี่บ่นอย่างไม่พอใจว่า

            “อุตส่าห์นั่งเฝ้าเจ้าครึ่งคนครึ่งซาไทร์นัสมาตั้งสามวันสามคืนแต่ผลออกมาว่าล่อคนอื่นออกมาได้เองเหรอเนี่ย”

            ริคพูดด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉยว่า

            “ไม่ต้องเซ็งไปหรอกเดี๋ยวเจ้านั่นต้องโผล่ออกมาแน่”

            เอ็นวี่เกาหัวแกรก ๆ ถามริคไปว่า

            “นี่ริคที่เราทำอยู่นี่มันจะได้ผลเหรอไม่ใช่ว่าเจ้านั่นหวาดกลัวจนหดหัวหลุบหางไปแล้วหรอกนะ”

            ริคส่ายหน้าช้า ๆ ก่อนจะอธิบายพลางเดินไปที่ก้อนดินที่ผนึกบอมบ้าว่า

            “คนที่มาเป็นนักล่าค่าหัวแล้วมีอายุยืนนอกจากพวกที่เห็นความตายแล้ววิ่งเข้าหายังต้องเป็นพวกที่มีฝีมือทั้งยังมั่นใจในตัวเอง ลองคิดดูสิว่าถ้ามันรู้ว่าเกิดการล่านักล่าค่าหัวขึ้นมันจะทำอะไร มันก็คงจะไม่แยแสแล้วทำการล่าค่าหัวต่อไปนั่นแหละ แล้วด้วยจำนวนนักล่าค่าหัวที่น้อยลงนี้เราก็จะหาตัวมันง่ายขึ้น”

            “ไม่ใช่ว่าพวกคนขี้ตอแหลพวกนั้นได้ตัวมันไปแล้วหรอกนะ”

            ริคยังคงส่ายหน้าช้า ๆ ตอบไปว่า

            “เรื่องนั้นไม่ต้องกังวลการที่พวกคนจากศาสนจักรยังอยู่ที่ป้อมปราการแอชทราวินนั่นแปลว่าคนพวกนั้นยังไม่ได้ตัวมันไปนั่นแปลว่าเรายังมีโอกาส”

            เอ็นวี่พยักหน้าเหมือนจะเข้าใจก่อนจะหันไปมองก้อนดินที่ปิดผนึกบอมบ้า พบว่าตอนนี้เปลือกนอกของก้อนดินเริ่มสลายไปทีละนิด ขนาดของมันหดเล็กลงเรื่อย ๆ นี่เป็นเรื่องปกติของทวีปนี้สิ่งใดที่เวทย์มนต์สรรค์สร้างเมื่อไร้ซึ่งมานาหล่อเลี้ยงสิ่งนั้นย่อมสูญสลาย หากต้องการจะคงสิ่งใดไว้ก็จงเลี่ยงการใช้เวทย์มนต์ในการสรรค์สร้างมันออกมา

            เวทย์ธาตุดินที่นักล่าค่าหัวคนนี้ใช้เขาไม่ได้ใช้การควบคุมดินแต่เป็นการเสกดินขึ้นมาโดยใช้ผืนดินเป็นสื่อกลาง จึงเป็นเรื่องปกติที่สิ่งที่เขาสร้างขึ้นจะหายไปเมื่อลมหายใจของเขาหยุดลง

            “นี่ริคจะเอายังไงกับเจ้านี่ดีจะยังคงเก็บไว้เป็นเหยื่อล่อดีไหม” เอ็นวี่ถามขึ้นขณะที่ยังจ้องมองหินก้อนนั้นไม่วางตา ส่วนริคเองก็ตอบด้วยท่าทีเฉยชาว่า

            “ตามใจเจ้าสิ”

            เอ็นวี่ยิ้มออกมาในทันทีจ้องมองก้อนดินที่มีขนาดเล็กลงเรื่อย ๆ จนเมื่อขนาดของมันลดลงมาเกินครึ่งมันก็เริ่มสั่นช้า ๆ พร้อมกับมีรอยร้าวปรากฏขึ้นบนก้อนดิน รอยร้าวเริ่มลามออกไปทีละนิดทีละนิดสักพักมันก็เริ่มลามออกไปเร็วขึ้นจนทั้งก้อนดินเต็มไปด้วยรอยร้าว จนในที่สุดมันก็แตกกระจายเป็นเสี่ยง ๆ

            บอมบ้าในชุดเกราะกระดูกสีดำยืนโชว์แขนคำรามออกมา

            “โฮกกก!!!”

            บอมบ้าคำรามอย่างนั้นไปพักหนึ่งก่อนจะกวาดสายตาไปรอบตัวพบว่าไม่มีเลยสักคนที่เป็นหนึ่งในนักล่าค่าหัวน่าตายนั่น ขณะที่มันกำลังยืนงงอยู่นั้นเอ็นวี่ก็พูดขึ้น

            “ดูมันสิริคออกมาได้ก็คำรามใหญ่เลย”

            “ก็มันเป็นสัตว์นี่นะถึงจะแค่ครึ่งเดียวก็เถอะ”

            “ฮ่าฮ่าฮ่า! ถูกของเจ้านะริค”

            บทสนทนาของริคกับเอ็นวี่ทำให้แววตาของบอมบ้าฉายแววอำมหิตขึ้นมาถามว่า

            “พวกแกเป็นใครแล้วเจ้านักล่าค่าหัวน่าตายนั่นหายไปไหนแล้ว”

            เอ็นวี่เดินไปยืนตรงหน้าบอมบ้าก่อนจะพูดว่า

            “ถ้าเจ้าคนที่แกถามหาล่ะก็มันตายไปแล้วส่วนแก...” เมื่อพูดถึงตรงนี้เอ็นวี่ลากนิ้วใต้คอพูดกับบอมบ้าว่า “กำลังจะตามมันไป”

            ได้ยินที่เอ็นวี่พูดบอมบ้าก็เลือดขึ้นหน้ากระชากเสียงว่า

            “โอหังข้าจะจับเจ้าฉีก...”

            บอมบ้ายังพูดไม่จบคำก็ต้องหยุดชะงักเพราะดันมีงูจากไหนไม่รู้มารัดตัวมันไว้ บอมบ้าพยายามเกร็งกำลังต่อต้าน แต่แรงบีบของงูตัวนั้นกลับทำให้มันไม่อาจต่อต้าน ขณะที่บอมบ้ากำลังดิ้นรนก็ร้องออกมาว่า

            “งูนี่มันอะไรกัน”

            พละกำลังในฐานะลูกครึ่งซาไทร์นัสที่มันเคยภาคภูมิใจมาโดยตลอดกลับไร้ความหมายเมื่อต้องมาเจอกับแรงบีบรัดของงูตัวนี้ ไม่กี่วินาทีถัดมาความภาคภูมิใจอีกอย่างของมันก็ถูกบดขยี้ตามไปด้วย เมื่อเกราะกระดูกที่ขึ้นชื่อในเรื่องต้านการโจมตีทางกายภาพกลับมีรอยร้าวเกิดขึ้น งูตัวนั้นยังคงรัดแน่นต่อไปเรื่อย ๆ จนเกราะกระดูกแหลกเป็นเสี่ยง ๆ

            นัยน์ตาของบอมบ้าเบิกโพลงปากอ้าค้างคล้ายต้องการจะร้องสิ่งใดออกมาแต่ไร้ซึ่งเสียง บอมบ้าเหลือบไปเห็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้มันแทบไม่เชื่อในสายตาเมื่อพบว่างูที่รัดมันอยู่นี้แท้จริงแล้วกลับเหมือนเป็นแขนซ้ายของเอ็นวี่

            ‘นี่มันอะไรกัน?’

            มันได้แต่คิดในใจก่อนที่สติจะดับวูบไปเพราะถูกรัดจนหมดสติ

            เอ็นวี่ที่เห็นว่าตอนนี้บอมบ้าได้หมดสติแล้วแต่ก็ยังไม่สนใจใช้แขนซ้ายที่กลายเป็นงูขนาดใหญ่รัดบอมบ้าอย่างต่อเนื่อง จนได้ยินเสียงกระดูกลั่นไม่หยุดเอ็นวี่ยังคงรัดต่อไปจนร่างของบอมบ้าเริ่มที่จะบิดเบี้ยวผิดรูปงูตัวนั้นจึงคลายตัวออกทิ้งร่างไร้วิญญาณของบอมบ้าที่ตอนนี้ดูไม่ออกว่าเป็นร่างของอะไรกันแน่

            เอ็นวี่เหลือบมองร่าง ๆ นั้นอย่างเย็นชาพร้อมกับคืนสภาพแขนซ้ายให้กลับสู่สภาพปกติ ริคก็พูดขึ้นว่า

            “ไปกันเถอะไปหาเหยื่อล่อตัวใหม่กัน”

            พูดจบริคก็หมุนตัวแล้วเดินจากไปเอ็นวี่ก็ไม่สนใจซากที่บิดเบี้ยวนั้นแล้วเดินตามริคไป เหตุการณ์ทั้งหมดล้วนอยู่ในสายตาของสตรีนางหนึ่งแววตาของสตรีนางนี้เดิมทียังอยู่ในสภาพไร้ชีวิตชีวา แต่กลับดูเป็นประกายขึ้นมาที่ได้เห็นการจบชีวิตของบอมบ้าที่มันขืนใจเธอ เธอฝืนความรู้สึกเจ็บที่ขาลุกขึ้นมากลีบดอกไม้ของเธอยังคงรู้สึกเหมือนว่าแก่นกายขนาดใหญ่ของมันคาอยู่ในนั้น เธอเดินโซเซไปก้มลงหยิบดาบของเจ้าหน้าที่คุ้มกันที่ตายไปขึ้นมา ก่อนจะเดินไปที่ร่างไร้วิญญาณที่ดูบิดเบี้ยวของบอมบ้าแล้วทำการกระหน่ำฟันใส่ร่างนั้นไม่หยุด สายตาของเธอตอนนี้เต็มไปด้วยความอาฆาตแค้น

            ขณะที่เธอกำลังกระหน่ำฟันอยู่นั้นก็มีคนขี่ม้าขบวนหนึ่งควบมาอย่างเร่งร้อน ทันทีที่พวกเขาควบมาเห็นสภาพที่ซากศพและซากรถม้าต่างก็พากันแตกตื่นตกใจ คนใส่เกราะที่เป็นหัวหน้าออกคำสั่งทันที

            “กระจายกำลังหาตัวนายท่าน...”

            เขาพูดยังไม่ทันจบลูกน้องของเขาคนหนึ่งก็ตะโกนมาว่า

            “ดูนั่นคุณนายอยู่นั่น”

            ทุกคนรวมทั้งหัวหน้าหันไปมองตำแหน่งที่ลูกน้องชี้พบเห็นสิ่งที่เขาไม่อยากจะเชื่อสายตา คุณนายที่มักเป็นคนสุภาพอ่อนโยนเรียบร้อยกลับกำลังถือดาบกระหน่ำฟันอะไรบางอย่างอย่างบ้าคลั่ง

            ในขณะที่หลายคนกำลังวุ่นวายกันอยู่นั้นตัวต้นเหตุอย่างเออร์วินก็กำลังนั่งคุกเข่าที่พื้นในห้องนอนของตน โดยมีลิลิธที่ตอนนี้กำลังยืนตรงหน้าด้วยรอยยิ้มประหาร ถ้าถามว่าทำไมเขาถึงมาอยู่ในสภาพนี้ได้ล่ะก็ต้องเท้าความไปตั้งแต่ช่วงหัวค่ำขณะที่ทานมื้อเย็น

            ในมื้ออาหารทุกอย่างก็ดูเหมือนเป็นปกติราชินีเอลิเซียยังไฮเปอร์ดี๊ด๊าเอาแต่ถามว่าอาหารเป็นยังไงบ้าง ผักที่เธอหั่นเป็นยังไง เรเชลก็ยังคงทานอาหารแล้วเผลอทำจากเลอะปากทำให้เออร์วินที่นั่งข้าง ๆ ต้องคอยเช็ดให้อยู่บ่อยครั้ง ส่วนลิลิธก็นั่งทานอาหารอยู่เงียบ ๆ ไม่สนใจอะไร ขณะที่กำลังทานอยู่นั้นพระราชาอัลเฟรดผู้เป็นพ่อก็พูดถึงเรื่องแปลก ๆ ที่ว่ามีการล่านักล่าค่าหัวกัน เออร์วินที่ได้รับฟังก็ไม่ได้สนใจอะไรเพียงแค่คิดว่าคงเป็นพวกเสียสติหรือไม่ก็อยู่ว่างแล้วไม่มีอะไรทำ ทั้งที่ไม่รู้เลยว่าต้นสายปลายเหตุนี้มาจากตน

            หลังจากที่ทานมื้อเย็นเสร็จเรเชลน้องสาวของเขากก็พูดขึ้นว่า

            “ท่านพี่คะก่อนนอนคืนนี้เราไปเล่นหมากรุกกันมั้ยคะ หนูตั้งใจฝึกมาอย่างดีเลยนะคะรอบนี้ไม่แพ้ง่าย ๆ แน่”

            หมากรุกเป็นหนึ่งในสิ่งที่เรเชลชื่นชอบมันไม่เพียงแต่เพราะมันเป็นสิ่งที่พี่ชายของเธอคิดค้นขึ้น แต่เพราะมันเป็นสิ่งที่ลิลิธไม่ถนัดดังนั้นทุกครั้งที่เล่นกันลิลิธจึงมักได้แต่มองอย่างเบื่อหน่าย และที่สำคัญเลยก็คือมันเป็นสิ่งที่ทำให้พี่ชายของเธอได้โชว์ความสามารถเพราะมันไม่เกี่ยวกับเวทย์มนต์

            เออร์วินยิ้มให้น้องสาวของตนบอกว่า

            “ได้สิแต่เล่นแค่สามตานะเดี๋ยวนอนดึกเกิน”

            เรเชลยิ้มหน้าบานพี่ชายของเธอมักใจดีกับเธอเสมอทุกวันถ้าไม่มาเล่านิทานให้เธอฟังก่อนนอนก็มักมาเล่นเกมต่าง ๆ กับเธอ ลิลิธทำเป็นไม่สนใจบทสนทนาของทั้งสองเดินออกจากห้องไป แต่เรเวนกลับพูดขึ้นมาว่า

            “เจ้าชายเพคะวันนี้เจ้าชายทรงเหนื่อยมาทั้งวันแล้วจากการเดตกับคุณหนูอาบิเกล เจ้าชายต้องรีบพักผ่อนนะเพคะ”

            จบคำของเรเวนทั้งห้องก็เงียบลงทันใดขณะที่เออร์วินกำลังยืนงงกับการกระทำนี้ของเรเวน ราชินีเอลิเซียยกมือขึ้นปิดปากตาเป็นประกายทันที

            “นี่ลูกของแม่เริ่มเดตกับสาวแล้วเหรอเนี่ยโตวัยจังเลยนะ นี่หรือว่าฉันจะได้อุ้มหลานแล้วตั้งตัวไม่ทันเลยนะเนี่ย”

            ส่วนเรเชลกลับแสร้งทำเป็นไร้เดียงสาถามว่า

            “วันนี้ท่านพี่ไปเดตกับผู้หญิงอื่นมาเหรอคะ”

            ‘ผู้หญิงอื่น’ เออร์วินยืนงงกับคำที่เรเชลใช้เรียกอาบิเกลแต่ก็ยังตอบไปตามตรงว่า

            “ใช่”

            เพียงเท่านั้นเรเชลก็หรี่ตามองพี่ชายของตน เรเวนก็พูดอีกว่า

            “เจ้าชายทรงเป็นสุภาพบุรุษมากเลยนะเพคะท่านทรงเช็ดปากที่เปื้อนจากอาหารให้คุณหนูคนนั้นอย่างอ่อนโยนด้วยเพคะ”

            พฤติกรรมที่แปลกไปของเรเวนทำให้เออร์วินต้องหันไปมองเธอด้วยความสงสัยว่าวันนี้เธอกินอะไรผิดสำแดงมารึเปล่า ก่อนจะหันไปมองเรเชลเขากลับต้องตัวแข็งค้างทั้งที่เขายังเห็นว่าน้องสาวของเขาผู้นี้ยังยิ้มแย้มให้เขาแต่เออร์วินกลับรู้สึกว่าตัวเธอนั้นต่างไปจากทุกที เรเชลพูดกับเออร์วินว่า

            “ท่านพี่คะนี่ก็ค่ำแล้วหนูขอตัวกลับไปนอนก่อนนะคะ”

            พูดจบเธอก็ถอนสายบัวให้พี่ชายอย่างสง่างามแล้วเดินออกจากห้องไปโดยมีแม็กกี้เดินตามไปติด ๆ ทิ้งให้เออร์วินยืนงงพร้อมกับพึมพำว่า

            “ไหนว่าจะเล่นหมากรุกกัน?”

            สักพักบรรยากาศก็เย็นยะเยือกขึ้นมาในทันใดเออร์วินหันไปมองที่มาของบรรยากาศนี้พบเห็นลิลิธที่ควรจะออกจากห้องไปแล้ว เธอยิ้มให้เออร์วินเป็นยิ้มที่เขาตั้งชื่อให้มันว่ายิ้มประหาร เขารู้สึกคอแห้งผากกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากได้แต่นึกสงสัยในใจว่า ‘นี่ตูไปทำอะไรผิดไปหรือเปล่าหว่า’

            “เออร์วิน”

            “คะครับท่านพี่”

            “เราคงต้องคุยกันหน่อยแล้วล่ะ”

            “เอ๊ะ?”

            พูดจบเธอก็จับมือน้องชายแล้วเดินออกจากห้องไปทำให้เออร์วินต้องเดินตามอย่างเลี่ยงไม่ได้ ในขณะที่เรเวนก็เดินตามไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ตั้งแต่ต้นจนจบพระราชาอัลเฟรดพยายามทำตัวให้เหมือนอากาศธาตุเพื่อที่จะได้ไม่ถูกดึงไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วย จนเมื่อพวกลูก ๆ พากันออกจากห้องไปเหลือเพียงเขา ราชินีเอลิเซีย และหัวหน้าสาวใช้ลาน่ากับพ่อบ้านชรา พระราชาอัลเฟรดก็ถอนหายใจอย่างโล่งอกพึมพำออกมาว่า

            “อย่าตายนะเออร์วิน”

            กลับมาที่เหตุการณ์ในห้องนอนเหลือเพียงเออร์วินกับลิลิธ ส่วนเรเวนที่เป็นคนจุดไฟก็กลับเข้าห้องของตัวเองไปทิ้งให้เออร์วินดับไฟเพียงลำพัง จนตอนนี้เออร์วินที่นั่งคุกเข่ากับพื้นก็ยังไม่เข้าใจว่าตนทำอะไรผิด ลิลิธถามเขาพร้อมรอยยิ้มประหารว่า

            “เออร์วิน”

            “คะครับท่านพี่”

            “จริงหรือเปล่าที่วันนี้เธอไปเดตกับผู้หญิงอื่นมา”

            ‘ผู้หญิงอื่น?’ เออร์วินสังเกตพบว่าทั้งลิลิธกับเรเชลใช้คำเรียกเดียวกันอย่างน่าประหลาด ก่อนจะตอบไปว่า

            “ไม่เชิงเป็นการเดตครับผมแค่ชวนเธอเที่ยวในเมือง...”

            เออร์วินยังพูดไม่ทันจบลิลิธก็ตัดบทว่า

            “นี่เธอเป็นคนชวน?”

            เออร์วินอึ้งไปทันทีไม่นึกว่าเธอจะถามเขาเรื่องนี้แต่ก็พยักหน้าตอบว่า

            “ใช่ครับ”

            จบคำของเออร์วินบรรยากาศเย็นยะเยือกขึ้นเป็นเท่าตัวแต่เหงื่อกลับชุ่มเต็มแผ่นหลังของเออร์วิน เออร์วินได้แต่คร่ำครวญในใจว่า

            ‘นี่ตูพูดอะไรผิดฟะ’

            ลิลิธยังคงยิ้มประหารให้น้องชายตนพูดออกมาว่า

            “เอ... แปลกจังเลยนะที่เธอเป็นคนชวนได้เนี่ยทั้งที่พี่เคยชวนเธอแต่เธอกลับปฏิเสธซะงั้นจนพี่ต้องหิ้วคอเธอไปด้วย นี่เออร์วิน”

            “คะครับท่านพี่”

            “เด็กผู้หญิงคนนั้นเป็นยังไงเหรอ”

            เออร์วินกลอกตาไปมาก่อนจะตอบว่า

            “ก็เป็นคนที่น่ารักดีนะครับ...”

            คราวนี้เออร์วินพูดยังไม่ทันจบลิลิธก็จิกผมเขาให้เงยหน้าขึ้น ยิ้มประหารให้น้องชายตน

            “น่ารัก? งั้นเหรอน่ารักสินะ น่ารักถึงขนาดที่เธอต้องชวนเดตเลยนี่เนอะว่าแต่เออร์วิน เดตวันนี้สนุกมั้ย”

            เออร์วินที่ยังไม่เข้าใจว่าตนทำอะไรผิดตอบไปตามตรงว่า

            “สนุกครับ”

            ทันใดนั้นกระแสไฟฟ้าก็สว่างวาบไปทั่วห้องพร้อมกับเสียงร้องของเออร์วินที่ดังมาว่า

            “เจี๊ยกกก!!!”

            ภายในห้องของเรเวนที่ติดกันโซอี้ที่นั่งอ่านหนังสือบนเตียงสะดุ้งตกใจทันทีที่ได้ยินเสียงร้อง

            “คุณเรเวนคะเสียงนี้มัน”

            เรเวนที่ตอนนี้ไม่ได้สวมชุดเมดแต่กลับสวมชุดลำลองกำลังวิดพื้นตอบคำถามเธอว่า

            “ไม่ต้องสนใจหรอกก็แค่ลิงตัวหนึ่งเจอดีน่ะ”

            เป็นเวลาสองสัปดาห์ที่โซอี้ได้มาอยู่ที่นี่ตอนกลางวันเธอจะถูกพาไปอยู่กับพวกลูซี่ ส่วนตอนกลางคืนเธอจะถูกพากลับมาที่ห้องนี้ อาการระแวงตื่นจากฝันร้ายหรืออาการคลุ้มคลั่งเริ่มเกิดน้อยลง ทั้งโซอี้ก็เริ่มยิ้มได้บ้างบ่งบอกว่าเป็นสัญญาณที่ดีขึ้น แสดงว่าการบำบัดโดยให้เธออยู่กับพวกลูซี่ได้ผล ตอนนี้เธอไม่หวังว่าจะกลับมาเดินได้เหมือนเก่าแต่เธอหวังแค่ว่าจะสามารถทำอะไรได้มากกว่านี้ เพราะเธออยากจะทำอะไรที่เป็นประโยชน์กับเออร์วินมากกว่านี้

            ที่เออร์วินได้ให้สัญญากับเธอว่าเธอจะกลับมาเดินได้อีกครั้งเธอไม่คิดว่าเขาจะทำได้จริง ๆ แต่เธอกก็ไม่คิดจะโกรธเคืองเขาเพราะชีวิตที่สองนี้ที่เธอได้รับมาก็มากพอแล้วสำหรับเธอ แม้จะมีร่างกายเป็นแบบนี้โซอี้กลับไม่คิดจะใช้มันเป็นข้ออ้างที่จะไม่ทำอะไร เพราะอย่างน้อยตอนนี้ยังมีสิ่งที่เธอทำได้ก็คือการหาความรู้ใส่หัวให้มากที่สุด สำหรับผู้หญิงที่เกิดในครอบครัวชนชั้นล่างการได้มีโอกาสเรียนหนังสือไม่ว่าที่ไหนล้วนไม่มีทาง การที่เธอได้รับโอกาสนี้เธอจึงเลือกที่จะถนอมมันไว้ และเธอยังต้องการทำตัวเองให้เป็นประโยชน์กับเออร์วินและเรเวนอีกด้วย ในฐานะที่ร่างกายเป็นแบบนี้สิ่งที่เธอใช้ได้ก็มีแต่สมองเท่านั้น

            โซอี้เก็บความสงสัยไว้ในใจเพราะในเมื่อสาวใช้ส่วนตัวอย่างเรเวนยังไม่มีท่าทีกังวลเธอก็คงไม่ต้องใส่ใจอะไรก่อนจะกลับไปอ่านหนังสือต่อ เรเวนที่วิดพื้นอยู่ก็ลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสายเห็นโซอี้นั่งอ่านหนังสืออย่างตั้งใจ เธอรู้ดีว่าจุดประสงค์ที่โซอี้ตั้งใจขนาดนี้คืออะไร ก่อนจะยิ้มให้โซอี้แล้วพูดว่า

            “นี่โซอี้”

            โซอี้ละสายตาจากหนังสือเงยหน้าถามว่า

            “คะ?”

            “ที่เด็กคนนั้นบอกว่าเธอจะกลับมาเดินได้อีกครั้งเธอคิดว่ายังไง”

            โซอี้นิ่งไปทันทีที่ได้ยินคำพูดนั้น


    คล้ายกับเรื่องอาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง ที่คุณอ่าน