ภายในลานหินแห่งการหยั่งรู้ ทั้ง4แห่ง ในช่วงเวลานี้ มันลอยขึ้นเหนือพื้นดิน ไปไม่น้อยแล้วในยามนี้ หลงเหลือเพียงลานหินหยั่งรู้ที่4เท่านั้น ที่ยังขยับเขยื้อนไม่สูงมากนัก พอที่จะให้ผู้มาใหม่ ปีนป่ายขึ้นไปได้ เนื่องด้วยการหยั่งรู้ ของลานหินที่4ไม่สูงมากนัก แม้แต่เหล่าจอมยุทธ์ผู้สุงส่ง ยังไม่มี ย่างกราย บนลานหินแห่งการหยั่งรู้ที่4แห่งนั้น ไม่แปลกที่มันจะเชื่องช้ากว่าลานหินอื่นๆ ไปมาก
การจะขึ้นไปบนวิหารจักรพรรดิโลหิต ที่ลอยเหนือท้องฟ้าสูงได้ มีวิธีเดียวเท่านั้นในยามนี้ คือการหยั่งรู้ให้ ลานหินแห่งการหยั่งรู้ ลอยขึ้นสูง ส่งพวกเขาขึ้นไปยัง วิหารจักรพรรดิโลหิต เนื่องด้วยสถานที่แห่งนี้ เต็มไปด้วยกฎเกณฑ์ห้ามบินทะยานขวางกั้นไว้อย่างสมบูรณ์ การหยั่งรู้ลานหิน จึงเป็นคำตอบเดียวของพวกเขาเหล่านั้นไปโดยปริยาย
จอมยุทธ์ผู้สูงส่งเหล่านั้น พวกเขาจึงรวมกลุ่มกัน อยู่ที่ลานหินทั้ง3 ไม่ปรายตามองลานหินที่4 ที่เต็มไปด้วย เหล่ายอดยุทธ์ ผู้ไม่คิดสยบพวกเขา ประหนึ่งผู้สูงส่งพวกนั้นเป็นผู้ถือชะตาว่าใครจะได้ขึ้นไปยัง วิหารจักรพรรดิโลหิต
แม้ว่าลานหินจะกว้างใหญ่ จุคนได้ร่วมๆ ร้อยคนได้อย่างง่ายดาย ทว่าพวกเขาก็แบ่งชนชั้น คัดสรรคนเข้าไป ภายในลานหินของตน ราวกับผู้กำหนดชะตาชีวิต มีแม้แต่จอมยุทธ์ บางคนถูกรีดไถ หากไม่จำยอม ก็จะถูกพวกเขาเหล่านั้น โยนลงมาจากลานหิน โดยไม่แยแส ฝ่ามือของ ผู้ที่ถูกกีดกัน เหล่านั้น ถึงกับต้องกำหมัดไว้จนแน่น โกรธแค้นเหล่าจอมยุทธผู้สูงส่งกันอยู่ไม่น้อย เมื่อถูกเหล่าลิ่วล้อพวกเขาเหล่านั้นกลั่นแกล้ง รังแก โดยไม่ชอบธรรม
ลานหินแห่งการหยั่งรู้ที่4 จึงกลายเป็นแหล่งรวมตัว พวกไม่ยอมก้มหัวผู้สูงส่ง พวกขี้แพ้ทั้งหลาย ไปโดยปริยาย หลายๆ คนภายในลานหินแห่งการหยั่งรู้ที่4 จึงเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง ความคืบหน้า ในการหยั่งรู้ไขปริศนา จึงลดทอนลงไปมาก ทำได้เพียงให้ลานหินลอยเหนือพื้นดินไปได้สุดปลายมือเท่านั้น
...ทว่าเมื่อเหล่าหมู่ชนเห็น บุรุษหนุ่มผู้หนึ่ง ไม่รู้เขาเป็นใคร พุ่งปราดมาด้วยความเร็วจี๋ ดูก็รู้เขาหมายมั่นจะขึ้นไปด้านบนวิหารจักรพรรดิโลหิต เหล่าผู้คนที่อยู่โดยรอบต่างพากันส่ายหัว ยกยิ้มมองดูชมเรื่องสนุก "มันไม่รู้หรือว่าสถานที่แห่งนี้ ถูกปิดกั้นการบินทะยาน ถึงกับกล้าข้ามหน้าข้ามตา 2ราชวงศ์ใหญ่ ช่างรนหาที่ตายยิ่งนัก"
เหล่าผู้คนที่เห็นต่างส่ายหัว "ฮ่าๆ ข้าละอยากเห็นใบหน้าของมันชัดๆ เต็มสองตา อยากจะรู้มันผู้นั้นเป็นใครกันแน่ ถึงใจกล้าห่อฟ้าถึงเพียงนี้"
อี้เฉินพุ่งปราดมาด้วยความเร็วเขาใช้เวลาไปถึง1วันเต็มกว่าจะเห็น ลานหินหยั่งรู้ ทว่าเมื่อสุดสายปรายตาของเขาเห็น วิหารจักรพรรดิโลหิต อยู่ในสายตารอยเด่นอยู่ด้านบนท้องฟ้า
อี้เฉินพุ่งปราดหมายมั่นจะขึ้นไปด้านบนวิหารจักรพรรดิโลหิตในทันที ทว่าเมื่ออี้เฉินเข้าใกล้ วิหารจักรพรรดิโลหิต ที่ใหญ่โต จู่ๆ ร่างของเขา ก็เหมือนถูกฝ่ามือของผู้เยี่ยมยุทธ์ตบเข้าใส่อย่างรุนแรง เสียง"ปัง"ดังออกมากึกก้อง
ร่าง อี้เฉินตกลงสู่พื้นเบื้องล่างอย่างฉับพลัน กระแทกพื้นเสียง "ปัง" ดังสนั่นหวั่นไหว เศษฝุ่นเศษดินรอยคละคลุ้ง ออกไปทั่วบริเวณ ริมฝีปาก อี้เฉินถึงกับพ่นเลือดออกมาคำใหญ่ กระดูกทั้งร่างลั่นไปทั้งตัว แววตาเต็มไปด้วยความเคียดแค้น "อ๊ากๆ บัดซบ!! บัดซบ!! ไม่ให้ขึ้นไป เตือนกันดี ดีก็ได้ ไม่เห็นจำเป็นต้องทำให้ข้าบาดเจ็บเลยนี่ ไอ้วิหารจักรพรรดิโลหิต เฮงซวยเอ๊ย"
ทว่าเมื่อฝุ่นควัน จางหายไป เหล่าหมู่ชนที่ยกยิ้มมองดูชมเรื่องสนุก พวกเขาต่างมีใบหน้าที่บึ้งตึงครั้นเห็น ชายหนุ่มอัปลักษณ์ อาภรณ์ขาดลุ่ย เผยให้เห็นบาดแผลไฟไหม้ ตามใบหน้า ลำตัว หลายๆ ส่วน มันก็ทำให้หมู่ชนใจสั่นสะท้านไม่น้อย ไม่คิดว่าไอ้หมอนี้มันยังจะมีชีวิตอยู่ ภายในมิติ หุบเหวสวรรค์ แม้ว่าจะถูกเหล่าผู้เยี่ยมยุทธ์ไล่ฆ่าสังหาร ก็ยังไม่วายที่จะรอดตาย ออกมาได้
เมื่อหมู่ชน จดจำเรื่องที่ อี้เฉิน ทำกับสตรีศักดิ์สิทธิ์ เยว่ชิงเซียน นางฟ้าในใจของพวกเขาได้ความเดือดดาลบ้าคลั่งก็พรั่งพรูขึ้นมา องค์ชายซือจงเทียน องค์ชายชิงไป๋ยี่ พวกเขาทั้งสองราชวงศ์ ต่างก็มี สีหน้าตาตื่นกันไม่น้อย 'ไม่คิดว่าอี้เฉินจะสามารถ รอดพ้นการฆ่าสังหารมาจาก สุยจีแห่งตำหนักเทพมาได้ ฤทธิรณของคนผู้นี้ต้องไม่ธรรมดาเป็นแน่'
เยว่ชิงเซียน ครั้นปรายตา มองลงไปเบื้องล่าง เห็นใบหน้าชายหนุ่มอัปลักษณ์อยู่ในสายตา นางทำปากพองลม โกรธเคืองขึ้นมาในทันที ฝ่ามือทั้งสองกำหมัดไว้จนแน่น "ไม่คิดไอ้หมอนี่ มันยังจะรอดพ้นภัยอันตรายมาได้อีก ช่างดวงแข็งเสียจริง ..ดี ..ดี คอน้อยๆ ของเจ้า ข้าผู้นี้จะเป็นคนตัดมันเอง ข้าเองก็อยากรู้กระดูกศักดิ์สิทธิ์จะแน่สักแค่ไหนกันเชียว" นางยังจำสิ่งที่ชายหนุ่มผู้นี้ทำกับนางได้ไม่มีวันลืม ปากของนางจึงแยกเขี้ยวเคี้ยวฟัน ขึ้นมาไม่น้อย
อี้เฉิน ที่สัมผัสถึงสายตา ของหมู่ชนได้ เขาเองก็จับจ้อง กวาดตาขึ้นไปที่หมู่ชนโดยรอบในทันที โดยไม่มีท่าทีสะทกสะท้าน ก่อนมาหยุดสายตาที่เยว่ชิงเซียน ยกยิ้มให้นาง ด้วยรอยยิ้มทอประกาย มันจึงทำให้หลายๆ คนหนังตากระตุกขึ้นมาถี่ยิบ
เยว่ชิงเซียน ใบหน้าที่เงียบขรึมเย็นชา แปรเปลี่ยนเป็นบึ้งตึงในฉับพลัน ครั้นเห็นรอยยิ้มชายหนุ่ม ขาเรียวยาว กระทืบลานหินอย่างแรง "ปัง!" ก่อนจะ ลงไปนั่งสงบจิตสงบใจ หยั่งรู้ไขปริศนา ด้านบนลานหินแห่งการหยั่งรู้ไม่ปรายตามองอี้เฉินอีกต่อไป หากนางลงไป นางจะเสียโอกาส ในการเข้าไปภายใน วิหารจักรพรรดิโลหิต ลานหินที่นางอยู่พุ่งทะยานขึ้นไปสูงมากแล้วในยามนี้ นางไม่อยากเริ่มนับหนึ่งใหม่จึงต้อง เก็บโทสะไว้
ทว่าเหล่าผู้คนที่เห็นพวกเขาเดือดดาลกันเป็นอย่างมาก "ไอ้หมอนี้มันช่างใจกล้าห่อฟ้านัก ถึงกับกล้าหมายตา นางฟ้าเยว่ชิงเซียนเลยงั้นหรือ"
หญิงสาวบางคนที่เห็น ต่างทำสีหน้ารังเกียจอี้เฉินออกมาอย่างไม่ปิดบัง ก่อนด่ากราดออกไปอย่างไม่เกรงใจ "ช่างไม่เจียมสังขาร ดูสารรูปของเจ้าเสียก่อน หากคิดจะเกี้ยวพาราสี ศิษย์พี่เยว่ชิงเซียนของพวกเรา เจ้าต้องไปเกิดใหม่ก่อนกระมัง"
อี้เฉินเขาเพียงเกาหัว "แกรกๆ" ไม่ได้สนใจเสียงสาปแช่ง ของหมู่ชนโดยรอบ ทว่าก็มีเหล่ายอดยุทธ์อยู่หลายคน ที่อยากจะฆ่าสังหารตัวเขาลง ส่งอายสังหารออกมาเป็นระลอกคลื่น ซัดสาดไปทั่วบริเวณ จนสถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยบรรยากาศที่หนักอึ้ง แม้แต่หมู่ชนโดยรอบยังสัมผัสได้
ก่อนอี้เฉิน จะพุ่งปราด ปานสายฟ้าแลบ เข้าไปภายในลานหินแห่งการหยั่งรู้ที่4 ก่อนจะมานั่งข้างๆ ซีเผิง ที่ขัดสมาธิ หลับตาพริ้ม จมดิ่งลงไป หยั่งรู้ไขปริศนา ลานหินแห่งนี้ ด้วยความมุ่งมั่น
"เจ้ามาแล้วหรืออี้เฉิน เจ้ายังหุนหันพลันแล่นไม่เปลี่ยนเลยนะ" ซีเผิงลืมตา ยกยิ้มให้อี้เฉิน ไม่คิดอี้เฉิน จะใจกล้าห่อฟ้าถึงเพียงนี้
"พี่ซีเผิงคงรับรู้เรื่องราวต่างๆ ของซีเยว่ จากตัวของ เยว่ เยว่ แล้วสินะ เสร็จเรื่องภายในมิติหุบเหวสวรรค์ก่อน ข้าจะไปช่วยนางกับท่านเอง" ก่อนอี้เฉินจะยกยิ้มเจ้าเล่ห์ หมายมั่นเข้าไปปล้นสวนสมุนไพร ภายในศาลาซากศพให้หายคับแค้นใจ ที่มันทำกับ ซีเยว่ ไหนจะเรื่อง ไอ้ซูเซอ นั้นอีก ที่เกือบจะฆ่าสังหารเขาภายในโลกปราณจิต
อี้เฉินที่เห็นท่าทีออดอ้อนเจ้าสมิงน้อย พุ่งปราดเข้ามาภายในแหวนมิติ ของเขาอย่างว่าง่าย มันก็ทำให้อี้เฉินหมดคำที่จะพูดกับมันไปโดยปริยาย "อย่าคิดนะว่าข้าไม่รู้ เจ้าสมิงน้อย เจ้าเองก็คงคิดเช่นเดียวกับข้าสินะ"
ก่อนอี้เฉินจะดำดิ่งเข้าไปหยั่งรู้ ภายในลานหินเฉกเช่นคนอื่นๆ กลุ่มคนภายในลานหินกว้างพวกเขาต่างพากัน ถอยห่างจากตัวของอี้เฉิน และซีเผิงในทันที ครั้นรับรู้ถึงจิตสังหาร รอบด้านส่งลงมาหา ชายหนุ่มอัปลักษณ์ อย่างไม่มีปิดบัง อายสังหารโหมซัดอย่างรุนแรง
"ไอ้หมอนี้มันยังจะหลับตา นั่งขัดสมาธิ หยั่งรู้ได้อีกนะ มันไม่รู้หรือว่า มันเป็นเป้าสายตาของ กลุ่มคนไม่น้อย" เหล่าผู้คนที่ถอยห่างจากตัวของอี้เฉิน ถึงกับกลืนน้ำลายลงคอไปคำใหญ่ หากเป็นพวกเขาจะกล้านั่งสงบนิ่ง เฉกเช่นชายหนุ่ม ผู้นี้ ได้อีกหรือไม่
*****
ไรท์ไต่ถาม แบบใส่ ตัวละครเอ่ยพูด ต้นประโยค ท้ายประโยค กับไม่ใส่ เลย แบบตอนนี้อันไหนดีกว่ากันครับ