เหนือฟ้า ราชันตลาดหุ้น

    ตอนที่ 47 ทุบหุ้นทั้งตลาด!!



    แต่ไหนแต่ไรมาคำว่าอุ้มคนรวยทิ้งคนจน เป็นคำเก่าแก่ที่สามารถใช้กระพือไฟการเมืองได้ทุกยุคสมัย ผมต้องใช้คำนี้ในการจุดประเด็น
    “แล้วแกจะปลุกม็อบยังไง?” ธีรโรจน์ถาม
    “ผมไม่ได้ดังขนาดที่จะปลุกม็อบได้นะครับ” ผมตอบ
    “อ้าว แล้วแกบอกว่าจะปลุกม็อบ”
    “ไม่เห็นยากเลยครับ สังคมยุคนี้เป็นสังคมโซเชียล ปล่อยกระแสข่าวอะไรในเน็ตถ้าโดนใจคนก็แชร์ ก็แห่ติดแฮชแท็ก (#) กัน ยิ่งตอนนี้กระแสม็อบยิ่งดังอยู่ คนเกลียดรัฐบาลเยอะแยะ เราก็ใช้คำประเภทอุ้มคนรวยทิ้งคนจน ภาษีกูไม่ใช่ของเจ้าสัว คำพวกนี้สามารถสามารถสร้างความเกลียดชังได้ง่ายอยู่แล้ว”
    ธีรโรจน์บอก “ได้ แกรีบไปจัดการก่อนที่รัฐบาลจะเซ็นสัญญาโอนเงินให้วรเดชก้อนแรก!”
    ผมรู้ว่าแค่ปล่อยข่าวยังไม่พอจึงขอเพิ่ม
    “ถ้าเป็นไปได้ ผมอยากให้คุณธีรโรจน์ติดต่อแกนนำม็อบด้วยครับ”
    ธีรโรจน์มีสีหน้าสงสัย
    “ฉันไม่รู้จักแกนนำม็อบ จะไปติดต่อได้ยังไง?”
    ผมบอก “ไม่ยากครับ คุณธีรโรจน์ก็ส่งคนไปติดต่อม็อบอ้างว่าจะบริจาคเงินก้อนโตให้สิครับ เดี๋ยวพวกม็อบก็จะติดต่อมาเอง”
    มาร์ครีบพูด “หวา ผมไม่ไปติดต่อนะ ม็อบน่ากลัว”
    “ฉันไม่ได้จะใช้แก!” ธีรโรจน์กระชากเสียง
    ธีรโรจน์มีสีหน้าครุ่นคิด จากนั้นจ้องหน้าผม
    “แกฟังให้ดีนะ รอบนี้แกพลาดแต่ฉันไม่ได้เสียหายอะไร ฉันเลยไม่อยากจะอะไรกับแกมาก แต่ถ้าฉันโอนเงินให้ม็อบ ถือว่าฉันลงทุนไปแล้ว ถ้าพลาดแกคงรู้นะผลจะเป็นยังไง”
    น้ำเสียงธีรโรจน์จริงจังมาก มันทำเอาผมขนลุกซู่เหมือนกัน
    วรเดชทำผมเกือบจะต้องเข้าคุก แถมตอนนี้ผมก็มีคดีขึ้นโรงขึ้นศาลอีก ถ้าให้ผมปล่อยมันไปง่ายๆ ผมคงนอนตายตาไม่หลับ ผมตัดสินใจแล้วจึงบอก “ครับ ทำตามที่ผมแนะนำเถอะครับ ถ้าพลาดผมรู้ครับว่าผมจะเป็นยังไง”
    ธีรโรจน์พยักหน้า
    ผมกับมาร์คเดินออกจากห้องทำงานธีรโรจน์ มาร์คหันมามองผม
    “พล็อต เดิมพันเยอะไปหรือเปล่า คุณลุงผมเอาจริงนะ”
    ผมพยักหน้า
    “ผมต้องลองดูครับ ไม่ว่าจะใช้วิธีไหนจัดการวรเดชได้ ผมก็จะทำ”

    ตอนเข้าทำงานกับวรเดชใหม่ๆ วรเดชเคยสอนผมว่าคนในตลาดหุ้นมีอยู่สองอย่างคือโลภกับกลัว โลภเวลาจะตกรถถ้าหุ้นวิ่งขึ้นแรง กลัวถ้าหุ้นลงหนักจนยอมขายหุ้นออกมาอย่างไร้เหตุผล แต่ในตลาดหุ้นยุคใหม่ยังมีอีกคำหนึ่งที่ผมคิดขึ้นได้
    ความเกลียดชัง!!
    เป็นธรรมดาในสังคมโซเชียลเน็ตเวิร์คที่มักจะอ่านแต่พาดหัวข่าวไม่เกินสองสามบรรทัดแล้วก็คอมเม้นท์ด่ากันมากมายราวกับตัวเองเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์ สำนักข่าวยอมพาดหัวข่าวแบบนั้นแม้จะรู้ว่ามันไม่ดี แต่ก็ทำจะได้มียอดไลค์ แชร์ เยอะๆ เมื่อได้ยอดไลค์ ยอดวิวสามารถเอาเรตติ้งพวกนี้ไปขายโฆษณาได้
    ข่าวเหล่านี้ยิ่งพาดหัวด้วยความเกลียดชังรุนแรง ยิ่งทำให้คนมีส่วนร่วม ไลค์ แชร์ คอมเม้นท์กันเยอะแยะ

    วันต่อมาผมเข้ามาทำงานที่ออฟฟิตธีรโรจน์ ผมปล่อยข่าวทั้งในไลน์ ทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ค สื่อโซเชียลทุกรูปแบบ ธีรโรจน์ส่งพนักงานมาช่วยผมปล่อยข้อความยุยงด้วย ข้อความก็แนวๆ ว่า
    “อุ้มคนรวยทิ้งคนจน รัฐบาลเอาเงินภาษีเราไปอุ้มธนาคาร ขณะที่เราไม่มีจะแดก”
    “เจ้าสัวใส่สูท ประชาชนกางเกงในยังไม่ให้ใส่”
    ผมดูราคาหุ้น LTB มันยังคงวิ่งไปถึง 65 บาท จากเมื่อวานที่ปิดที่ 58 บาท บวกอีกถึง 7 บาท ตอบรับข่าวดีที่จะได้เงินกู้แสนล้านจากรัฐบาล
    ข่าวที่ผมปล่อยแม้ว่าจะมีผลในสื่อโซเชียลคือทำให้รัฐบาลโดนด่าหนักมาก แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรราคาหุ้นได้ ตลาดหุ้นไม่ได้กลัวแต่ข่าวร้ายนะ ตลาดจะเป็นคนชั่งน้ำหนักเองว่าข่าวร้ายกับข่าวดีอันไหนมีน้ำหนักกว่า ตลาดจะเป็นไปในทิศทางนั้นๆ
    ดังนั้นเวลาหุ้นอะไรก็ตามถ้ามีข่าวร้ายมาแต่หุ้นไม่ตก แสดงว่าตลาดตัดสินแล้วว่าข่าวร้ายนั้นทำอะไรพื้นฐานบริษัทไม่ได้ ราคาหุ้นจึงยังวิ่งต่อไปได้

    ผมกลับมาบ้านตอนประมาณสองทุ่ม เปิดทีวีนั่งดูกับแม่ มีข่าวแกนนำม็อบซึ่งอายุประมาณห้าสิบกว่าๆ ปราศรัยอย่างดุดัน
    “เมื่อวานนี้รัฐบาลอนุมัติเงินกู้แสนล้านให้ธนาคารรักเมืองไทย แต่ขณะที่พวกเราบาทเดียวไม่มีจะกิน แทนที่มันจะเอาเงินมากระตุ้นเศรษฐกิจกลับเอาไปช่วยธนาคาร ช่วยพวกคนรวย”
    ม็อบพอได้ฟังคำปราศรัยก็เฮๆ ไปตามประสา แต่ฟังจากการปราศรัยทำให้ผมรู้แล้วว่าธีรโรจน์โอนเงินให้แกนนำม็อบแล้ว
    ผมฟังคำปราศรัยไปเรื่อย ได้ยินแกนนำม็อบพูด
    “พรุ่งนี้เราจะแบ่งกำลังไปชุมนุมที่กระทรวงการคลังและธนาคารรักเมืองไทยสาขาใหญ่ ไปชุมนุมให้เห็นว่าพวกเราจะไม่ยอมให้รัฐบาลเอาภาษีเราไปให้พวกคนรวยเสวยสุขอีกแล้ว”
    ผมตาโต เรื่องนี้ได้ผลมากกว่าที่คาด ม็อบจะไปชุมนุมที่หน้าธนาคารรักเมืองไทย ผมถึงกับตบต้นขาตัวเอง แม่หันมามอง
    “เป็นอะไรพล็อต?”
    “กรรมสนองวรเดชแม่ พวกม็อบไม่พอใจที่ธนาคารรักเมืองไทยได้เงินช่วยจากรัฐบาล”
    แม่ผมถอนใจ “คนแบบนี้ แม่ว่าสักวันต้องกรรมสนอง”

    เช้าวันต่อมาผมรีบไปที่ทำงานด้วยความกระตือรือร้น พอสิบโมงเช้าเปิดตลาดหุ้น ราคาหุ้น LTB จาก 65 บาทก็ตกเหลือ 63 บาททันที เพราะกังวลเรื่องม็อบจะมาชุมนุม
    พอเวลาประมาณเที่ยงม็อบนับพันคนมาชุมนุมที่หน้าธนาคารรักเมืองไทย ทางธนาคารได้แต่สั่งให้พนักงานรีบกลับบ้านก่อน แต่ม็อบชุมนุมอย่างสงบไม่มีอะไรรุนแรง
    เวลาประมาณบ่ายสองโมงครึ่งหุ้น LTB ดีดจาก 63 เป็น 66 บาทเพราะม็อบชุมนุมสงบ
    นี่คือเรื่องจริงในตลาดหุ้น เวลามีข่าวการชุมนุมหุ้นมักจะตก แต่เมื่อการชุมนุมนั้นผ่านไปด้วยดี ไม่มีอะไรรุนแรงหุ้นก็จะขึ้นกลับมา ดังนั้นถ้าเราประเมินว่าม็อบคือเหตุการณ์เหตุการณ์หนึ่งที่สักวันต้องผ่านไป การมีม็อบคือโอกาสในการซื้อหุ้นเลยล่ะ
    ที่จริงการซื้อหุ้นควรดูพื้นฐานของหุ้นตัวนั้นว่าบริษัทดีหรือไม่ดี งบการเงินเป็นยังไง สำคัญกว่าหวาดกลัวหรือโลภเพราะเหตุการณ์ชั่วคราวเยอะ

    ผมดูข่าวม็อบชุมนุมหน้าธนาคารจบม็อบก็เคลื่อนมวลชนตัวเองกลับเข้าเวทีกลาง จากนั้นผมจึงเดินเข้าไปหาธีรโรจน์ในห้องทำงาน
    ธีรโรจน์ถามผม“มีอะไร?”
    “ถ้าม็อบชุมนุมแบบนี้ ผมเกรงว่าแผนเราจะไม่ได้ผล”
    ธีรโรจน์ถาม“แล้วแกจะเอายังไง”
    ผมบอก “คุณธีรโรจน์อาจต้องอัดฉีดเงินเพิ่มขึ้นอีก เพื่อให้ม็อบกดดันรัฐบาลให้เลิกปล่อยกู้ให้ธนาคารรักเมืองไทยให้ได้”
    ธีรโรจน์พูดอย่างอารมณ์เสีย “แกรู้ไหมฉันโอนเงินให้ม็อบเท่าไร?”
    “ไม่ทราบครับ”
    “สามสิบล้าน! วันเดียวฉันโอนเงินสามสิบล้าน ถ้าเพื่อล้างแค้นวรเดชอย่างเดียวแล้วต้องมาเสียเงินเป็นร้อยล้าน ฉันก็ไม่เอา!”
    ธีรโรจน์พูดเสียงแข็ง ผมรีบบอกว่า“ไม่ต้องห่วงครับ คุณได้เงินคืนแน่”
    ธีรโรจน์ถาม “ยังไง?”
    ผมตอบ“ถ้าม็อบกดดันให้รัฐบาลยุบสภาได้จนมีเลือกตั้งใหม่ หุ้นกลุ่มที่จะขึ้นคือหุ้นกลุ่มค้าปลีก กลุ่มพวกทำสื่อป้ายโฆษณา แม้แต่กลุ่มก่อสร้างของคุณธีรโรจน์ก็จะขึ้นด้วยเพราะถ้าตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ รัฐบาลต้องออกแพคเกจกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่แน่”
    ธีรโรจน์ตาโต “แกจะให้ฉัน..”
    “ใช่ครับ คุณธีรโรจน์ต้องบอกให้ม็อบทำให้รัฐบาลยุบสภาให้ได้ แต่ก่อนรัฐบาลจะยุบสภาคุณธีรโรจน์ต้องซื้อหุ้นกลุ่มค้าปลีก กลุ่มพวกทำสื่อโฆษณาไว้ก่อน เมื่อถึงตอนนั้นหุ้นพวกนี้จะขึ้นมหาศาลเพราะมีการเลือกตั้งใหม่ คุณธีรโรจน์ก็จะได้กำไรจากหุ้นพวกนี้ด้วยครับ”
    ธีรโรจน์ยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ แต่มันยังถามผม
    “แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าม็อบจะล้มรัฐบาลได้”
    ผมส่ายหน้า
    “ผมไม่รู้หรอกครับ แต่ม็อบอยู่มาหลายเดือนแบบนี้ ผมว่ารัฐบาลสุดท้ายคงไปไม่รอด”
    ธีรโรจน์พยักหน้า หลังจากพูดคุยกันเสร็จผมก็เดินออกมา

    ผมไม่ใช่เทวดาผมจะรู้ได้ยังไงว่ารัฐบาลจะยุบสภาหรือเปล่า แต่ที่ผมแน่ใจคือผมตัดสินใจขายหุ้น LTB ที่ซื้อไว้ทั้งหมด
    ตอนแรกผมใช้เงิน 6 ล้านบาทซื้อหุ้น LTB ตอนที่ราคาตกไปเหลือ 48 บาท ผมซื้อได้จำนวณ 126,000 หุ้น (หนึ่งแสนสองหมื่นหกพันหุ้น)
    ตอนนี้ราคามันอยู่ 66 บาท ผมตัดสินใจขายหมดทันที ได้เงินมา 8,250,000 บาท (แปดล้านสองแสนห้าหมื่นบาท)
    ผมใช้เวลาไม่กี่วันทำกำไรเงินสองล้านบาท!
    ผมตัดสินใจเอาเงินแปดล้านกว่าบาทที่ได้มาไปชอตเซ็ทห้าสิบ (SET50 ) ในตลาดซื้อขายล่วงหน้า (Future)
    SET50 คือหุ้น 50 ตัวที่ดีที่สุดในตลาดหุ้นไทยที่ตลาดหลักทรัพย์คัดเลือกมา ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มพลังงาน กลุ่มแบงค์ กลุ่มสื่อสาร ค้าปลีก มันสามารถเล่นได้ทั้งขึ้นและตก ซึ่งหุ้น 50 ตัวนี้ มีน้ำหนักต่อตลาดเกินครึ่ง
    ดังนั้นเซ็ทห้าสิบคือตัวแทนตลาดหุ้นเกือบทั้งหมด
    เวลาเราได้ยินคำว่าหุ้นตกหรือหุ้นขึ้น มักจะมีหุ้นใน SET50 ตกหรือขึ้นตามด้วยแน่ๆ
    พูดง่ายๆ คือ มันก็เหมือนการพนันนั่นแหละ ผมกำลังพนันว่าตลาดหุ้นโดยรวมกำลังจะตก !!
    สำหรับเซ็ทห้าสิบเวลาเล่นขึ้นเราจะเรียกว่าเล่น Long (ลอง) เวลาเล่นตกเราจะเรียกว่า Short (ชอต)
    ผมตัดสินใจชอตเซ็ทห้าสิบไม่ใช่ชอตหุ้นธนาคารรักเมืองไทยเพราะมีสองเหตุผล
    หนึ่งเป้าหมายผมครั้งนี้ไม่ใช่แค่ล้มธนาคารรักเมืองไทยของวรเดชอย่างเดียว
    สองผมต้องการให้หุ้นทั้งตลาดตกเพื่อจะได้มีโอกาสซื้อของถูก ส่วนธีรโรจน์ก็เป็นแค่เครื่องมือทำให้ผมรวยขึ้น
    ตอนผมรู้จักวรเดชใหม่ๆ วรเดชเคยพูดถึงแผนทำลายตลาดหุ้น แต่สุดท้ายคนที่จะทำคือผม ไม่ใช่วรเดช!!

    จบตอนที่ 47พล็อตคิดการใหญ่ใช้ธีรโรจน์เป็นเครื่องมือนำไปสู่ความรวย แต่ตอนนี้ที่พล็อตกำลังทำไม่ใช่แค่ทุบหุ้นธนาคารรักเมืองไทย แต่เป็นทั้งตลาด!!
    เกร็ดความรู้ - ตลาดซื้อขายล่วงหน้า (ฟิวเจอร์-Future) คือตลาดที่เราสามารถเล่นได้ทั้งขึ้นและตก ไม่ว่าจะเป็นหุ้น น้ำมัน ทองคำ โดยถ้าเล่นขึ้นเรามักจะเรียกว่า Long (ลอง) เล่นตกเราจะเรียกว่าชอต (Short)
    SET50 (เซ็ทห้าสิบ) คือดัชนีที่ใช้แสดงระดับราคาหุ้นสามัญ 50 ตัว โดยคัดเลือกกลุ่มหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าตามราคาตลาดและสภาพคล่องในการซื้อขายสูงสุด 50 อันดับแรก // พูดง่ายๆ คือนำหุ้น 50 ตัวที่ตลาดคัดเลือกมาหาค่าเฉลี่ย มีเพื่อไว้บอกว่าในตลาดหุ้นไทยหุ้น 50 ตัวไหนมีน้ำหนักมากที่สุดต่อตลาดหุ้น โดยส่วนใหญ่จะเป็นหุ้นตัวใหญ่ เช่น กลุ่ม ปตท. กลุ่มแบงค์ เช่น กสิกร ไทยพาณิขย์ กลุ่มสื่อสารเช่น เอไอเอส กลุ่มค้าปลีก เช่น ซีพีออลล์ (ทำเซเว่น) เป็นต้น
    ในปัจจุบันเราสามารถเล่น SET50 ได้ทั้งขึ้นและตก ในตลาดซื้อขายล่วงหน้า แต่มีความเสี่ยงสูงมากเพราะผันผวนรุนแรง ผิดทางอาจหมดเนื้อหมดตัวได้เพราะบางวันตอนเช้าหุ้นขึ้น ตอนบ่ายหุ้นตก แต่เราเล่นขึ้นอยู่กลายเป็นขาดทุนก็มีหรือเล่นตกอยู่แต่ตอนเช้ามันขึ้นเราเผลอขายขาดทุนก็มี ถ้าไม่มีความรู้ถือว่ามีความเสี่ยงสูงมาก ป.ล. นิยายเรื่องนี้ได้นำเรื่องของ SET50 ซึ่งเสมือนตัวแทนของตลาดหุ้นไทยมาเป็นส่วนดำเนินเรื่องด้วย

    error loadedรูปภาพประกอบหุ้นในกลุ่ม SET50


    คล้ายกับเรื่องเหนือฟ้า ราชันตลาดหุ้น ที่คุณอ่าน