บทที่ 1
บ้านตระกูลลวี้
แผ่นดินจีน
หลังจากผ่านการต่อสู้่ชิงแผ่นดินกันมากว่าสองร้อยเจ็ดสิบปีในที่สุดหยางเจียนได้สถาปนาราชวงศ์สุย(ค.ศ.581) รวมแผ่นดินเข้าด้วยกันอีกครั้งหนึ่งแต่ทว่าความสงบสุขมีได้ไม่นานนักเมื่อสุยหยางตี้ผู้สืบราชบัลลังก์ต่อมาเต็มไปด้วยความลุ่มหลงมัวเมาในอำนาจพร่าผลาญเงินทองในท้องพระคลังจนหมดสิ้นใช้ทรัพยากรและแรงงานฝีมืออย่างสิ้นเปลืองทำลายรากฐานที่สั่งสมมาจากคนรุ่นก่อนจุดไฟาแย่งชิงอำนาจขึ้นอีกครั้ง
นครหลวงลั่วหยางตั้งอยู่ในมณฑลเหอหนานของจงหยวน(ภาคกลาง)ล้วนอุดมสมบูรณ์เต็มไปด้วยทรัพยากรมากมายและยังเป็สถานที่ชุมนุมชาวยุทธ์ที่มีชื่อเสียงเลื่องลือ
ลั่วหยางเป็ชื่อที่ตั้งขึ้นในสมัยาระหว่างรัฐ(จ้านกั๋ว)อย่างไรก็ตามประวัติศาสตร์ของพื้นที่อันเป็ที่ตั้งของลั่วหยางนี้มีมาก่อนหน้านั้นยาวนานนับพันปีลั่วหยาง ลั่วมาจากชื่อแม่น้ำลั่วสุ่ย หยางบ่งบอกว่าเมืองแห่งนี้อยู่ทางทิศเหนือของแม่น้ำลั่วสุ่ยต่อมาได้มีการขุดคลองต้าอวิ้นเหอเชื่อมแม่น้ำห้าสายเข้าด้วยกันเชื่อมต่อเหนือใต้ทำให้การคมนาคมสะดวกมากยิ่งขึ้น
มณฑลเหอหนานถูกโอบล้อมด้วยเทือกเขาสลับซับซ้อนทางด้านทิศเหนือ ใต้และตะวันตกได้แก่เทือกเขาไท่หัง ฝูหนิว ถงป๋อ และต้าเปี๋ยกลุ่มเขาเส้าสื้อมียอดเขาอยู่สามสิบหกยอด หนึ่งในนั้นเป็ที่ตั้งของวัดเสียวลิ้มยี่ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศใต้ของเขาซงซาน
ถัดไปไม่กี่ลูกเป็ยอดเขาสูงเสียดฟ้ามีชื่อเรียกต่อๆ กันมาว่ายอดเขาหมื่นเซียน ยอดเขาแห่งนี้เป็ยอดเขาต้องห้ามที่ผ่านมาไม่ว่าผู้ใดเหยียบย่างเข้าไปล้วนไม่มีชีวิตรอดกลับออกมาแม้แต่เพียงผู้เดียวในที่สุดจึงเชื่อกันว่ายอดเขาแห่งนี้เป็เพียงสถานที่ของบรรดาเทพเซียนทั้งหลายที่ใช้เส้นทางแห่งนี้เดินทางมายังโลกมนุษย์
บ้างยังร่ำลือกันว่าในหุบเขาล้วนชุมนุมไปด้วยภูตผีปีศาจอันดุร้ายหากมีผู้ใดย่างกรายสืบเท้าก้าวล่วงเข้าไปก็จะถูกปีศาจเ่าั้จับฉีกร่างเป็ชิ้นๆ ไม่มีโอกาสกลับออกมาได้อีกแม้แต่ทหารของทางการต่างเคยส่งเข้าไปสำรวจหุบเขาแห่งนี้ด้วยเช่นกันแต่วันเวลาผ่านไปกลับไม่มีผู้ใดเดินทางออกมาจากหุบเขาแห่งนั้น ดังนั้นแม้แต่ทางการยังไม่กล้าเหยียบย่างเข้าไปอีกเลยจนเวลาล่วงเลยผ่านไป...
หมู่บ้านห่างไกลไม่มีชื่อแห่งหนึ่งยามนี้ดึกสงัดบรรยากาศค่อนข้างหนาวเหน็บสายลมกระโชกเสียงดังอื้ออึง ทางเข้าหมู่บ้านพลันปรากฏบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งซึ่งพาร่างตนเองเดินโซซัดโซเซเข้ามาในหมู่บ้านบนร่างกายหลายแห่งมีร่องรอยาแและคราบโลหิตแปดเปื้อน เสื้อผ้าอาภรณ์ที่สวมใส่ล้วนขาดรุ่งริ่งในความมืดสลัวมองเห็นเพียงใบหน้าซีดเผือดขาดเืหล่อเลี้ยงราวกระดาษ ริมฝีปากแห้งผากดั่งพื้นดินในยามแล้งดวงตาทั้งสองปรือเหม่อคล้ายพยายามลืมตาอย่างยากเย็น คนผู้นั้นพยายามสืบเท้าก้าวย่างอย่างยากเย็นพาร่างสืบมาข้างหน้าได้เพียงไม่กี่ก้าวก็ล้มฟุบลงกับพื้นแล้วหมดสติสมประดีไป
ผ่านไปสามวันบ้านซอมซ่อหลังหนึ่งในหมู่บ้านบุรุษหนุ่มค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมาพบว่าร่างของตนเองนอนอยู่บนเตียงไม้ไผ่ หลังจากกลอกกลิ้งดวงตาไปมาเที่ยวหนึ่งจึงพบว่าตนเองนอนอยู่ภายในห้องเล็กๆ แคบ ๆ ราวรังมุสิกที่หนึ่ง จึงพยายามพยุงร่างตนเองลุกขึ้นนั่งอย่างลำบากแต่ทว่าเพียงขยับร่างยังรู้สึกเจ็บแปลบปลาบไปทั้งสรรพางค์กายในที่สุดได้แต่ค่อย ๆ นอนแน่นิ่งใช้สายตาสำรวจตรวจสอบทบทวนความทรงจำ
สักพักหนึ่งจึงได้ยินเสียงประตูไม้ไผ่เปิดเอี๊ยดอ๊าดออกจากนั้นร่างหนึ่งก้าวเท้าเบียดบานประตูไม้ไผ่เข้ามาในห้อง ในมือยังถือถาดไม้บรรจุชามน้ำดื่มกับอีกชามเป็ยาต้มสีคล้ำกลิ่นฉุนเฉียวที่แท้ผู้ที่เข้ามาเป็หญิงชาวบ้านวัยกลางคนผู้หนึ่ง เมื่อนางเดินเข้ามาหลังจากวางถาดไม้ไว้บนแคร่ไม้ไผ่เสร็จสรรพจึงหมุนกายมาทางบุรุษหนุ่มซึ่งนอนอยู่บนเตียงกล่าวเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลปนห่วงใยว่า
"เ้าหนุ่มรู้สึกตัวแล้วรึ?เ้าได้รับาเ็สาหัสหมดสติไปสามวัน ที่นี่เป็บ้านข้าเ้าอย่าเพิ่งขยับตัวเดี๋ยวจะกระทบกระเทือนบาดดแผลมา ๆ ข้าจะป้อนน้ำให้เ้าดื่ม อีกชามหนึ่งเป็ยาต้มแก้ช้ำในเ้ารีบดื่มในคราวเดียวให้หมดชาม”
กล่าววาจาจบหญิงชาวบ้านวัยกลางคนผู้นั้นหันไปหยิบชามน้ำดื่มขึ้นมาพร้อมกับใช้อีกมือช้อนศีรษะบุรุษหนุ่มขึ้นจากนั้นค่อย ๆ บรรจงประคองชามน้ำดื่มให้ชายหนุ่มดื่มกินลงไปหลายอึก เสร็จสรรพวางลงบนถาดไม้หยิบชามยาต้มป้อนให้บุรุษหนุ่มดื่มกินจนเหือดแห้งหลังจากช่วยทำแผลทายาให้เรียบร้อยแล้วหญิงชาวบ้านผู้นั้นจึงเอ่ยถามบุรุษหนุ่มขึ้นว่า
“เ้าหนุ่มเ้ามีชื่อเรียกหาว่ากระไร?”
บุรุษหนุ่มกล่าวตอบว่า
“ท่านป้า ข้าพเ้าแซ่ลวี้ชื่อยู่เฉียนมิทราบว่าท่านป้ามีชื่อว่ากระไร? ข้าพเ้าต้องขอบคุณท่านป้าแล้วที่ได้กรุณาช่วยเหลือชีวิตข้าพเ้าเอาไว้หากมิเช่นนั้นป่านนี้คงถูกสุนัขป่าลากไปเป็อาหารอันโอชะแล้วก็เป็ได้”
“เ้าเรียกข้าว่าป้ากุ้ยก็ได้ไม่ต้องมากมารยาทข้าเป็เพียงหญิงชาวบ้านอันซอมซ่อ ดูจากองคาพยบกับเสื้อผ้าอาภรณ์อีกทั้งวาจาคาดว่าเ้าอาจเป็คุณชายมากไว้ด้วยฐานะความรู้แล้วความจริงผู้ที่ช่วยเหลือเ้าเอาไว้ไม่ใช่ข้า แต่ทว่าเป็หลวงจีนรูปหนึ่งซึ่งท่านเพียงบอกว่าท่านเป็ศิษย์ของวัดเสียวลิ้มยี่ที่บนยอดเขาหลังจากหลวงจีนท่านนั้นนำเ้าเข้ามาที่บ้านข้า ท่านคล้ายมิมีเวลาอยู่เนิ่นนานดังนั้นได้มอบยารักษาาแให้กับยาต้มอีกห่อหนึ่งพร้อมกับฝากฝังให้ข้าช่วยดูแลเ้าเพราะท่านต้องรีบร้อนเดินทางกลับวัดเสียวลิ้มยี่”
บุรุษหนุ่มหรือเรียกหาว่าลวี้ยู่เฉียนส่งเสียงแ่เบากล่าวว่า
“ที่แท้เป็หลวงจีนเสียวลิ้มยี่ที่นำข้าพเ้าเข้ามายังบ้านของท่านป้าแต่ทว่าอย่างไรก็ตามข้าพเ้ายังต้องกล่าวขอบคุณท่านป้าจากใจจริง ข้าพเ้าหลับใหลไปสามวันดังนั้นต้องลำบากท่านอย่างยิ่งที่ต้องยุ่งยากตรากกรำคอยดูแลข้าพเ้าแล้วมิทราบว่าหลวงจีนท่านนั้นเล่า? ท่านมีลักษณะเป็เช่นไร ท่านได้แจ้งนามฝากท่านป้าไว้หรือไม่?”
ป้ากุ้ยส่ายหน้าไปมากล่าววาจาตอบว่า
“ข้าต้องขออภัยที่มิได้ไถ่ถามนามของท่านทราบเพียงว่าท่านเป็หลวงจีนแห่งวัดเสียวลิ้มยี่น่าจะมีอายุไล่เลี่ยกับเ้ากระมัง?เ้าฟื้นตื่นขึ้นมาข้าเองก็ดีใจคลายวิตกกังวล ออมิทราบว่าเ้าไปถูกผู้ใดทำร้ายถึงได้าเ็สาหัสมากมายปานนี้?”
ลวี้ยู่เฉียนแสดงท่าทีทบทวนอยู่ครู่หนึ่งส่งเสียงกล่าวตอบว่า
“ข้าพเ้าไม่ทราบว่าคนเ่าั้เป็ผู้ใดเช่นกันทราบเพียงว่าพวกมันเป็คนของทางการ ส่วนรายละเอียดนอกจากนี้เห็นทีข้าพเ้าไม่อาจให้คำตอบกับท่านป้าได้ข้าพเ้า...ข้าพเ้าไม่ทราบจริง ๆ ยิ่งไม่ทราบว่าไฉนพวกมันจึงบุกรื้อค้นบ้านเรือนจุดไฟเผาลงมือเข่นฆ่าคนในบ้านข้าพเ้า”
เมื่อตอบคำถามป้ากุ้ยในหัวสมองอันหนักอึ้งจึงทบทวนหวนนึกถึงภาพเหตุการณ์อันตื่นตระหนก สี่วันให้หลังยังจำได้ไม่ลืมเลือนแต่เสมือนเลอะเลือนงวยงงว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเองกันแน่ย้อนไปเมื่อสี่วันก่อน ณ บ้านตระกูลลวี้ที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองลั่วหยางเพิ่งจะล่วงเลยรุ่งสางปรากฏทหารของทางการหลายสิบนายบุกเข้ามาภายในบ้านอย่างเร่งร้อนหลังจากนั้นตวาดด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราดเรียกทุกคนภายในบ้านให้ออกมารวมตัว ได้ยินนายทหารที่มียศสูงสุดตะเบ็งเสียงตะคอกถามด้วยสีหน้าขึงขังดังว่า
“อย่ามัวชักช้าอืดอาดพวกเ้าทุกคนรีบยื่นศีรษะออกมาแล้วรีบมารวมตัวในสถานที่นี้หากเราทราบว่ามีผู้ใดในบ้านบังอาจหลบซ่อนนอนขดมุดหัวอยู่แห่งหนใด?ดาบในมือเราจะฟันลงยังลำคอแยกร่างกับศีรษะออกจากกัน พวกเ้าทุกคนรีบบอกกล่าวยังมีผู้ใดหลงเหลือยังไม่ออกมาอีกหรือไม่?”
ในบ้านผู้ที่คอยดูแลเป็ชายวัยห้าสิบเศษทุกคนในบ้านเรียกมันเป็มึ้งจงก้วง(พ่อบ้านแซ่มึ้ง)สีหน้ามันแม้ตื่นตระหนกอกสั่นขวัญแขวนแต่ทว่าโบกไม้โบกมือไปมาส่งเสียงละล่ำละลักกล่าวตอบว่า
“ไม่มีแล้วขอรับนายท่านอันสูงส่งในบ้านนอกเหนือจากพวกเราห้าคนแล้วก็ไม่มีผู้ใดอีก หากท่านไม่เชื่อถือวาจาชายชราต่ำต้อยขอเชิญนายท่านลองตรวจค้นดูจนทั่วก็ได้ ข้าพเ้าขอเรียนถามนายท่านอันประเสริฐ มิทราบว่าเกิดเื่ราวใดขึ้น?ดูคล้ายท่านทั้งหลายใช้กำลังมาปิดบ้านของพวกเราเอาไว้ อีกทั้งยังเรียกทุกคนในบ้านออกมารวมกันพวกท่านมีจุดประสงค์ดีร้ายอันใดโปรดประทานบอก”
บ้านตระกูลลวี้ผู้ที่เป็เ้าบ้านได้เสียชีวิตไปเนิ่นนานแล้วเหลือเพียงทายาทผู้เดียวนั่นคือลวี้เสียวจู้(นายเล็กแซ่ลวี้) ผู้ที่เป็เ้าบ้านมีความเป็มามิธรรมดาทราบว่าเป็ถึงแม่ทัพใหญ่ในราชสำนักท่านมีแซ่ลวี้นามยู่เฉิน ชีวิตในบั้นปลายหลังจากเกษียณอายุราชการพาลเบื่อหน่ายความวุ่นวายในเมืองหลวงจึงหอบหิ้วบุตรวัยแบเบาะกับภรรยาและคนรับใช้เร้นกายหลบมาใช้ชีวิตอยู่ชนบทเรียบง่าย
จำเดิมก่อนหน้านี้ผู้ที่เป็เ้าบ้านท่านมิได้แซ่ลวี้แต่ทว่าคล้ายดั่งมีความจำเป็ใหญ่หลวงเมื่อทิ้งหลักปักฐานสร้างเรือนชานในถิ่นฐานชนบทปกปิดแซ่เดิมเปลี่ยนเป็แซ่ลวี้ส่วนแซ่แท้จริงยิ่งมิมีผู้ใดกล่าวถึง ภายหลังภรรยามาเสียชีวิตด้วยโรคชราต่อมาลวี้ยู่เฉินเสียชีวิตตามไปในวัยชราทิ้งไว้เพียงทายาทวัยไม่กี่ขวบปียังไม่ประสีประสากับพ่อบ้านอันภักดีทั้งยังมีคนสนิทอีกสามคน
เช่นนั้นทุกคนในบ้านตระกูลลวี้ล้วนแล้วแต่เป็ทหารเก่าในคราวอดีตออกรบเคียงบ่าเคียงไหล่ในสังกัดแม่ทัพลวี้ยู่เฉินหลังจากท่านโยกย้ายพาบุตรภรรยามาอยู่ชนบท ทั้งหมดจึงขอติดตามรับใช้ไม่อาจแยกจากดั่งญาติมิตรสำหรับลวี้ยู่เฉินกับภรรยาและบุตรต่างเห็นพวกมันทั้งหมดดุจญาติสนิทเช่นกันมิเคยเห็นเป็อื่นมาก่อนตอนที่เ้าบ้านทั้งสองเสียชีวิตด้วยวัยชรา นายเล็กลวี้ยู่เฉียนจึงคล้ายมีญาติผู้ใหญ่ให้การเลี้ยงดูเป็อย่างดี
ลวี้ฮูหยินและลวี้ยู่เฉินซึ่งเป็จู้ยิ้น(เ้าบ้าน)ทั้งสอง ได้กำชับให้พวกมันทั้งสี่เลี้ยงดูอบรมนายเล็กลวี้ยู่เฉียนให้ดี แต่ทว่ามีคำสั่งอย่างเด็ดขาดมิให้ลวี้ยู่เฉียนเกี่ยวข้องกับทางการอีกทั้งสี่ปฏิบัติตามคำสั่งนี้อย่างเคร่งครัด ไฉนวันนี้กลับมีคนของทางการบุกยึดบ้านเรียกทุกคนออกมาอย่างประสงค์ร้าย ในเหตุการณ์กะทันหันมิทันตั้งตัวต่างพากันตระหนกใคล้ายตึงมือในการคลี่คลายเภทภัยในครานี้
กล่าวถึงนายเล็กลวี้ยู่เฉียนมันเป็หนอนตำราศึกษาตำรับวิชาทุกแขนงจนแตกฉานมีความรอบรู้กว้างขวางตอนนี้พอดีมีอายุสิบห้าปีมีรูปร่างงดงามอันสมบูรณ์ เค้าหน้าหมดจดสดใสผิวกายขาวสะอาดคิ้วยาวดกดำดวงตาคมกล้าจมูกโด่งปากกระจับนับว่าเป็บุรุษวัยเยาว์ที่หล่อเหลาคมคายคล้ายเทพบุตรจุติจากสรวง์ก็ปาน
ครั้นได้ยินนายทหารผู้นั้นมันตะคอกถามพ่อบ้านมึ้งจึงกล่าวตอบไป นายทหารผู้นั้นแสดงสีหน้าท่าทีที่ไม่เชื่อถือคำพูด ในที่สุดสั่งให้นายทหารติดตามแยกย้ายตรวจค้นจนทั่วทุกซอกหลืบเหลี่ยมมุมภายในบ้านแทบทุกตารางนิ้ว
ยามนั้นพลันเห็นนายทหารติดตามสาวเท้าเข้ามาส่งเสียงกล่าววาจารายงานดังว่า
“เบื้องหน้าเื้ัทั้งสูงต่ำทุกคนช่วยกันตรวจค้นจนถ้วนถี่นอกเหนือจากนี้มิมีหลบซ่อนอยู่อีกมั่นใจได้เสียเก้าส่วนล้วนที่พวกมันกล่าวมาหาได้โป้ปดแม้แต่น้อย”
ได้ยินเช่นนั้นนายทหารใหญ่ชะโงกหน้ามองมาทางคนทั้งห้าแวบหนึ่งจึงส่งเสียงออกคำสั่งดั่งว่า
“ในเมื่อตรวจค้นจนแน่ใจไม่พบคนอีกเช่นนั้นธุระเื่นี้เห็นทีแล้วเสร็จสมบูรณ์ง่ายดายปานพลิกฝ่ามือพวกเ้า้ายึดถือสิ่งของมีค่าใดให้หยิบฉวยเอา หากพึงพอใจในความ้าแล้วอย่าได้ผิดพลาดสังหารคนทั้งห้าทื้งเสียอย่าได้ให้พวกมันหายใจได้อีก จากนั้นราดรดน้ำมันสนจนรอบบ้านจุดไฟวางเพลิงเผาผลาญหลักฐานทิ้งเสียอย่าให้หลงเหลือซากไว้จากนั้นกลับไปรายงานรับรางวัลความดีความชอบ”
นายทหารผู้นั้นมันพยักหน้าคราหนึ่งจึงประสานมือรับทราบหันไปถ่ายทอดคำสั่งต่อพรรคพวกจากนั้นพากันชักดาบออกจากฝักดังฉับ ประกายดาบวิบวับแวววาวราวเงินยวงคมดาบแปลบปลาบข่มขวัญจนสั่นสะท้านยามนั้นนายทหารสิบกว่านายหมายสังหารคนในบ้านวางเพลิงทำลายหลักฐานปานว่าคนทั้งห้าเป็เช่นมดปลวก
ขณะเหตุการณ์หวาดเสียว ลวี้ยู่เฉียนตระหนกใกระทั่งยืนตัวแข็งทื่อราวท่อนไม้พลันได้ยินพ่อบ้านมึ้งส่งเสียงร้องก้องกังวานว่า
“คุ้มครองนายน้อยไว้ให้ปลอดภัยพวกเราตีฝ่าวงล้อมออกไปรักษาชีวิตนายน้อยเอาไว้ให้ได้ส่วนพวกมันทั้งหลายแม้ตายยังไม่สาสมกับความผิดที่คิดทำลายล้างบ้านตระกูลลวี้เราจะนำนายน้อยล่วงหน้าไปพวกท่านจัดการพวกมันจากนั้นเร่งติดตามเรามา”
พ่อบ้านมึ้งกล่าววาจาจบตรงเข้ามาคว้าร่างนายน้อยลวี้ยู่เฉียนพาวิ่งออกมาทางด้านหลังปฏิกิริยาของมันล้วนปราดเปรียวรวดเร็วยิ่งเช่นนั้นอีกสามคนที่เหลือกระจายออกคุ้มครองอยู่ทางด้านหลังวิ่งติดตามมาได้ยินพ่อบ้านมี้งส่งเสียงอีกว่า
“พวกท่านทั้งสามต้านทานพวกมันเอาไว้สักระยะหนึ่งเราจะล่วงหน้าพานายน้อยไปในสถานที่ปลอดภัย”
ภาพเหตุการณ์อันน่าตระหนกตกอยู่เบื้องหน้าพาหัวใจลวี้ยู่เฉียนเต้นตูมตามถี่รัวกระทั่งแทบทะลุออกมาสู่ภายนอกทรวงอกมันสอดส่ายสายตาไปมาสีหน้าแตกตื่น สองขาสองเท้าที่ยืนเหยียบพื้นคล้ายกลับกลายแข็งทื่อสองมือสั่นเหงื่อกาฬพาลแทรกซึมจากรูขุมขนยามนั้นขณะขวัญแตกตื่นแลเห็นคนสนิทของบิดาทั้งสามลงมือรวดเร็วยิ่งแย่งชิงอาวุธในมือนายทหารราวชำนาญการใช้ศาสตาวุธดุจเทพยดาก็ปาน
คนทั้งสามยามลงมือรวดเร็วปานสายฟ้าคว้าดาบจากมือของนายทหารสามนายเอาไว้ในมือจากนั้นฟาดฟันสภาวะเกรี้ยวกราดมองปราดคาดเดาได้ว่าชำนาญการใช้อาวุธ ที่ผ่านมามันไม่ทราบมาก่อนหรือแม้แต่ระแคะระคายว่าคนรับใช้ข้างกายจะใช้อาวุธได้มาตรว่าไม่เห็นด้วยสายตาตนเองย่อมไม่อาจเชื่อถือได้เด็ดขาด
ยามนั้นหวนย้อนตอนที่บิดามารดาพากันเสียชีวิตลวี้ยู่เฉียนยังคงเป็ทารกน้อยพอรู้ความตามประสาเด็กน้อยมีอายุอยู่เพียงห้าขวบปีวันเวลาที่มีได้แต่เล่นซุกซนตามประสาเด็กโชคดีอยู่บ้างที่ยังขยันหมั่นเพียรเขียนอ่านท่องจำตำรับตำรามิเคยทราบล่วงหน้ามาก่อนประวัติภูมิหลังบิดามีความเป็มาเยี่ยงไร ไม่ทราบความจริงที่แท้บิดาของตนมิใช่ชนชั้นธรรมดาเป็ถึงแม่ทัพใหญ่ในฝ่ายบู๊มาก่อนตลอดมากระทั่งก่อนหน้านี้วจีที่กล่าวเล่าความเป็มาบิดามารดาเป็เช่นชนชั้นธรรมดาสามัญพ่อบ้านมึ้งและคนสนิททั้งหลายใช่กล่าวเช่นนี้ทุกวี่วัน
ยามนี้พ่อบ้านมึ้งพาลวี้ยู่เฉียนวิ่งสู่ทางหลังบ้านขณะผ่านห้องนอนของบิดามารดาที่ผ่านมาพ่อบ้านมึ้งทำความสะอาดปัดกวาดเช็ดถูอยู่เป็ประจำกระทำเสมือนมีคนอยู่อาศัยมิใช่ห้องว่างเปล่าพ่อบ้านมึ้งดึงแขนพาร่างมันเข้าไปในห้องนั้นพลันเปิดช่องลับริมผนังห้องสองมือประคองสิ่งของบางอย่างออกสายตาจับจ้องมองมายังใบหน้านายน้อยของมันพร้อมยื่นส่งสิ่งของนั้นขยับริมฝีปากสั่งกำชับว่า
“นี่เป็สิ่งของสำคัญบิดาท่านสั่งเอาไว้มิให้เกิดความผิดพลาดมาตรว่าถึงเวลาให้มอบต่อนายน้อยรอคอยท่านมีอายุครบยี่สิบปีแต่ทว่าเวลานี้คับขันหวาดเสียวมิอาจชักช้าได้แม้แต่เสี้ยวเวลาหนึ่งดังนั้นพ่อบ้านมึ้งจึงขอมอบให้นายน้อยเก็บรักษาไว้ให้ดี”
นายน้อยลวี้ยู่เฉียนยื่นมือรับจึงทราบว่าเป็ห่อผ้าเคลือบน้ำมันกันน้ำพ่อบ้านมึ้งเห็นมันยืนงุนงงจึงดึงอกเสื้ออีกมือหนึ่งคว้าห่อผ้ายัดลงไปส่งเสียงกล่าวเน้นหนักแน่นอีกว่า
“ด้านในคล้ายมีจดหมายที่บิดานายน้อยเขียนเอาไว้อีกทั้งยังมีสิ่งของสำคัญมิอาจทำหล่นหาย ภายหน้าท่านอาจค่อยทราบว่าเป็สิ่งใด?ท่านจงเก็บรักษาเอาไว้ให้ดี ข้าพเ้ามิมีเวลาบอกเล่ารายละเอียดแต่ทว่าคล้ายทำหน้าที่นี้ใกล้ลุล่วงสำเร็จที่เหลือจึงต้องพึ่งพาวาสนาฟ้าลิขิตกับโชคชะตานำพาของนายน้อยแล้ว เร็วเข้าอย่าได้ชักช้ารีบติดตามจงก้วงล่วงหน้าพวกมันออกทางด้านหลังบ้านเถิด”
มึ้งจงก้วงวิ่งนำหน้าขณะก้าวเท้าออกจากห้องนอนของบิดามารดาพลันพบกับนายทหารสองนายถืออาวุธรุดเข้ามาหาคนทั้งสองมึ้งจงก้วงสีหน้าแววตาไร้วิตกตื่นกลัวสองมือต่อยหมัดใส่คนที่อยู่ใกล้สุดล้มลงก่อนจากนั้นมันยกเท้าขวาวาดสู่เบื้องหน้าเตะใส่อีกคนที่เหลืออยู่นายทหารผู้นั้นพลันร่างลอยละลิ่วปลิวไปคล้ายกลายเป็เช่นกระสอบนุ่นมิปานร่างมันยังมิทันตกกระทบพื้นพ่อบ้านมึ้งดึงแขนพาร่างลวี้เสียวจู้วิ่งสู่หนทางหลังบ้านแล้ว
คนทั้งสองเมื่อออกสู่เบื่องนอกพ้นตัวบ้านมึ้งจงก้วงล่วงหน้าลวี้เสียวจู้อยู่ทางด้านหลัง ทั้งสองวิ่งตรงสู่หนทางคับแคบสองฟากข้างเป็หนองน้ำจอกแหนลอยเป็แพแลไปไม่เห็นผิวน้ำแต่กระนั้นยังสังเกตเห็นมัจฉาแหวกจอกแหนโผล่หัวยื่นปากฮุบแมลงปอที่ล้อลมเพลิดเพลินจนลืมเลือนภัยร้ายกล้ำกรายใกล้ตัวสุดท้ายกลายเป็อาหารอันโอชะนอนแน่นิ่งอยู่ในท้องมัจฉาแล้ว
ทางเบื้องหน้าสามารถตรงไปสู่แนวป่าคาดว่าอยู่ไม่ไกลมากนักลวี้ยู่เฉียนขณะก้าวเท้าวิ่งเหลียวหน้ามองมายังทางด้านหลังเห็นคนสนิทสามคนของบิดาวิ่งมาพลางต่อสู้อยู่กับทหารหลายสิบนายคล้ายดุเดือดเผ็ดร้อนสถานการณ์หวาดเสียวยิ่งขณะเดียวกันมีนายทหารประดับเครื่องหมายยศสูงสุดกับนายทหารชั้นผู้น้อยอีกหลายคนวิ่งติดตามมาอย่างกระชั้นชิดมึ้งจงก้วงส่งเสียงขณะวิ่งเหลียวหน้ากลับมาเช่นกันกล่าวว่า
“อย่าได้ชักช้าแม้แต่ครึ่งก้าวเร็วเข้านายน้อยพวกเราพอทะลุผ่านแนวป่าด้านหน้าไปจะบรรลุสู่ลำธาร อย่าได้วิตกกังวลไปหากถึงที่นั่นท่านเพียงะโพาร่างลงเบื้องล่างสู่ลำธารแล้วลอยตัวไปตามลำน้ำอาศัยความเชี่ยวชั่วครู่เดียวพวกมันก็มิอาจติดตามนายน้อยของมึ้งจงก้วงแล้วจดจำเอาไว้มิว่าเกิดเื่ราวใดขึ้น ท่านต้องรักษาชีวิตเอาไว้ไม่อาจตายได้เด็ดขาด”
มึ้งจงก้วงกระชับฝ่ามือบีบข้อมือลวี้เสียวจู้ของมันแแ่เปล่งเสียงเน้นกล่าวสืบต่อว่า
“นายน้อยท่านต้องรับปากต่อมึ้งจ้งก้วงอย่าได้สร้างความผิดหวังกับคนเื้ัยังมีบรรพบุรุษล่วงลับสืบต่อจากนี้มิมีเวลามัวลังเลได้แม้แต่น้อย มิว่าหนทางเบื้องหน้าท่านจะเกิดเื่ราวใดขึ้น?จงหยัดยืนไว้แล้วยกเท้าก้าวสู่เบื้องหน้าอย่าได้ละสายตามาเหลียวมองเื้ัท่านยังมีอนาคตอันรุ่งเรืองภายหน้าอาจเปรื่องปราดหรืออาจเป็ยอดคนอย่าได้ใส่ใจสิ่งใดในทางนี้รีบหนีไปให้ไกล ยิ่งไกลเท่าใดยิ่งเป็ผลดีต่อนายน้อยจดจำเอาไว้ให้อย่าได้หวนกลับมาที่นี่อีกเด็ดขาด”
ยามนั้นลวี้ยู่เฉียนแม้ว่าจะตระหนกใผสานกับความสับสนสงสัยในวาจาของมึ้งจงก้วงแต่ทว่าความรู้สึกกลับอิ่มเอิบตื้นตันใจคล้ายกับความปีติยินดีที่เกิดขึ้นส่งผลให้ทั่วทั้งสรรพางค์กายเบาหวิวแทบล่องลอยอยู่ในอากาศท่ามกลางเหตุการณ์อันตรายแม้นตกอยู่ในดงศัตรูคล้ายยังมีญาติมิตรห่วงใย ความสุขใจที่เกิดขึ้นกระตุ้นโลหิตในร่างสูบฉีดพลุ่งพล่านพานส่งผลให้ดวงตาทั้งคู่พรั่งพรูด้วยหยาดหยดน้ำอุ่นรสชาติคล้ายเหงื่อจนเจิ่งนองทั้งสองข้างแก้มไม่อาจควบคุมบังคับได้
ยามนี้เหตุการณ์คับขันมันไม่อาจสวมกอดตอบแทนในพระคุณใหญ่หลวงของมึ้งจงก้วงนายทหารหลายคนอาวุธพร้อมพรักดักอยู่หน้าหลังทั้งยังแยกย้ายโอบล้อมเอาไว้คล้ายปิดเส้นทางหลบหนี้หมดสิ้นทั้งสี่ทิศแปดทางขวางกั้นด้วยพวกมันปิดหนทางหลบหนีโดยสิ้นเชิง มึ้งจงก้วงกลับมิแตกตื่นชิงยื่นมือออกคว้าร่างมันผู้หนึ่งเข้ามาจากนั้นแย่งชิงอาวุธดาบในมือมันผู้นั้นมาถือไว้ในกระบวนท่าที่รวดเร็วเห็นพ่อบ้านมึ้งเหวี่ยงร่างคนผู้นั้นขวางใส่ในสามคนที่อยู่ทางด้านตรงข้ามจากนั้นคว้าข้อมือลวี้ยู่เฉียนพุ่งร่างพากันวิ่งตรงสู่ป่าทึบเบื้องหน้า
คนทั้งสองวิ่งมาได้ไม่นานจึงบรรลุสู่ป่าทึบริมโสตได้ยินเสียงการต่อสู้ดังไล่อยู่ทางด้านหลัง ลวี้ยู่เฉียนพลันหวนระลึกนึกถึงอดีตรู้สึกสำนึกเสียใจไม่น้อยวันเวลาที่ผ่านมาไม่เคยสนใจในเื่มรรคาวิชาบู๊มาก่อน มันโปรดปรานทุ่มเทเวลาอยู่กับตำรับตำราศึกษาศาสตร์วิชาบุ๋นแขนงต่างๆ มิเช่นนั้นตนเองคงมีวิชาฝ่ามือติดตัวอยู่บ้างหากเป็เช่นนั้นยามนี้คงงัดออกมาใช้ป้องกันตัวได้ อีกทั้งยังช่วยเหลือคนอื่น ๆได้อีกด้วย ดังนั้นพลันลอบตั้งปณิธานกับตนเองหากทว่าวันนี้มีชีวิตรอดปลอดภัยในวันหน้านอกจากศึกษาตำราจะหมั่นเพียรร่ำเรียนวิชาฝ่ามือมิอาจเกียจคร้านละเลยได้อีกต่อไป
ฉับพลันเสียงการต่อสู้ที่อยู่เื้ัเมื่อครู่จู่ๆ สงบเงียบสิ้นเสียงลงระยะทางเบื้องหน้าคาดว่าไม่ไกลมากนักจักบรรลุถึงซึ่งลำธารที่พ่อบ้านมึ้งบอกไว้แต่ทว่าหนทางมิได้วางไว้ด้วยอิฐหินเขียวจึงได้เหยียบย่างเท้าก้าวเดินได้สะดวกดายคล้ายดั่งอุปสรรคขวากหนามขวางกั้นเส้นทางขรุขระอีกทั้งยังคดเคี้ยวหากไม่ระมัดระวังพลั้งเผลออาจพบเจอเื่ราวเลวร้ายมากกว่าดี คาดว่าที่กล่าวมาหาได้ผิดไปทันใดนั้นปรากฏนายทหารไม่ต่ำกว่าสิบนายติดตามมาทันพอดีมึ้งจงก้วงสีหน้าเคร่งเครียดลงเค้นเสียงร้องคำหนึ่งจึงหันมาทางนายน้อยของมันพลันสีหน้าอ่อนโยนลงน้ำเสียงก็เป็เช่นเดียวกันกล่าวว่า
“เสียวจู้ ท่านอย่าได้ใส่ใจในทุกเื่ราวทางนี้เร็วเข้ารีบวิ่งหนีไปทางนั้นอย่าได้เหลียวหน้าหันกลับมามองอีกเด็ดขาด มาตรแม้นผิดพลาดพวกเรามิอาจแบกหน้าไปพบพาิญญาบิดามารดาท่านอีกเพียงไม่กี่ก้าวจะบรรลุถึงซึ่งลำธารแล้ว จดจำเอาไว้ให้ขึ้นใจไม่ว่าเช่นไรให้รักษาลมหายใจไว้ไปเถิดรีบไปทิ้งทุกสิ่งไว้ให้เป็หน้าที่ของมึ้งจงก้วงกับพี่น้องที่ดีที่ติดตามมาเร็วเข้าอย่าได้ชักช้าเสียวเวลาเสียวจู้โปรดถนอมตัว”
ยามนั้น มึ้งจงก้วงพอกล่าววาจาจบ ประกบสองมือกระชับดาบพุ่งร่างปราดเข้าหาบรรดานายทหารเ่าั้อาวุธดาบฟาดฟันอย่างเกรี้ยวกราดทุกคมดาบไม่พลาดเป้าไปแม้แต่น้อยนิดลวี้ยู่เฉียนเห็นทหารสองนายคล้ายถูกอาวุธฟันใส่ร่างล้มลง พวกมันอีกหลายคนกรูเข้าโอบล้อมมึ้งจงก้วงอาวุธดาบในมือกวัดแกว่งเปล่งประกายแฉลบแปลบปลาบปานอสนีบาตฟาดฟัน
ท่านว่าน้ำน้อยย่อมแพ้ไฟฉันใดในสถานการณ์คนมากกรุ้มรุมคนผู้เดียวย่อมฉันนั้นมาตรแม้นมีสามเศียรหกกรยังมิอาจรักษาศีรษะบนบ่าได้ เช่นไรหากใช้ไม้ฟาดใส่หินผาทว่าเนื้อไม่อ่อนซุกซ่อนไส้ในกลวงด้วยแล้วไม่แคล้วต้องบิ่นเป็เศษชิ้นบ้างหักไปไม่อาจรักษาสภาพเดิมได้หินผาใหญ่ต้องใช้ไม้มากหลายจึงทลายลงได้บ้าง แต่ทว่าในระยะเวลากระชั้นชิดจึงมิอาจกระทำได้ง่ายดายปานนั้น
มึ้งจงก้วงแม้เป็เช่นหินผาทหารเ่าั้เป็ไม้หลายท่อนมีอยู่หลายครั้งคมดาบกรีดใส่เสื้อผ้าฉีกขาดเป็าแิัเืเนื้อมิได้ห่อหุ้มไว้ด้วยเกราะเหล็กทองแดงเสื้อผ้าอาภรณ์เพียงป้องกันความหนาวเหน็บมิอาจต้านคมดาบแหลมคมที่จมลงสู่ผิวเนื้อโลหิตสดแดงแทรกซึมสู่ภายนอกเสื้อผ้าแม้นว่าาแไม่ฉกรรจ์ก็ตาม
ยามนี้ลวี้ยู่เฉียนเห็นเช่นนั้นพลันตัดใจไม่วิ่งหลบหนีชั่วดีมันยังมีคุณธรรมเปี่ยมล้นจนมิอาจทนเห็นเช่นญาติสนิทที่เหลือถูกรุมทำร้ายได้ต่อหน้าหากตนวิ่งหนีเอาชีวิตรอดทอดทิ้งพวกพ้องให้ต้องประสบเคราะห์กรรมอยู่ภายหลังภายหน้าตนยังจะแบกหน้ารักษาชื่อเสียงไว้ได้อย่างไร ลูกผู้ชายมิอาจขี้ขลาดตาขาวราวมุสิกสุนัขจนตรอกยังหันหน้ากลับมาอ้าปากแยกเขี้ยวต่อสู้ตนเองเป็คนมิใช่สัตว์เดรัจฉานจึงมิอาจแสดงสันดานต่ำช้าวิ่งหางจุกก้นหนีไป
พระคุณของมึ้งจงก้วงใหญ่หลวงดุจขุนเขาอีกทั้งคนทั้งสามด้านหลังไม่ทราบว่าเป็ตายร้ายดีอย่างไรในคนเหล่านี้ย่อมเป็ผู้มีพระคุณดุจบุพการีที่ต้องตอบแทนคุณลวี้ยู่เฉียนเมื่อตัดสินใจไม่กลัวตายคล้ายปลุกปลอบความกล้าก้มลงเก็บอาวุธขึ้น มันสองมือมิเคยจับถืออาวุธมาก่อนตอนนี้จึงดูเกะกะขัดหูขัดตาแขนขาพันกันพัลวัลพัลเกจนซวนเซอุตลุด
ยามนั้นคนยังก้าวเท้าสับสนพอมือถืออาวุธยิ่งเพิ่มพูนความยุ่งยากมึ้งจงก้วงเห็นเช่นนั้นพลันสีหน้าแตกตื่นตระหนกใรีบโผพุ่งร่างเข้าขวางดาบในมือฟันใส่คนที่อยู่ด้านขวาแล้วสะบัดดาบอีกคราแทงใส่อีกคนทางด้านซ้ายคล้ายการลงมือนี้กระทำพร้อมกันในคราวเดียวรวดเร็วรวบรัดเจนจัดการใช้อาวุธสุดบรรยายนายทหารทั้งสองร้องโอยครวญครางร่างล้มฟาดพื้นโลหิตแดงฉานไหลหลั่งดั่งน้ำพุ
ลวี้ยู่เฉียนไม่เคยจับอาวุธมาก่อนดังนั้นเพียงยกอาวุธในมือยังมิทันได้กระทำเื่ราวใดในขณะสับสนคนผู้หนึ่งซึ่งก็คือนายทหารพลันะโเข้าหาท่วงท่าน่ากลัวชั่วพริบตาคนผู้นั้นยกดาบฟันฉับเสียงขวับเขวียวลวี้ยู่เฉียนคิดยกดาบในมือขึ้นต้านไว้แต่ทว่าคล้ายหนักอึ้งมือไม้ไร้เรี่ยวแรงเช่นนั้นได้แต่คร่ำครวญร่ำร้องอยู่ในใจในวันนี้มีแต่ต้องตายถ่ายเดียว ได้แต่หลับตามิกล้าเหลียวมองเสียงคมดาบกรีดเนื้อเสื้อผ้าบริเวณหัวไหล่ลวี้ยู่เฉียนอ้าปากร้องคำหนึ่งรู้สึกปวดร้อนรุนแรงโลหิตไหลซึมอาภรณ์ชุ่มโชกมาตรว่าเ็ปสุดกลั้นไหวแต่ยังกัดฟันเหวี่ยงอาวุธดาบในมือใส่คนผู้นั้น นายทหารอีกผู้หนึ่งซึ่งอยู่ทางด้านหลังฉวยโอกาสเงื้อดาบฟันใส่ในกลางหลังเสียงดังสดใสอีกแผลหนึ่ง
มึ้งจงก้วยแสดงสีหน้าตระหนกใใช้สภาวะท่าร่างพุ่งดั่งนางแอ่นเหินเข้าใส่นายทหารทั้งสองมันลงมือคราวเดียวสังหารนายทหารสองนายล้มลง ิญญาพวกมันคงไม่อาศัญร่างไว้อีกแล้วแน่นิ่งไปไม่รีรอชักช้ารีบโอบอุ้มเสียวจู้ของมันพลันออกวิ่งมุ่งตรงสู่ริมธารมันสีหน้าวิตกกังวลปนแววห่วงใยในาแนายน้อยของมัน
ลวี้ยู่เฉียนคล้ายกลายเป็เด็กทารกร่างถูกมึ้งจงก้วงโอบอุ้มวิ่งจนสุดฝีเท้า เสื้อผ้าอาภรณ์ของมันชุ่มโชกโลหิตของเสียวจู้แต่ยังเร่งฝีเท้ามุ่งสู่ริมธารเพื่อพานายน้อยมันผ่านพ้นอันตรายนี้ไปให้จงได้ในทางด้านหลังยังมีนายทหารอาวุธดาบครบมือวิ่งติดตามมาหลายนายคล้ายกระชั้นชิดยิ่งท่างเบื้องหน้าพบว่าอีกเพียงไม่กี่ก้าวจะบรรลุสู่ริมธารน้ำ ลวี้ยู่เฉียนแม้สูญเสียโลหิตสายตาพร่ามัวสองรูหูอื้ออึงศีรษะหนักอึ้งแต่ยังได้ยินมึ้งจงก้วงส่งเสียงว่า
“ลวี้เสียวจู้ท่านอย่าได้หดหู่สูญสิ้นพละกำลังมึ้งจงก้วงคงคุ้มครองท่านได้เพียงเท่านี้มิอาจติดตามรับใช้ข้างกายได้อีกท่านยังมีงานสำคัญซึ่งต้องกระทำในภายหน้าอย่าได้ชักช้าเบื้องหน้าด้านล่างยังมีผืนน้ำรับร่างท่านเมื่อจากที่นี่ไปมิให้คิดย้อนคืนกลับเด็ดขาดขอเสียวจู้จงลืมเลือนทุกเื่ราวทั้งหลายทั้งเบื้องสูงเบื้องต่ำเบื้องหน้าเื้ัยิ่งลืมได้หมดสิ้นยิ่งเป็ผลดีที่ประเสริฐหากมึ้งจงก้วงวันนี้มีชีวิตรอดค่อยติดตามเสาะหาเสียวจู้ในภายหลัง”
ยามนั้น วาจากล่าวมาจบลงมึ้งจงก้วงผลักฝ่ามือออกส่งร่างลวี้ยู่เฉียนลงสู่ลำธารด้านหน้าเบื้องล่างมันยามนี้แตกตื่นไม่ทันมตั้งตัวรู้สึกอีกทีร่างตกสู่เบื้องล่างกระทบผืนน้ำโดยแรงเสียงดังตูมใหญ่สุดท้ายคล้ายทุกอย่างมืดดำจดจำสิ่งใดมิได้สิ้นสติสมประดีไปในที่สุด
วันเวลาผ่านไปเท่าใดไม่ทราบมารู้สึกตัวอีกคราพบว่าตนเองนอนอยู่ริมฝั่งฟากหนึ่งซึ่งร่างท่อนล่างยังคงแช่อยู่ในธารพอขยี้ตาจากพร่ามัวเป็เห็นภาพเบื้องหน้าค่อย ๆชัดเจนจึงพยายามปีนป่ายใช้สองเท้าหยั่งกายพยุงร่างขึ้นสู่ฝั่งอย่างยากเย็น
ในขณะกำลังปีนป่ายขึ้นสู่ฝั่งยังรู้สึกปวดเจ็บแปลบปลาบาแรุนแรงแม้โลหิตจะหยุดไหลแล้วก็ตามลวี้ยู่เฉียนพยายามรวบรวมพละกำลังกัดฟันดันร่างปีนป่ายพาร่างตนพ้นผิวน้ำอย่างทรมานยิ่งพอก้าวเท้าพ้นริมขอบตลิ่งเป็พื้นดินแห้งหนทางข้างหน้าปกคลุมด้วยหมอกควันเบาบางแต่ยังเห็นเส้นทางอยู่บ้างหลังจากเดินต่อไปโดยไร้จุดหมายในที่สุดหมดสิ้นเรี่ยวแรงแลเห็นทุกสรรพสิ่งรอบกายคล้ายมืดดำสนิทสุดท้ายล้มลงสิ้นสติสมประดีไปเป็คำรบสองพอรู้สึกตัวได้สติพบตนเองนอนอยู่บนเตียงไม้ไผ่ในห้องนี้แล้ว
วันเวลาผ่านไปรวดเร็วยิ่งนับไปคล้ายผ่านไปถึงครึ่งเดือนแล้วลวี้ยู่เฉียนยามนี้ทุเลาหายจากอาการาเ็าแสมานกันสนิทแทบมองมิเห็นร่องรอยประการหนึ่งซึ่งได้ป้ากุ้ยคอยดูแลเอาใจใส่เป็อย่างดีาแที่สมานรวดเร็วคงเป็เพราะสมุนไพรหลายตัวที่มันขยันพอกทาตัวยาลงไปบนแผลนั่นเอง
วันนี้ท่านป้ากุ้ยเตรียมตัวเข้าป่าเช่นทุกวันดังนั้นลวี้ยู่เฉียนจึงขอติดตามท่านป้ากุ้ยไปด้วยเพื่อช่วยหาของป่าอีกแรงหนึ่งหลังจากทั้งสองใช้เวลาอยู่ในป่าครึ่งค่อนวัน มันกับท่านป้ากุ้ยต่างสมใจได้ทั้งหน่อไม้เห็ดป่าและตัวยาสมุนไพรอีกหลายชนิด ท่านป้ากุ้ยกล่าวว่าโชคดีที่มีมันเข้าป่ามาด้วยจึงช่วยได้มากโขคาดคิดมิถึงมันจะมีความรอบรู้กว้างขวางยังรู้จักสมุนไพรหลายชนิด ท่านป้ากุ้ยส่งเสียงยินดีปรีดากล่าววาจาต่อมันว่า
“วันรุ่งพรุ่งนี้ป้ากุ้ยจะนำของป่าและสมุนไพรเหล่านี้เดินทางไปขายที่ตลาดในเมืองหนนี้ป้ากุ้ยคิดว่าคงได้เงินอยู่บ้างซึ่งมากกว่าทุกครั้งหลายเท่า เ้า้าสิ่งของใดไว้ใช้สอยหรือไม่?ป้ากุ้ยจะได้ซื้อหามาให้มิต้องเกรงใจเช่นคนอื่นไกลไปดอก”
ยามนี้ คนทั้งสองออกจากป่ากลับมาถึงบ้านท่านป้ากุ้ยหลังจากเข้าครัวปรุงอาหารอย่างง่ายเป็ข้าวต้มกุ้ยกับผัดผักกับถั่วลิสงทอดคลุกเกลือลวี้ยู่เฉียนกับท่านป้ากุ้ยรับประทานอาหารเสร็จเป็เวลาใกล้มืดค่ำยามสายัณห์จันทร์แจ่มแอร่มทิวเขาไกลโพ้นโผล่พ้นเส้นขอบฟ้าสว่างไสววับแวม
ลวี้ยู่เฉียนมิเกียจคร้านเข้าครัวช่วยเหลือท่านป้ากุ้ยล้างถ้วยชามตะเกียบส่วนท่านป้ากุ้ยรับหน้าที่เช็ดคว่ำเอาไว้บนแคร่ไม้ไผ่ในขณะช่วยกันท่านป้ากุ้ยบอกเล่าว่านางเองมีสามีและบุตรชายอีกผู้หนึ่งหลายเดือนแล้วที่มิพบหน้าคนทั้งสอง เนื่องจากถูกทางการเกณฑ์ไปใช้แรงงาน ในหนทางไกลดังนั้นท่านป้ากุ้ยกล่าวว่า่เวลานี้หากลวี้ยู่เฉียนยังไม่มีที่ไปก็ให้อาศัยอยู่กับนางไปพลางก่อน
ในยุทธภพระยะเวลานี้มีข่าวคราวเกี่ยวข้องกับพรรคมารผ่านหนาหูว่า เหล่ามารอธรรมมีกำลังกล้าแข็งแบ่งออกเป็หลายฝ่ายแยกย้ายก่อกวนทำลายขวัญบรรดาชาวยุทธ์หลายวันที่ผ่านมานี้มีคนถูกฆ่าตายอเนจอนาถ ผู้ที่ลงมือเป็สามสำนักมารที่มีชื่อเสียงเพียงได้ยินชื่อถือว่าบรรดาชาวยุทธ์มากหลายคล้ายไม่กล้าตอแยด้วย
สามสำนักมารอันมีชื่อกระฉ่อนสะท้านบู๊ลิ้มได้แก่สำนักฝ่ามือโลหิต สำนักอสรพิษดำ สำนักอินทรีขาว การลงมือของพวกมันแต่ละครั้งล้วนโเี้อำมหิตคิดลงมือต่อผู้ใดก็ลงมือ คิดฆ่าคนผู้ใดก็ฆ่าโดยไม่เกรงกลัวต่อสายตาชาวยุทธ์แม้แต่น้อยหากทว่าผู้ใดไม่กลัวตายกล้าสอดมือเข้าช่วยเหลือจะถูกคนของพวกมันติดตามทวงถามเอาชีวิตไม่เว้นแม้แต่ทารกไร้เดียงสาไม่รู้ความ
สำหรับผู้นำเหล่ามารในเวลานี้มีนามว่าหม่าอี้เฉินแห่งสำนักฝ่ามือโลหิตสำนักอสรพิษดำเ้าสำนักนามว่าเล่อผาง ยังมีอู้ซางจื้อแห่งสำนักอินทรีขาว ทั้งสามสำนักล้วนอื้อฉาวในข่าวคราวชั่วร้ายคล้ายมิเคยสร้างวีรกรรมกระทำคุณงามความดีมาก่อนเลยในระยะเวลานี้นับได้ว่าฝ่ายธัมมะอ่อนแอแลไปไม่มีสำนักใดกล้าพอจะออกตัวต่อกรต่อพวกมันสามสำนักถึงอย่างไรในยุทธภพยังมีหลายสำนักซึ่งเหล่ามารมิกล้าออกหน้าตอแยตรง ๆ หนึ่งนั้นเป็วัดเสียวลิ้มยี่สองสำนักบู๊ตึ๊งทั้งสองเป็สำนักมาตรฐานคุณธรรมมีชื่อเสียงเคียงข้างมิแตกต่างกันเท่าใดในระยะเวลาที่ผ่านมาบรรดาชาวยุทธ์ยกย่องให้วัดเสียวลิ้มยี่เป็เช่นเสาหลักบู๊ลิ้ม
นอกเหนือจากสองสำนักที่กล่าวมาฝ่ายธัมมะยังมีอีกสามสำนักซึ่งมีชื่อเสียงเพียงพอให้ต่อกรกับสำนักมารได้ ในสามสำนักที่ว่าหนึ่งนั้นคือสำนักเมฆฟ้าพิรุณสองหุบเขาผาพยัคฆ์ขาว และสามพรรคไผ่หลิว หลายวันก่อนวัดเสียวลิ้มยี่ได้มีศิษย์คนเล็กเดินทางลงมาจากเขาเพื่อนำข่าวเชื้อเชิญเ้าสำนักต่าง ๆ เดินทางไปร่วมวางแผนรับมือกับสามสำนักมาร เสียวลิ้มยี่นั้นผู้ที่ครองตำแหน่งเ้าอาวาสในตอนนี้ท่านมีนามว่าหลวงจีนตี้คงไต้ซือ
ดังนั้นวันนี้เ้าสำนักฝ่ายธัมมะพากันทยอยเดินทางขึ้นสู่วัดเสียวลิ้มยี่ผู้ที่ออกเดินทางล่วงหน้ามาก่อนคือหัวหน้าพรรคไผ่หลิวนามว่านฟางหง ท่านหลังจากคัดเลือกมือดีที่มีอยู่ภายในพรรคจากนั้นเร่งรุดรีบออกเดินทางสู่เส้นทางวัดเสียวลิ้มยี่ทันที
ในระหว่างที่เดินทางไปยังวัดเสียวลิ้มยี่ครานี้หนทางกลับไม่ง่ายดายนักเมื่อสำนักมารทราบข่าวคราวนี้เข้าก่อน ดังนั้นจึงได้จัดกำลังคนมาดักรอเพื่อขัดขวางมิให้เ้าสำนักต่างๆ เดินทางขึ้นไปในวัดเสียวลิ้มยี่ได้ มันผู้ที่มาดักรอหัวหน้าพรรคไผ่หลิวว่านฟางหงมันมิใช่อื่นใครมันเป็เล่อผางแห่งสำนักอสรพิษดำ
ยามนั้น เมื่อมันเห็นกลุ่มคนของพรรคไผ่หลิวเดินทางใกล้เข้ามา เล่อผางจึงก้าวเท้าออกมาขวางหน้าโดยทันทีพร้อมกับมือดีอีกสามคนจากนั้นส่งเสี่ยงกล่าวทักทายหัวหน้าพรรคไผ่หลิวว่านฟางหงว่า
“ท่านว่านสบายดีหรือไม่?เราเล่อผางยินดียิ่งนักที่ได้พบหน้าท่านที่นี่ ดูท่าทางพวกท่านขยันรีบร้อนเดินทางอย่างรวดเร็วเช่นนี้เราเกรงว่าพวกท่านทั้งหลายจะคล้ายเหน็ดเหนื่อยเกินไป ดังนั้นเราเล่อผางเ้าสำนักอสรพิษดำจึงสละเวลามาดักรอพวกท่านเผื่อท่านทั้งหลายไหว้วานให้ช่วยเหลือการงานใดได้บ้าง”
เ้าสำนักอสรพิษดำเล่อผางกล่าวพลางสอดส่ายสายตาสำรวจตรวจสอบโดยรอบคนของพรรคไผ่หลิวพอเห็นเป็เช่นนั้นหัวหน้าพรรคไผ่หลิวว่านฟางหงส่งเสียงกล่าวโต้ตอบกลับมาว่า
“เราว่านฟางหงคงกล่าวตอบต่อท่านได้ไม่ปิดบังวันเวลาที่ผ่านมาล้วนสุขสบายดีมิมีป่วยไข้ คล้ายไม่กล้าบังอาจเอ่ยปากขอความช่วยเหลือจากท่านแห่งสำนักมารอันโฉดชั่วหนทางที่ประเสริฐเลิศเลอท่านเองจงรีบหลีกทางให้แก่เรา ถึงแม้ข่าวคราวอื้อฉาวที่พวกท่านเข่นฆ่าผู้คนจนข่มขวัญยุทธภพได้แต่ทว่าสำหรับข้าแล้วหาได้เกรงกลัวมารชั่วไม่ในคำพูดหนึ่งจึงขอกล่าวตามตรงมิอ้อมค้อมต่อท่าน ‘น้ำบ่อมิเกลือกกลั้วต่อน้ำคลองฉันใดธัมมะก็มิอาจปะปนกับมารอธรรมได้ฉันนั้น’ ท่านโปรดหลีกทางอย่าได้ตอแยข้องแวะกับเราย่อมประเสริฐสุด”
ได้ยินเช่นนั้นเ้าสำนักอสรพิษดำเล่อผางแหงนหน้าขึ้นฟ้าอ้าปากกว้างส่งเสียงหัวร่อกล่าวว่า
“ฮา ฮา วาจาท่านว่านกล่าวได้ประเสริฐแต่ทว่าเราเล่อผางได้เดินทางมาแล้วอีกทั้งยังรับปากต่อยมบาลท่านไว้ว่า จะนำพาดวงิญญาของท่านวานกับพรรคพวกไปส่งให้ในยมโลกเช่นนั้นเมื่อเรากล่าวลั่นวาจาแล้วจะให้กลับคำจะทำได้เยี่ยงไร เอาเป็เช่นนี้หากท่านว่านคิดดูดีแล้วมิประมาณตนจนอวดโอ่ถือดีว่ามีฝีมือก็ถือว่าท่านไม่กลัวตายมิเสียดายชีวิต ท่านว่าเตรียมรับมือเราเล่อผางวันนี้จะได้รู้ดีรู้ชั่วตัวเรากับท่านผู้ใดคล้ายมีฝีมือสูงส่งกว่ากัน”
หยกเหินลม/ชล ชโลทร