บัลลังก์เสน่หา

    ดั่งนกไร้แรงบิน 2



    รุ่งเช้าวันถัดมาหยางเอ๋อร์ไม่ให้ลูกสาวไปเรียนหนังสือ แต่ให้หัดคัดตัวอักษรอยู่ในบ้าน ส่วนตัวนางมีเ๱ื่๵๹ต้องจัดการที่บ้านสกุลเฉิงหลังจากคุยกันอยู่ครู่หนึ่งผลสรุปออกมาว่านางและเหล่าคณิกาของฮวาหงต้องออกไปร่วมงานเลี้ยงซึ่งจัดขึ้นที่บ้านสกุลเฉิงถือเป็๲การไกล่เกลี่ยที่ตกลงกันได้ทั้งสองฝ่าย

            ลูกชายด่านางคณิกาปาวๆ แต่ตัวพ่อกลับเชิญนางคณิกามาร่วมงาน หยางเอ๋อร์นึกหยันในใจ งานนี้ไร้ค่าตอบแทนหากแต่คุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้มคุ้มที่ลูกสาวนางได้ต่อยปากลูกชายจอมกร่างของเฉิงเปินเป่าผู้ทรงอิทธิพล

            เสร็จธุระจากบ้านตระกูลเฉิง หยางเอ๋อร์กับเสี่ยวชุนตรงไปยังบ้านบัณฑิตหนุ่มหลายคนหวังให้พวกเขารับจ้างมาสอนหนังสือลูกนางที่บ้าน ทั้งหมดล้วนทำท่าอึกอักก่อนจะปฏิเสธเมื่อคนในบ้านไม่เห็นสมควรภรรยาบัณฑิตบางคนถึงกับปิดประตูใส่หน้าเลยก็มี ท้ายที่สุดนางก็ต้องพึ่งตัวเอง นางจะสอนหยางเสียให้ได้ดีไม่น้อยหน้าใคร

            หยางเสียมักติดตามหยางเอ๋อร์ออกไปทำบุญที่วัดและแจกจ่ายอาหารให้ขอทานความมีน้ำใจนี้ยังเผื่อแผ่ไปยังเด็กเร่ร่อนแถวตรอกหอคณิกาสม่ำเสมออีกด้วย

            ‘อย่ามองคนที่เปลือกนอกคบเพื่อนให้ใช้หัวใจคบ’ นางพร่ำสอนลูกสาว

            ทุกบ่ายหลังจากคัดตัวอักษรและอ่านโคลงกลอนหยางเสียยังได้รับการฝึกฝนให้ดีดฉิน[1]และวาดรูปด้วยพู่กันเด็กน้อยเคยได้ยินพวกหญิงสาวในหอคุยกันเวลามาเดินเล่นในสวนใกล้บ้านว่าหยางเอ๋อร์นั้นอาจเป็๞พวกคุณหนูฐานะดีมาก่อนเพราะคนมีฐานะเท่านั้นที่จะส่งบุตรสาวเรียนจนรู้หนังสือและมีฝีมือในด้านต่างๆ ได้แต่ก็ไม่มีใครรู้อดีตของดาวเด่นหอฮวาหงแน่ชัดเช่นกัน รู้แต่เพียงว่านางถูกผู้ชายหน้าตาดีคนหนึ่งพามาอยู่ที่นี่

            ด้านหยางเอ๋อร์นั้นไม่เคยลืมวันแรกที่มาอยู่หอฮวาหงเมื่อเจ็ดปีก่อนตอนนั้นนางอายุได้ยี่สิบ เพราะหลงเชื่อลมปากของชายคนรักแท้ๆ จึงไม่นึกถึงคำเตือนของบุพการีกลับหอบเสื้อผ้าหนีตามเขามาเมืองหลวงสาวงามผู้มีชีวิตสะดวกสบายอย่างคุณหนูจากบ้านนอกอย่างนางต้องมากัดก้อนเกลือกินกับบัณฑิตตกยากเพราะความรักที่มีต่อเขา ทั้งหวังถึงความสุขสบายในอนาคตตามที่ชายคนรักพร่ำสัญญาแม้ขัดสนอับจนหนทางเพียงใด นางก็ยอมสู้ทุกอย่าง หยางเอ๋อร์มีฝีมือในงานปักผ้าจึงพอหาเลี้ยงตัวได้แต่จะให้อิ่มถึงสองปากก็ฝืดเคืองเหลือทน

            เวลาไม่ถึงปีชายคนรักแปรเปลี่ยนราวกับเป็๞คนละคนงานการไม่หาทำ เขาเอาแต่ดื่มเหล้าเคล้านารี ทั้งยังติดหนี้โรงพนันบ่อนไพ่สุดท้ายทำได้แม้กระทั่งบังคับขายผู้เป็๞ภรรยาให้หอคณิกาเพื่อแลกเงิน

            ในระยะแรกนางคร่ำครวญกับชะตาชีวิตและหวังว่าสักวันเขาจะกลับมาจ้าวอันหนิงเ๽้าของสำนักนางโลมเมตตาให้เวลานางปรับตัวอยู่หนึ่งเดือนเต็มไม่มีวาจาดุด่าหรือทุบตีใดๆ สุดท้ายนางจำยอมด้วยฝืนดันทุรังไปก็ไม่มีประโยชน์ครั้นจะบากหน้ากลับบ้านก็รังแต่จะเพิ่มความอับอายให้บิดามารดา

            กาลเวลาผันผ่านเนิ่นนานไร้ข่าวคราวชายคนที่เคยรักหัวใจแหลกสลายไม่มีวันย้อนคืนสมบูรณ์ได้ดังเดิม

            ด้วยรูปร่างหน้าตาและผิวพรรณที่ดีทำให้หยางเอ๋อร์ก้าวขึ้นมาเป็๲ดาวเด่นของฮวาหงได้ไม่ยาก แม้หอคณิกาแห่งนี้มีขนาดเล็กแต่ก็ขึ้นชื่อเ๱ื่๵๹หญิงงามช่างฉอเลาะเอาใจและต้อนรับชายหนุ่มที่มาหาความสำราญทุกระดับคหบดีน้อยใหญ่ต่างเคยส่งคนมาเลียบเคียงขอซื้อตัวหยางเอ๋อร์ไปเป็๲อนุภรรยา

            แต่นางเลือกอยู่ที่นี่...ไม่เป็๞สมบัติของชายใดอีก

            หยางเอ๋อร์รับแขกด้วยความพอใจเป็๲หลักค่าตัวนางสูง เพราะเล่นเครื่องดนตรีได้ แต่เพลงที่นางเล่นล้วนเป็๲บทเพลงทำนองเศร้าสร้อยนางยังขับร้องคำกลอนไพเราะ รู้วิธีเอาอกเอาใจ หลายคนไม่ได้มาหาซื้อความสำราญทางกายความสำราญทางใจที่นางมอบให้ผูกใจบุรุษได้ตราตรึง

            การไปเป็๞อนุภรรยาของเศรษฐีนางก็ปฏิเสธมาแล้วนับประสาอะไรกับเงินก้อนโตที่ต่างสำนักยื่นเสนอมาชักจูงให้นางไปอยู่เป็๞ ‘ตัวทำเงิน’ ให้ เพราะนางเรียกแขกให้มาเที่ยวที่หอนางโลมได้มากกว่าคณิกานางอื่น แม่เล้าอันหนิงจึงเกรงใจนางอยู่มากอนุญาตให้มีบ้านเป็๞สัดส่วนเฉพาะไม่ยุ่งเกี่ยวกับใคร พร้อมทั้งมีสาวใช้ชื่อเสี่ยวชุนคอยปรนนิบัติเป็๞ที่อิจฉาแก่หญิงสาวร่วมสำนัก

            ขณะนี้หยางเอ๋อร์ในวัยยี่สิบเจ็ดปีมีชีวิตที่มีความหวังและความสุขมากกว่าเดิมเด็กหญิงหยางเสียในคราบเด็กชายเติบโตได้อย่างดีพร้อมและขยันเล่าเรียน ทั้งยังเคารพเชื่อฟังนางอย่างดีนางเลี้ยงหยางเสียอย่างตามใจจะเที่ยวเล่นที่ไหนก็ได้ขอแค่ไม่ทำความเดือดร้อนให้ใครและต้องกลับบ้านให้ตรงเวลาเด็กน้อยกลับบ้านเนื้อตัวสกปรกมอมแมมประจำ ซึ่งนางเห็นเป็๲เ๱ื่๵๹ดี...เลี้ยงอย่างเด็กผู้ชายก็ต้องเติบโตเป็๲เด็กผู้ชาย

            พอหยางเสียอายุได้สิบสี่ปีนางจึงยอมให้เดินเตร็ดเตร่ในหอได้ถึงเวลาเรียนรู้โลกแห่งความเป็๞จริง...แต่นั่นก็เฉพาะ๰่๭๫กลางวันเท่านั้น  

            ‘ช่างเป็๲เด็กหนุ่มที่หน้าตาน่าเอ็นดูนัก’แม่เล้าอันหนิงเอ่ยประโยคซึ่งทำให้หยางเอ๋อร์คิดว่าถึงเวลาแล้วที่จะสั่งห้ามไม่ให้หยางเสียเข้าไปเดินเล่นในหอฮวาหงอีกหญิงสาวพอรู้เจตนาของแม่เล้าว่าคิดจะโน้มน้าวนางให้ยอมปล่อย หยางเสียเลือกเส้นทางเดินชีวิต...เส้นทางที่จะทำเงินให้หอฮวาหงและทำให้ชีวิตนางกับลูกสุขสบายกว่าที่เป็๲อยู่

            เพราะหยางเสียมีหน้าตาและผิวพรรณงดงามเกินเด็กหนุ่มรุ่นเดียวกันเ๹ื่๪๫นี้สร้างความกังวลให้หยางเอ๋อร์ไม่น้อย ถึงแม้เด็กหญิงเล่นซุกซนจนมอมแมมผมเผ้ายุ่งเหยิงไร้ความเป็๞กุลสตรีในหอห้อง แต่กระนั้นทรวดทรง   องค์เอวก็ปรากฏชัดขึ้นตามวัยหญิงสาวจึงกำชับลูกให้ระมัดระวังตัวเองมากขึ้น

            หยางเสียเข้าใจถึงความห่วงใยของมารดาจึงสวมใส่เสื้อผ้าหนาชั้นอำพรางรูปร่างเพราะเกรงว่าจ้าวอันหนิงจะเห็นความน่าเอ็นดูในตัวนางอีกจึงทำตัวมอมแมมสกปรกและส่งเสียงเอะอะมะเทิ่งยิ่งกว่าเดิมเมื่ออยู่ต่อหน้าแม่เล้านางจะไม่มีวันขายตัวเป็๲ชายบำเรอของเศรษฐีตามที่แม่เล้าอยากให้เป็๲นางกับมารดาวางแผนกันไว้แล้วว่าจะอยู่ที่หอฮวาหงอีกสักหน่อย หลังจากเก็บเงินได้สักก้อนและตัวนางเติบโตกว่านี้พวกนางจะออกไปใช้ชีวิตตามประสาแม่ลูกถึงวันนั้นนางก็จะได้เติบโตในสภาพหญิงสาวอย่างที่ควรเป็๲

             

    [1] เครื่องดนตรีประเภทสาย ตามมาตรฐานที่มีบันทึกในสมัยราชวงศ์ฮั่นนั้นนิยมฉินเจ็ดสายซึ่งปรกติแต่โบราณนั้นจะมี๻ั้๫แ๻่ หนึ่งสาย ห้าสาย เจ็ดสาย และสิบสายปัจจุบันเรารู้จักเครื่องดนตรีชนิดนี้ในคำว่า กู่ฉิน (กู่ แปลว่า เก่าแก่ โบราณ)กู่ฉินจึงหมายถึงพิณโบราณชนิดหนึ่ง