รุ่งเช้าวันถัดมาหยางเอ๋อร์ไม่ให้ลูกสาวไปเรียนหนังสือ แต่ให้หัดคัดตัวอักษรอยู่ในบ้าน ส่วนตัวนางมีเื่ต้องจัดการที่บ้านสกุลเฉิงหลังจากคุยกันอยู่ครู่หนึ่งผลสรุปออกมาว่านางและเหล่าคณิกาของฮวาหงต้องออกไปร่วมงานเลี้ยงซึ่งจัดขึ้นที่บ้านสกุลเฉิงถือเป็การไกล่เกลี่ยที่ตกลงกันได้ทั้งสองฝ่าย
ลูกชายด่านางคณิกาปาวๆ แต่ตัวพ่อกลับเชิญนางคณิกามาร่วมงาน หยางเอ๋อร์นึกหยันในใจ งานนี้ไร้ค่าตอบแทนหากแต่คุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้มคุ้มที่ลูกสาวนางได้ต่อยปากลูกชายจอมกร่างของเฉิงเปินเป่าผู้ทรงอิทธิพล
เสร็จธุระจากบ้านตระกูลเฉิง หยางเอ๋อร์กับเสี่ยวชุนตรงไปยังบ้านบัณฑิตหนุ่มหลายคนหวังให้พวกเขารับจ้างมาสอนหนังสือลูกนางที่บ้าน ทั้งหมดล้วนทำท่าอึกอักก่อนจะปฏิเสธเมื่อคนในบ้านไม่เห็นสมควรภรรยาบัณฑิตบางคนถึงกับปิดประตูใส่หน้าเลยก็มี ท้ายที่สุดนางก็ต้องพึ่งตัวเอง นางจะสอนหยางเสียให้ได้ดีไม่น้อยหน้าใคร
หยางเสียมักติดตามหยางเอ๋อร์ออกไปทำบุญที่วัดและแจกจ่ายอาหารให้ขอทานความมีน้ำใจนี้ยังเผื่อแผ่ไปยังเด็กเร่ร่อนแถวตรอกหอคณิกาสม่ำเสมออีกด้วย
‘อย่ามองคนที่เปลือกนอกคบเพื่อนให้ใช้หัวใจคบ’ นางพร่ำสอนลูกสาว
ทุกบ่ายหลังจากคัดตัวอักษรและอ่านโคลงกลอนหยางเสียยังได้รับการฝึกฝนให้ดีดฉิน[1]และวาดรูปด้วยพู่กันเด็กน้อยเคยได้ยินพวกหญิงสาวในหอคุยกันเวลามาเดินเล่นในสวนใกล้บ้านว่าหยางเอ๋อร์นั้นอาจเป็พวกคุณหนูฐานะดีมาก่อนเพราะคนมีฐานะเท่านั้นที่จะส่งบุตรสาวเรียนจนรู้หนังสือและมีฝีมือในด้านต่างๆ ได้แต่ก็ไม่มีใครรู้อดีตของดาวเด่นหอฮวาหงแน่ชัดเช่นกัน รู้แต่เพียงว่านางถูกผู้ชายหน้าตาดีคนหนึ่งพามาอยู่ที่นี่
ด้านหยางเอ๋อร์นั้นไม่เคยลืมวันแรกที่มาอยู่หอฮวาหงเมื่อเจ็ดปีก่อนตอนนั้นนางอายุได้ยี่สิบ เพราะหลงเชื่อลมปากของชายคนรักแท้ๆ จึงไม่นึกถึงคำเตือนของบุพการีกลับหอบเสื้อผ้าหนีตามเขามาเมืองหลวงสาวงามผู้มีชีวิตสะดวกสบายอย่างคุณหนูจากบ้านนอกอย่างนางต้องมากัดก้อนเกลือกินกับบัณฑิตตกยากเพราะความรักที่มีต่อเขา ทั้งหวังถึงความสุขสบายในอนาคตตามที่ชายคนรักพร่ำสัญญาแม้ขัดสนอับจนหนทางเพียงใด นางก็ยอมสู้ทุกอย่าง หยางเอ๋อร์มีฝีมือในงานปักผ้าจึงพอหาเลี้ยงตัวได้แต่จะให้อิ่มถึงสองปากก็ฝืดเคืองเหลือทน
เวลาไม่ถึงปีชายคนรักแปรเปลี่ยนราวกับเป็คนละคนงานการไม่หาทำ เขาเอาแต่ดื่มเหล้าเคล้านารี ทั้งยังติดหนี้โรงพนันบ่อนไพ่สุดท้ายทำได้แม้กระทั่งบังคับขายผู้เป็ภรรยาให้หอคณิกาเพื่อแลกเงิน
ในระยะแรกนางคร่ำครวญกับชะตาชีวิตและหวังว่าสักวันเขาจะกลับมาจ้าวอันหนิงเ้าของสำนักนางโลมเมตตาให้เวลานางปรับตัวอยู่หนึ่งเดือนเต็มไม่มีวาจาดุด่าหรือทุบตีใดๆ สุดท้ายนางจำยอมด้วยฝืนดันทุรังไปก็ไม่มีประโยชน์ครั้นจะบากหน้ากลับบ้านก็รังแต่จะเพิ่มความอับอายให้บิดามารดา
กาลเวลาผันผ่านเนิ่นนานไร้ข่าวคราวชายคนที่เคยรักหัวใจแหลกสลายไม่มีวันย้อนคืนสมบูรณ์ได้ดังเดิม
ด้วยรูปร่างหน้าตาและผิวพรรณที่ดีทำให้หยางเอ๋อร์ก้าวขึ้นมาเป็ดาวเด่นของฮวาหงได้ไม่ยาก แม้หอคณิกาแห่งนี้มีขนาดเล็กแต่ก็ขึ้นชื่อเื่หญิงงามช่างฉอเลาะเอาใจและต้อนรับชายหนุ่มที่มาหาความสำราญทุกระดับคหบดีน้อยใหญ่ต่างเคยส่งคนมาเลียบเคียงขอซื้อตัวหยางเอ๋อร์ไปเป็อนุภรรยา
แต่นางเลือกอยู่ที่นี่...ไม่เป็สมบัติของชายใดอีก
หยางเอ๋อร์รับแขกด้วยความพอใจเป็หลักค่าตัวนางสูง เพราะเล่นเครื่องดนตรีได้ แต่เพลงที่นางเล่นล้วนเป็บทเพลงทำนองเศร้าสร้อยนางยังขับร้องคำกลอนไพเราะ รู้วิธีเอาอกเอาใจ หลายคนไม่ได้มาหาซื้อความสำราญทางกายความสำราญทางใจที่นางมอบให้ผูกใจบุรุษได้ตราตรึง
การไปเป็อนุภรรยาของเศรษฐีนางก็ปฏิเสธมาแล้วนับประสาอะไรกับเงินก้อนโตที่ต่างสำนักยื่นเสนอมาชักจูงให้นางไปอยู่เป็ ‘ตัวทำเงิน’ ให้ เพราะนางเรียกแขกให้มาเที่ยวที่หอนางโลมได้มากกว่าคณิกานางอื่น แม่เล้าอันหนิงจึงเกรงใจนางอยู่มากอนุญาตให้มีบ้านเป็สัดส่วนเฉพาะไม่ยุ่งเกี่ยวกับใคร พร้อมทั้งมีสาวใช้ชื่อเสี่ยวชุนคอยปรนนิบัติเป็ที่อิจฉาแก่หญิงสาวร่วมสำนัก
ขณะนี้หยางเอ๋อร์ในวัยยี่สิบเจ็ดปีมีชีวิตที่มีความหวังและความสุขมากกว่าเดิมเด็กหญิงหยางเสียในคราบเด็กชายเติบโตได้อย่างดีพร้อมและขยันเล่าเรียน ทั้งยังเคารพเชื่อฟังนางอย่างดีนางเลี้ยงหยางเสียอย่างตามใจจะเที่ยวเล่นที่ไหนก็ได้ขอแค่ไม่ทำความเดือดร้อนให้ใครและต้องกลับบ้านให้ตรงเวลาเด็กน้อยกลับบ้านเนื้อตัวสกปรกมอมแมมประจำ ซึ่งนางเห็นเป็เื่ดี...เลี้ยงอย่างเด็กผู้ชายก็ต้องเติบโตเป็เด็กผู้ชาย
พอหยางเสียอายุได้สิบสี่ปีนางจึงยอมให้เดินเตร็ดเตร่ในหอได้ถึงเวลาเรียนรู้โลกแห่งความเป็จริง...แต่นั่นก็เฉพาะ่กลางวันเท่านั้น
‘ช่างเป็เด็กหนุ่มที่หน้าตาน่าเอ็นดูนัก’แม่เล้าอันหนิงเอ่ยประโยคซึ่งทำให้หยางเอ๋อร์คิดว่าถึงเวลาแล้วที่จะสั่งห้ามไม่ให้หยางเสียเข้าไปเดินเล่นในหอฮวาหงอีกหญิงสาวพอรู้เจตนาของแม่เล้าว่าคิดจะโน้มน้าวนางให้ยอมปล่อย หยางเสียเลือกเส้นทางเดินชีวิต...เส้นทางที่จะทำเงินให้หอฮวาหงและทำให้ชีวิตนางกับลูกสุขสบายกว่าที่เป็อยู่
เพราะหยางเสียมีหน้าตาและผิวพรรณงดงามเกินเด็กหนุ่มรุ่นเดียวกันเื่นี้สร้างความกังวลให้หยางเอ๋อร์ไม่น้อย ถึงแม้เด็กหญิงเล่นซุกซนจนมอมแมมผมเผ้ายุ่งเหยิงไร้ความเป็กุลสตรีในหอห้อง แต่กระนั้นทรวดทรง องค์เอวก็ปรากฏชัดขึ้นตามวัยหญิงสาวจึงกำชับลูกให้ระมัดระวังตัวเองมากขึ้น
หยางเสียเข้าใจถึงความห่วงใยของมารดาจึงสวมใส่เสื้อผ้าหนาชั้นอำพรางรูปร่างเพราะเกรงว่าจ้าวอันหนิงจะเห็นความน่าเอ็นดูในตัวนางอีกจึงทำตัวมอมแมมสกปรกและส่งเสียงเอะอะมะเทิ่งยิ่งกว่าเดิมเมื่ออยู่ต่อหน้าแม่เล้านางจะไม่มีวันขายตัวเป็ชายบำเรอของเศรษฐีตามที่แม่เล้าอยากให้เป็นางกับมารดาวางแผนกันไว้แล้วว่าจะอยู่ที่หอฮวาหงอีกสักหน่อย หลังจากเก็บเงินได้สักก้อนและตัวนางเติบโตกว่านี้พวกนางจะออกไปใช้ชีวิตตามประสาแม่ลูกถึงวันนั้นนางก็จะได้เติบโตในสภาพหญิงสาวอย่างที่ควรเป็
[1] เครื่องดนตรีประเภทสาย ตามมาตรฐานที่มีบันทึกในสมัยราชวงศ์ฮั่นนั้นนิยมฉินเจ็ดสายซึ่งปรกติแต่โบราณนั้นจะมีั้แ่ หนึ่งสาย ห้าสาย เจ็ดสาย และสิบสายปัจจุบันเรารู้จักเครื่องดนตรีชนิดนี้ในคำว่า กู่ฉิน (กู่ แปลว่า เก่าแก่ โบราณ)กู่ฉินจึงหมายถึงพิณโบราณชนิดหนึ่ง