รัฐฉู่อยู่ใต้สุดของแผ่นดินและเป็นที่ตั้งของสมาคมเฟิงซานเล่อปู้ สมาคมที่ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อควบคุมและจำกัดดูแลสำนักคุ้มภัยทั้งสี่แห่งที่กระจายตัวอยู่ในแต่ละรัฐ โดยที่รัฐฉี เป็นรัฐเดียวที่มีสำนักคุ้มภัยอยู่สองแห่ง คือสำนักคุ้มภัยสกุลกู้และสำนักคุ้มภัยพยัคเมฆ เพียงเท่านี้เพียงพอให้มีประเด็นกันแล้วสำหรับสองสำนักที่ชอบชิงความเป็นใหญ่กันมาตลอด แต่ถึงยังไงสำนักคุ้มภัยพยัคเมฆก็ไม่เคยเอาชนะสำนักคุ้มภัยสกุลกู้ได้เลย แม้แต่ครั้งเดียวก็ไม่เคย
โดยสาเหตุที่รัฐฉีมีสำนักคุ้มภัยสองแห่งอันเนื่องมาจากความที่รัฐฉีอยู่ในเขตชายแดนติดกับหลายๆ ชนเผ่าและหลายๆ ประเทศที่มักจะก่อสงครามและชิงความได้เปรียบอยู่เสมอ ทั้งชนเผ่านอกด่านยังมีพวกใช้ไสยเวทย์และมักจะมีชาวเผ่าปีศาจมากมายที่กระจายกำลังแล้วเข้าโจมตีรัฐฉีเนื่องๆ อีกทั้งความสามารถของเจ้าสำนักตู้ไม่ค่อยดีนัก ทำให้ปีที่อาจารย์กู้ไฉอี้ยี่สิบปี ก็ร่วมกับสหายคืออาจารย์อาอิ่นซือเฉิงก่อตั้งสำนักขึ้นมา
ภายในระยะเวลาไม่นานก็สามารถก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาเป็นสำนักใหญ่ได้ ทั้งยังได้รับการขนานนามว่าสำนักคุ้มภัยอันดับหนึ่ง แซงหน้าสำนักเก่าที่เคยมีอยู่แล้วอย่างสำนักคุ้มภัยพยัคเมฆ ถึงจะมีการกล่าวว่าสำนักคุ้มภัยมีแค่สี่แห่ง แต่ในอดีตไม่ได้มีแค่นี้ มีสำนักคุ้มภัยเล็กๆ หรือใหญ่ตั้งอยู่ทั่วไป แต่หลังๆ มาก็ค่อยๆ ยุบตัวลงด้วยปัญหาหายด้าน และมีเพียงสี่สำนักที่โดดเด่นจนยืนตัวมาตลอดนับร้อยปี
ระยะทางยาวนานที่ต้องเดินทาง ทำให้กู้เลี่ยงรุ่ยเอาเวลาเหล่านั้นหาความรู้ใส่หัวให้เยอะที่สุดเพื่อรับมือกับเรื่องที่จะเกิดขึ้นต่อไป โดยเขาได้หอบหนังสือจากหอตำราในสำนักมาด้วย เพื่อดูว่าแต่ละสำนักเป็นอะไรยังไง และสมาคมเฟิ่งซานเล่อปู้ใครเป็นใหญ่ และหลักปฏิบัติทั้งหลายแหล่เพื่อจะได้ไม่ต้องขายหน้าสำนัก ยังไงเขาก็ได้ชื่อว่าเป็นเจ้าสำนักของสำนักอันดับหนึ่งในใต้หล้าเชียวนะ แม้ว่าสำนักที่เก่าแก่ที่สุดคือสำนักคุ้มภัยหอนักปราชณ์ก็ตาม โดยมีระยะเวลาและการก่อตั้งอันยาวนาน ประมาณสองร้อยปีเห็นจะได้ ส่วนสำนักที่พึ่งเกิดใหม่อย่างสำนักคุ้มภัยสกุลกู้ มีอายุไม่ถึงร้อยปีดี
ในนิยายไม่ได้ชี้แจงเอาไว้อย่างชัดเจนว่าสำนักคุ้มภัยอีกสองแห่งอยู่ในรัฐใด แต่กู้เลี่ยงรุ่ยที่ศึกษาหาข้อมูลมาแล้วพบว่าสำนักคุ้มภัยพรมบุปผาอยู่ในรัฐฉู่ แต่ก็อย่างที่สำนักคุ้มภัยทั่วไปเป็น คือมีสำนักที่ใช้ติดต่อทั่วไปและสำนักหลักที่มักจะซ่อนตัวอยู่อย่างลับๆ คนนอกสำนักไม่มีทางเข้าออกได้ง่ายๆ เป็นสำนักคุ้มภัยที่เป็นหญิงล้วนรับเฉพาะหญิง เจ้าสำนักก็เป็นสตรี ชื่อว่า หวังเล่อซวี่ มีอาวุธคู่กายเป็นแส้ ชื่อว่าแส้ลงทัณฑ์ โดยมีคนเคยกล่าวเอาไว้ว่ารสชาติของการโดนแส้ลงทัณฑ์คือการตายแล้วเกิดใหม่หนหนึ่ง แส้ลงทัณฑ์เป็นศาสตราวุธที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น อิทธิฤทธิ์ของการโดนแส้ลงทัณฑ์ไม่ก่อให้เกิดแผลเป็นที่ร่างกาย แต่จะสร้างบาดแผลแก่จิตวิญญาณ ไม่มีใครทนโดนแส้ลงทัณฑ์ได้เกินสามครั้ง ต่อให้เป็นกู้ไฉอี้ก็ไม่อาจรับได้
ส่วนสำนักคุ้มภัยหอนักปราชณ์ที่ได้ชื่อว่าเก่าแก่ที่สุดและเต็มเปี่ยมไปด้วยคุณภาพ ตั้งอยู่ในรัฐฉิน ศิษย์ในสำนักถนัดการใช้พิษที่สุด พิษหลากหลายมากมายที่สามารถปลิดชีพปีศาจหรือคนได้ภายในพริบตาล้วนมีอยู่ในสำนัก โดยเจ้าสำนักคนปัจจุบันเป็นบุรุษชื่อว่า เซี่ยเต๋อหรง มีอาวุธเป็นกระบี่พระราชทานจากฝ่าบาทชื่อว่า กระบี่ไร้พ่าย แต่น้อยครั้งมากที่กระบี่จะถูกดึงออกจากฝัก ด้วยความเชี่ยวชาญและเป็นหนึ่งในด้านพิษทำให้เจ้าสำนักเซี่ยไม่นิยมใช้กระบี่ ทั้งยังมีข่าวลือหนาหูว่าอันที่จริงแล้วเจ้าสำนักเซี่ยเป็นพระโอรสในกษัตริย์องค์ก่อน ซึ่งก็หมายความว่าเป็นพระอนุชาของกษัตริย์องค์ปัจจุบัน แต่ข่าวลือนี่ไม่เคยได้รับการพิสูจน์ทั้งยังไม่เคยมีการออกมาแก้ข่าว
เดินทางร่อนแรมมาสามวันแล้ว ในที่สุดกู้เลี่ยงรุ่ยก็พาปันน่ามาถึงรัฐหลู่ในที่สุด โดยกำหนดการเดินทางจะต้องผ่านรัฐหลู่รัฐซ่ง ซึ่งรัฐทั้งหมดอยู่ในเส้นทางที่ต้องเดินทางผ่านลงไปยังรัฐฉู่ ซึ่งเป็นระยะทางที่ใกล้ที่สุดแล้ว แม้ว่าจะต้องผ่านสองรัฐ แต่เดินทางตามเส้นทางหลักมีภัยน้อยกว่าเดินทางบนเส้นทางรองหรือเล็ก
สภาพการณ์หรือผู้คนในรัฐหลู่ไม่ได้แตกต่างไปจากรัฐฉีมากนัก ยังไงก็เป็นรัฐใกล้กัน ไปมาค้าขายและเดินทางข้ามรัฐกันเสมอ ตอนที่ผ่านประตูเมืองมา ทุกอย่างค่อนข้างราบรื่นเลยทีเดียว สิ่งนี้น่าจะเป็นเพราะอาจารย์อาและอู๋เยี่ยนด้วย ไม่งั้นจะเดินทางได้ราบรื่นปานนี้เหรอ
กู้เลี่ยงรุ่ยพาปันน่าพักค้างแรมที่โรมเตี๊ยมในเมืองอู่ฟู่ตามที่อู๋เยี่ยนส่งจดหมายมาบอก เมืองหลวงของรัฐหลู่คึกคักมากเช่นกัน ชาวบ้านเดินท้องตลาดกันขวักไขว่ และในที่นี้ปันน่าสามารถยิ้มแย้มและเที่ยวชมได้ ไม่ต้องถูกจับตามองเหมือนอยู่ที่รัฐฉี โดยเวลานั้นก็เป็นยามอู่ จึงรับประทานอาหารเที่ยงกันก่อน เป็นไก่ป่าอบน้ำผึ้งที่เลื่องชื่อที่สุด กินแล้วหวานฉ่ำนุ่มลิ้นจนอยากจะกินอีกหลายตัวไม่รู้เบื่อ แต่ก็ต้องหยุดก่อนเพราะเฒ่าแก่ของร้านมาพร้อมกับจดหมายฉบับหนึ่งที่จ่าหน้าซองถึงตน กู้เลี่ยงรุ่ยคิดว่าน่าจะเป็นจดหมายจากอู๋เยี่ยนแน่ๆ แล้วก็ใช่
อู๋เยี่ยนเดาได้อย่างแม่นยำว่าวันไหนหรือตอนไหนที่ตนจะมาถึงรัฐหลู่และได้ทิ้งจดหมายเอาไว้กับโรงเตี๊ยมอู่ฟู่ในเมือง โดยมีใจความว่า
‘หวังว่าการเดินทางจะราบรื่นและปลอดภัย อาจารย์อิ่นและข้าได้เตรียมที่พักไว้ให้เจ้าแล้ว เจ้าสบายใจได้ ค่อยๆ เดินทางมา ระหว่างนี้ข้าจะค่อยส่งข่าวบอกเจ้าเรื่อยๆ ว่าต้องพักที่ไหนและหยุดที่ไหน เจ้าแค่ทำตามอย่างเคร่งครัด เจ้าพักอยู่โรงเตี๊ยมอู่ฟู่สองวันก็ให้ออกเดินทางมาทันที อย่างได้หยุดอีกจนกว่าจึงรัฐซ่ง เมื่อถึงที่นั้นแล้ว ข้าจะส่งจดหมายนัดหมายแก่เจ้าอีกที ตอนเขียนจดหมาย ข้ายู่ระหว่างเดินทางสู่รัฐซ่ง อีกไม่นานก็ถึงรัฐฉู่ เมื่อถึงแล้ว ข้ากับอาจารย์อาอิ่นจะส่งข่าวมาอีกเพื่อให้เจ้าเตรียมตัว ขอให้การเดินทางปลอดภัย (ทำลายทันทีหลังอ่านจบ) ’
กู้เลี่ยงรุ่ยอ่านทวนอีกรอบก่อนจะเอาจดหมายไปเผาเพื่อทำลายตามอย่างที่อู๋เยี่ยนต้องการ ก่อนจะเดินกลับมารวมกลุ่มกับปันน่าและศิษย์น้องทั้งสองของสำนักที่ตามมาคุ้มกัน
หลังจากนั้นก็พาปันน่าไปพักที่ห้องเพราะเห็นว่าอ่อนเพลียจากการเดินทาง โดยกู้เลี่ยงรุ่ยกำชับกับปันน่าเอาไว้ว่าอย่าออกไปไหนคนเดียว มีอะไรก็ให้มาเรียกเขาทันที ก่อนจะออกไปหารือกับศิษย์ทั้งสองคนของสำนกที่มีชื่อว่า หนิงเก่อ กับหม่าจวี้ ทั้งสองเป็นชายฉกรรจ์ที่อาจารย์กู้คัดสรรแล้วว่ามีวรยุทธ์เยี่ยมที่สุด โดยตลอดการเดินทางในสามวัน ทั้งสองเก็บปากเก็บคำและไม่ค่อยมีมนุษย์สัมพันธ์ด้วย กู้เลี่ยงรุ่ยจึงคิดว่าจะทำอย่างไรดีถึงจะซื้อใจพวกเขามาเป็นลูกน้อง
สุดท้ายก็คิดออกว่าจะทำอย่างไรดี ทั้งสามกำลังนั่งล้อมวงอยู่ที่โต๊ะ สีหน้าเคร่งเครียดที่สุด
ด้วยความเบื่อหน่ายจากการเดินทาง ระหว่างทางกู้เลี่ยงรุ่ยจึงวาดแผ่นที่บันไดงูขึ้นมาสนุกๆ โดยออกแบบให้อิงกับสภาพแวดล้อมและพื้นที่จนใกล้เคียงกับพื้นที่จริง และแกะสลักม้าออกมาหลายตัวทั้งยังมีลูกเต๋าสี่เหลี่ยมที่มีวงกลมทุกด้านแต่ไม่เท่ากันเพื่อเป็นคะแนน ตอนทอย แรกๆ เขาเล่นกับปันน่าในรถม้า แต่ตอนนี้เอามาเล่นกับสองศิษย์ของสำนักแทน
“เจ้าสำนักกู้ ท่านคิดเห็นเช่นไร”
กู้เลี่ยงรุ่ยเม้มปากเล็กน้อย ก่อนจะลุกขึ้นจากที่นั่ง โยนของสี่เหลี่ยมขึ้นไปในอากาศ แล้วหันกลับมาด้วยใบหน้าเรียบๆ เลียนแบบสีหน้าฉีอ๋อง หยิบหมากขึ้นมาวางลงไปตรงจุดเส้นชัยอย่างเชื่องช้าแต่หนักแน่น “ศิษย์น้อง พวกเจ้าแพ้แล้ว”
“จะเป็นไปได้อย่างไร ข้า...” หนิงเก่อมือสั่น ไม่อยากยอมรับ ตัวม้าในมือตกลงไปตามบันไดลงไปอยู่เกือบสุดท้ายเมื่อครู่ก็ทำเอาคนเหม่อแล้ว ตอนนี้เห็นเจ้าสำนักกู้ขึ้นไปตามบันไดเดียวกันแล้วเข้าเส้นชัยไปก็รู้สึกหัวใจแตกสลาย
“ศิษย์น้องหนิงเก่อ เจ้าแพ้แล้ว ลืมแล้วหรือว่าข้าบอกว่าอย่างไร เกมส์นี้เจ้าพ่ายแล้ว”
“ข้า..ก็ได้ ข้าแพ้แล้ว” หนิงเก่อยอมรับแล้วถอนหายใจ ไม่คาดคิดว่าตนจะพ่ายแพ้ ทั้งๆ ที่ในตอนแรกตนยังนำลิ่วๆ แต่พลาดไปทีเดียว ตอนทอยลูกเต๋าออกมาเกินไปแต้มหนึ่ง จากที่ก้าวเดียวจะคว้าชัยแล้ว กลับต้องคว้าน้ำเหลวอย่างน่าเสียดาย
“เยี่ยมเลย ข้าชนะแล้ว เอาล่ะ พวกเจ้าทั้งสองต่างพ่ายให้แก่ข้ากันหมด เพราะฉะนั้นตากติกา จ่ายมาสะดีๆ” กู้เลี่ยงรุ่ยดีใจจนเนื้อเต้น เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหา แต่สิ่งสำคัญคือชัยชนะที่ได้มา ใครเลยจะคิดว่าเขาจะสามารถเอาชนะหนิงเก่อและหม่าจวี้ได้ เขาแบมือรอ เหรียญเงินสี่เหรียญถูกวางใส่มือ รู้สึกสุขใจล้นปรี่ ทั้งยังอยากจะเล่นอีก “จะเล่นกันอีกสักตาหรือไม่”
“ศิษย์พี่เจ้าสำนัก ท่านช่างไม่เหมือนอย่างที่คนเขาเล่าลือกันเลย” หม่าจวี้เอ่ยพลางเก็บม้าที่แกะสลักเบี้ยวกลับมา
“อย่างนั้นหรือ แล้วพวกเจ้าคิดว่าแบบไหนดีกว่าล่ะ” กู้เลี่ยงถามลอบสังเกตอาการของคนทั้งสอง หม่าจวี้นั้นดูฉลาดและช่างสังเกต แต่เป็นคนจิตใจดี ส่วนหนิงเก่อจะเป็นคนคิดบวกและความคิดเรียบง่าย
“ข้าคิดว่าท่านเป็นแบบนี้ดีกว่า อย่าเป็นเหมือนในข่าวลือเลย” หม่าจวี้ตอบ “แต่จะดีกว่ามาก ถ้าท่านไม่ขี้เหนียว ในมือมีตั๋วเงินตั้งมากยังจะมารีดเลือดกับปู โหดร้ายไปแล้ว”
“นั้นสิศิษย์พี่เจ้าสำนัก ท่านทำเอาถุงเงินข้าเบาลงอีกแล้ว” หนิงเก่อตอบ เขย่าถุงเงินที่ไร้เสียงของตนแล้วเศร้าใจ
กู้เลี่ยงรุ่ยหัวเราะเสียงดังก่อนจะเอื้อมมือไปตบๆ ลงบนไหล่ของทั้งสองอย่างผ่าเผย “เอาล่ะๆ เห็นแก่พวกเจ้า งั้นเอาอย่างนี้ดีหรือไม่ วันนี้ข้าเลี้ยงเอง อยากกินอยากดื่มอะไรสั่งเลย เอาให้เต็มที่ ข้าเลี้ยง!”
หนิงเก่อ “ข้าอยากกินไก่ป่าอบน้ำผึ้งอีก ศิษย์พี่เจ้าสำนักข้าอยากกินอีก”
“ได้ ไปเลย ไปสั่งเลยว่าอยากจะกินกี่ตัวและอะไรบ้าง” หลังสิ้นคำตอบของกู้เลี่ยงรุ่ย หนิงเก่อก็ควงหม่าจวี้ไปสั่งไก่ป่าอบน้ำผึ้งอีกหลายตัวมากิน โดยที่กู้เลี่ยงรุ่ยยังใจป้ำสั่งเหล้ามาอีกหลายไห กินดื่มอย่างสนุกสนานจนเวลาล่วงเลยไปถึงยามห้าย จึงแยกย้ายกันไปพัก โดยสภาพของหนิงเก่อและหม่าจวี้ดูไม่ได้เลย เมาแล้วเพี้ยน ลำบากให้เสี่ยวเอ๋อร์ต้องแบกไปส่งที่ห้อง