‘ชายชราผู้นี้เป็นใครกัน และเหตุใดเขาถึงได้สนใจหัวใจเหล็กพวกนี้นัก?’
ขณะที่เดินตามเจาเทียนฟางไปนั้น หลงเฉินก็มีแต่คำถามนี้วนเวียนอยู่ในหัว
‘หัวใจเหล็กพวกนี้เป็นของตระกูลหลิงอู่ ในเมื่อเขารู้จัก เขาก็ต้องรู้ว่าข้าเป็นคนของตระกูลหลิงอู่ ทว่าด้วยอิทธิพลของสมาคมพ่อค้าอรุณรุ่งแล้ว ก็ไม่จำเป็นเลยที่เขาจะต้องปฏิบัติต่อข้าอย่างเป็นมิตรถึงเพียงนี้’
ราวกับรับรู้ได้ถึงความคลางแคลงใจของหลงเฉิน เจาเทียนฟางจึงรู้ตัวว่าเขารุกเร็วเกินไปอยู่สักหน่อย เขายิ้มกว้างพลางเอ่ยขึ้น
“พ่อหนุ่ม ข้าอยากจะซื้อหัวใจเหล็กของเจ้า แต่ว่าเจ้าไม่ต้องกังวลไปหรอก ข้าจะไม่บอกใครเรื่องนี้ ยิ่งไปกว่านั้น หัวใจเหล็กพวกนี้ก็ไม่มีประโยชน์อันใดกับเจ้าอยู่แล้ว”
ความแข็งแกร่งของหุ่นเหล็กสังหารไม่ได้สูงมากนัก และไม่ว่าใครที่มีหัวใจเหล็กเหลือเฟือ พวกเขาก็สามารถนำมันออกมาข้างนอกได้โดยง่าย ดังนั้นหลงเฉินจึงไม่กลัวว่าเขาจะนำความลับของตระกูลหลิงอู่มาเผยแพร่ แม้ว่าชายชราผู้นี้จะให้ความสำคัญกับหัวใจเหล็กมาก ทว่าหลงเฉินก็มองออกว่าสิ่งที่เขาสนใจก็คือตัวหลงเฉินเองต่างหาก
ไม่นานพวกเขาก็มาถึงห้องห้องหนึ่ง
“นี่คือห้องรับรองแขกพิเศษของเรา นั่งลงก่อนเถอะ”
สถานที่แห่งนี้ค่อนข้างใกล้กับด้านนอก ดังนั้นหลงเฉินจึงไม่กลัวว่าชายชราจะเล่นสกปรก เขารีบเข้าประเด็นและเอ่ยถามทันที
“เถ้าแก่เจา เหตุใดท่านถึงได้พาผู้น้อยอย่างข้ามายังสถานที่เช่นนี้?”
เจาเทียนฟางหัวเราะร่วน
“ข้าไม่มีเหตุผลใดแอบแฝงหรอก หัวใจเหล็กที่เจ้ามีอยู่ทั้งหมด นำออกมาให้ข้าสิ ข้าจะให้ราคาที่รับรองได้ว่าเจ้าจะต้องพอใจ แม้ว่าหัวใจเหล็กจะมีปราณวิญญาณที่พบได้ทั่วไประหว่างสวรรค์และปฐพี ผู้ฝึกยุทธ์ก็ไม่สามารถดูดกลืนมันได้ ดังนั้นมันจึงไม่มีประโยชน์อะไรสำหรับเจ้า!”
หลิงซีเคยบอกเขาเรื่องนี้มาก่อนแล้ว แต่หลงเฉินเอ่ยถามขึ้นมาเพียงเพราะต้องการลองเสี่ยงโชคดูเท่านั้น เขาไม่คาดคิดว่าจะได้พบกับเจาเทียนฟาง จึงไม่ได้รีบร้อนเอาหัวใจเหล็กออกมาแต่กลับถามต่อ
“ท่านจะให้ราคาหัวใจเหล็กแต่ละชิ้นเท่าไรกันล่ะ?”
“ข้าจะบอกราคาสูงที่สุดที่ข้าจะให้ – ชิ้นละสามหยกศักดิ์สิทธิ์!”
เจาเทียนฟางต้มน้ำชาและรินน้ำชาให้หลงเฉิน ขณะที่ตัวเขาเองก็จิบชาด้วยเช่นกัน จากนั้น เขาก็เอ่ยขึ้น
“ว่ากันตามตรง หัวใจเหล็กที่ข้าซื้อไม่เกี่ยวอะไรกับสมาคมพ่อค้าอรุณรุ่งหรอก ดังนั้นข้าคงไม่สามารถให้ราคาสูงกว่านี้ได้”
หัวใจเหล็กทั้งหมดที่หลงเฉินเคยมีคือหนึ่งร้อยห้าชิ้น และเขาส่งมอบไปแล้วเจ็ดสิบห้าชิ้น ทำให้เขายังคงเหลืออยู่อีกสามสิบชิ้น หากเป็นไปตามข้อเสนอของเจาเทียนฟาง มันจะทำให้เขาได้หยกศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมด 90 ชิ้น
ซึ่งก็หมายความว่าหลังจากซื้อผลฟื้นฟูวิญญาณเพียงหนึ่งผล เขาก็จะหมดตัวอีกครั้ง
หลงเฉินต้องการที่จะต่อรอง แต่อีกฝ่ายก็ดูแน่วแน่มาก รวมทั้งสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ก็เกินความคาดหมายของเขาอยู่แล้ว เขาจึงเอ่ยขึ้น
“ตกลง”
“เจ้ายังมีหัวใจเหล็กอยู่อีกกี่ชิ้นล่ะ?”
เห็นได้ชัดว่าเรื่องนี้มีความสำคัญกับเจาเทียนฟางอย่างมาก
หลงเฉินรู้สึกวิตกกังวลเล็กน้อยแต่เขาก็เอ่ยขึ้นในที่สุด
“มีทั้งหมดสามสิบชิ้น”
ท่าทางของเจาเทียนฟางดูตึงเครียด หลังจากที่จับจ้องหลงเฉิน เขาก็เอ่ยขึ้น
“เจ็ดสิบห้า บวกกับสามสิบก็เท่ากับหนึ่งร้อยห้าชิ้น ผู้ที่บรรลุขอบเขตชีพจรมังกรขั้นแปดที่ได้หัวใจเหล็กมาถึงหนึ่งร้อยห้าชิ้น นับได้ว่าเป็นสุดยอดหัวกะทิแม้แต่ในเหล่าคนนอกของตระกูลหลิงอู่ เคยมีผู้ที่อยู่ในตำแหน่งนั้นและได้หัวใจเหล็กมาถึงหนึ่งร้อยสองชิ้นเช่นกัน ทว่าตอนนั้นเขาอายุเพียงสิบขวบ”
เมื่อได้ยินจำนวนเจ็ดสิบห้าชิ้น หลงเฉินก็รู้ทันทีว่าเจาเทียนฟางผู้นี้รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับตัวเขาราวกับหลังฝ่ามือของตนเอง
‘ตาแก่ผู้นี้ถามถึงหัวใจเหล็กของข้าเพราะเขามีแรงจูงใจที่ซ่อนเร้นในการทำเช่นนั้น เขาไม่ได้กังวลเกี่ยวกับหัวใจเหล็ก หากแต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับตัวข้าต่างหาก...’
เมื่อเห็นสีหน้าของหลงเฉิน เจาเทียนฟางก็รู้ว่าหลงเฉินตระหนักถึงจุดประสงค์ที่แท้จริงของเขา ดังนั้นเขาจึงเลิกเสแสร้งแกล้งทำเป็นเขินอาย แต่กลับพูดออกมาอย่างตรงมาตรงไปด้วยความซาบซึ้ง
“มาพูดกันตรง ๆ ดีกว่า หากว่าด้วยเรื่องของตระกูลหลิงอู่ ข้าเองก็มีเครือข่ายข่าวกรองของข้าเช่นกัน พวกเรารู้เรื่องที่เจ้าได้รับการคัดเลือกให้เข้าเหล่าคนนอกและยังรู้อีกด้วยว่าเหล่าใด อย่างไรก็ตาม ข้าก็ประหลาดใจอยู่ดีที่เจ้าได้หัวใจเหล็กมาถึงหนึ่งร้อยห้าชิ้น”
‘เถ้าแก่เจาตั้งใจจะดึงคนอย่างนั้นรึ?’
หลงเฉินมองเขาด้วยสีหน้าที่ดูเหมือนกำลังยิ้มและไม่ได้ยิ้มในคราเดียว
เจาเทียนฟางเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มจริงใจ
“ดูเหมือนเจ้าจะเป็นเด็กหนุ่มที่มากด้วยไหวพริบ ข้าขอพูดกับเจ้าให้กระจ่างก็แล้วกัน หากเจ้ามาเป็นคนของสมาคมพ่อค้าอรุณรุ่ง ข้ารับรองได้เลยว่าเจ้าจะได้รับความสนใจและได้รับการฝึกฝนมากกว่าที่เจ้าจะได้จากตระกูลหลิงอู่ นอกจากนี้ ภายในตระกูลหลิงอู่ยังมียอดฝีมือที่เปี่ยมด้วยความสามารถมากเกินไป ทำให้เจ้าถูกกลืนหายไปท่ามกลางคนเหล่านั้น”
คำพูดของเจาเทียนฟางที่พูดในฐานะยอดฝีมือนั้นมีเจตนาข่มขู่หลงเฉิน หากแต่ไม่มีผลอันใด
‘สมาคมพ่อค้าอรุณรุ่งก็ไม่เลวนัก บางทีพวกเขาอาจจะช่วยข้ากำจัดลัทธิเซียนโลหิตก็เป็นได้ แต่ถึงอย่างนั้น หากข้าทิ้งตระกูลหลิงอู่ไปเช่นนี้...’
เมื่อคิดถึงข้อนี้ หลงเฉินเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มเรียบเฉย
“เถ้าแก่เจา ท่านกำลังล้อข้าเล่นอยู่สินะ? ข้าเพิ่งได้เป็นสมาชิกใหม่ของตระกูลหลิงอู่ได้ไม่นาน หากจู่ ๆ ข้าเปลี่ยนใจมาเข้าสมาคมพ่อค้าอรุณรุ่งของท่าน ท่านจะต้องการคนที่ตัดสินใจไม่เด็ดเดี่ยวเช่นนี้รึ? ท่านไม่กลัวหรือว่าวันใดข้าอาจเปลี่ยนใจไปเป็นสมาชิกของกลุ่มอิทธิพลอื่น?”
เจาเทียนฟังตกใจเมื่อได้ยินคำพูดของหลงเฉิน แต่หลังจากนั้นเขาก็เอ่ยขึ้นอย่างมั่นอกมั่นใจ
“ข้าไม่คิดว่าจะมีใครให้ข้อเสนอที่ดีกว่าสิ่งที่สมาคมพ่อค้าอรุณรุ่งให้ได้หรอกนะ”
หลงเฉินโบกมือและพูดด้วยความแน่วแน่
“เถ้าแก่เจา การที่ท่านชื่นชมในตัวข้า ข้าไม่รู้จะขอบคุณเท่าไรถึงจะพอ หากแต่ข้าไม่อยากเป็นเพียงต้นหญ้าบนกำแพงที่งอกงามตามที่ที่มีแสงแดด ดังนั้นในตอนนี้ขอให้ข้าได้กลับไปคิดใคร่ครวญดูสักหน่อยเถอะ? หากสมาคมพ่อค้าอรุณรุ่งและตัวข้ามีชะตาต้องกัน เช่นนั้นข้าก็จะมาพบเถ้าแก่เจาด้วยตนเอง”
หลงเฉินพูดด้วยความเด็ดเดี่ยว และเจาเทียนฟางก็รู้ดีว่าหากรีบร้อนเกินไปจะทำให้เสียเรื่อง เช่นนั้นแล้ว เขาจึงทำได้เพียงฝืนยิ้มและเอ่ยขึ้น
“ในเมื่อเจ้าพูดเช่นนั้น หลงเฉิน เจ้าก็มาหาข้าที่นี่ได้ทุกเมื่อ และพวกเราจะได้ก้าวข้ามอุปสรรคไปด้วยกันเมื่อเวลานั้นมาถึง หากเจ้ารู้สึกว่าตระกูลหลิงอู่ไม่เหมาะกับเจ้า ก็มาที่นี่ --- ประตูของสมาคมพ่อค้าอรุณรุ่งจะเปิดต้อนรับเจ้าเสมอ”
เมื่อเห็นว่าแววตาของเจาเทียนฟางนั้นมีแต่ความจริงใจ หลงเฉินสับสนอยู่ในใจครู่หนึ่ง แต่แล้วเขาก็มิอาจเปลี่ยนใจได้ ดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงปฏิเสธข้อเสนอ
“ถ้าเช่นนั้น... หลงเฉินขอขอบคุณเถ้าแก่เจา!”
เจาเทียนฟางพยักหน้ารับ
“ไม่เป็นไรหรอก โอ้ จริงสิ! แล้วเจ้ามาหาอะไรที่สมาคมพ่อค้าอรุณรุ่งรึ ถึงได้พยายามจะเอาหัวใจเหล็กมาแลก?”
“ข้าต้องการผลฟื้นฟูวิญญาณน่ะ”
เจาเทียนฟางยิ้มกว้างพลางเอ่ยขึ้น
“ข้าจะบอกให้อาวเสวี่ยนำมันมาให้เจ้า”
หลงเฉินส่ายศีรษะ
“เถ้าแก่เจา เวลานี้ข้าไม่ใช่คนของสมาคมพ่อค้าอรุณรุ่ง และด้วยเหตุนี้ข้าก็ไม่ควรรับรางวัลหากข้ายังไม่คู่ควร ข้าอยากจะขอซื้อผลฟื้นฟูวิญญาณด้วยตัวเอง และจ่ายท่านด้วยหัวใจเหล็กสามสิบชิ้นกับหยกศักดิ์สิทธิ์อีกสิบชิ้นก็แล้วกัน”
ด้วยแววตาที่จริงจัง เจาเทียนฟางเอ่ยขึ้น
“ที่ข้าให้เจ้าก็เพราะเห็นแก่มิตรภาพของเราและไม่เกี่ยวอะไรกับสมาคมพ่อค้าอรุณรุ่ง เช่นนี้แล้วเจ้าจะยังไม่เห็นด้วยอีกรึ?”
หลงเฉินไม่ไขว้เขวเพราะเจาเทียนฟาง เขาจึงพูดออกไปด้วยท่าทีเรียบเฉย
“เถ้าแก่เจา พูดตามตรง... ข้ารู้สึกซาบซึ้งที่ท่านต้องการจะให้ของสิ่งนี้กับข้า แต่ถึงกระนั้นท่านก็ยังเป็นคนของสมาคมพ่อค้าอรุณรุ่ง หากท่านจะให้ของขวัญข้า... ช่วยรอจนถึงวันที่ข้าตัดสินใจเข้าร่วมกับสมาคมพ่อค้าอรุณรุ่งได้หรือไม่?”
เจาเทียนฟางมองหลงเฉินอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นก็รำพึงกับตัวเอง
‘พรสวรรค์โดยกำเนิดของเด็กคนนี้ไม่เลวเลยจริง ๆ และเขายังมีความลับมากมายอยู่ในตัว ยิ่งไปกว่านั้น เขายังเป็นสุดยอดหัวกะทิ เปี่ยมด้วยความกล้าหาญ อีกทั้งยังมีความมุมานะอยู่เต็มเปี่ยม ถือได้ว่าเป็นยอดฝีมือที่หาได้ยากยิ่ง และเมื่อเขาเป็นคนเช่นนี้ ยิ่งข้ารบเร้าและใจร้อนก็รังแต่จะทำให้เขาไม่ชอบหน้าข้า’
ดังนั้นเขาจึงรับข้อเสนอของหลงเฉิน เขาเอ่ยขึ้นพลางพยักหน้า
“ในเมื่อเจ้ายืนกราน ข้าก็จะทำตามที่เจ้าพูด”
“ข้าสงสัยว่าเถ้าแก่เจามีสมุนไพรที่สามารถเยียวยาวิญญาณชนิดอื่นบ้างหรือไม่?”
“สมุนไพรเช่นนี้จะไม่ได้ผลหากมันอยู่ในระดับต่ำ และสมุนไพรระดับสูงก็สามารถเพิ่มสติปัญญาและการรับรู้ของมนุษย์ได้ ทว่าผลของมันนั้นต่างออกไปในแต่ละคน และยังเป็นของหาได้ยากยิ่ง ข้ามีผลฟื้นฟูวิญญาณเพียงผลเดียวเท่านั้น แต่หากเป็นความต้องการของเจ้า เมื่อมีสินค้าใหม่ข้าจะส่งคนไปบอกก็แล้วกัน”
หลงเฉินพยักหน้า
“ขอบคุณท่านที่ช่วยเป็นธุระให้ เถ้าแก่เจา ข้าน้อยยังมีเรื่องอื่นที่ต้องทำ ดังนั้นข้าคงต้องขอตัวก่อน”
“อืม... ข้าจะบอกให้อาวเสวี่ยนำผลฟื้นฟูวิญญาณมาให้เจ้า”
ทั้งสองเดินออกไปจากห้อง หญิงสาวนามอาวเสวี่ยกำลังรอพวกเขาอยู่ด้านนอก นางมองหลงเฉินด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความชิงชัง
แม้ว่านางจะไม่อยากทำ แต่เมื่อเป็นคำสั่งของเจาเทียนฟางแล้ว นางจำต้องมอบผลฟื้นฟูวิญญาณให้เขาพร้อมกับคำแนะนำ จากนั้นก็ส่งเขาออกจากสมาคมพ่อค้าอรุณรุ่ง
“กำไรของสมาคมพ่อค้าอรุณรุ่งหล่นหายจากมือของพวกเราแล้วสินะ?”
อาวเสวี่ยพูดกับตัวเองแต่หลงเฉินได้ยินเข้า
“ใครว่าข้าจับก้นเจ้าไม่ทราบ? เจ้านี่ช่างไร้ยางอายจริง ๆ ข้าไม่อยากให้มือสกปรกเพราะไปสัมผัสเจ้าหรอกนะ”
แล้วหลงเฉินก็จากไปโดยไม่พูดอะไร ด้วยสายตาเกรี้ยวกราดของอาวเสวี่ย เขารีบออกจากสมาคมพ่อค้าอรุณรุ่งไปโดยเร็ว
“เสี่ยวซี เจ้าเห็นยัยผู้หญิงน่ารังเกียจคนนั้นไหม ทำหน้าเหมือนถูกเอาขี้วัวป้ายหน้าเลย”
หลิงซีพ่นลมและตำหนิเขาพร้อมรอยยิ้ม
“เจ้านี่แย่จริง ๆ นางแค่พูดกับเจ้าไม่กี่คำแต่เจ้ากลับทำให้นางโกรธเสียนี่”
“แน่นอน นางสมควรโดนแล้ว!”
เมื่อได้ผลฟื้นฟูวิญญาณมาแล้ว ทั้งสองรู้สึกตื่นเต้นดีใจอย่างมาก หลงเฉินได้เรียนรู้อะไรมากมาย ทว่าอายุของเขายังน้อยนัก และอารมณ์ของเขาก็ยังเด็ก เมื่อเขาได้ผลฟื้นฟูวิญญาณมา สีหน้าของเขาจึงเปล่งประกายด้วยความปีติยินดี
ทั้งสองรีบกลับไปยังตระกูลหลิงอู่อย่างรวดเร็ว ราวเที่ยงวัน พวกเขาก็มาถึงหอพักต้นหลิวมรกตของเหล่ามรกตในเมืองหลิงอู่
เมื่อเขากลับมาถึงก็พบว่ากานหลินกำลังรอเขาอยู่ในหอฝึกยุทธ์
“เจ้าได้หัวใจเหล็กมาหนึ่งร้อยห้าชิ้นใช่หรือไม่?”
เมื่อพบหน้ากัน กานหลิงถามอย่างร้อนรน หลงเฉินใจเย็นลงทันที
เมื่อเห็นท่าทีของหลงเฉิน กานหลินจึงรีบเอ่ยขึ้น
“เด็กอย่างเจ้านี่รู้จักวิธีหลีกเลี่ยงการเสียหน้าจริง ๆ ข้าคงไม่รู้อะไรหากพวกเราไม่พบหุ่นสังหารอีกสามสิบตัวในระหว่างการตรวจสอบขั้นสุดท้าย และหัวใจของพวกมันก็หายไปในอุโมงค์ที่เจ้าออกมา แต่นั่นก็เป็นความสำเร็จในอดีต ที่ข้ามาที่นี่ก็เพื่อจะบอกเจ้าเรื่องอื่นต่างหาก”
กานหลินข้ามเรื่องหัวใจเหล็กไปอย่างรวดเร็ว เมื่อเขาไม่ได้สนใจมันนัก หลงเฉินจึงรู้สึกหายใจคล่องขึ้นมาทันที
‘โชคดีที่เขาไม่ถามอะไรข้าอีก ไม่อย่างนั้นข้าคงเสร็จแน่ ดูเหมือนว่าหัวใจเหล็กจะไม่มีค่าอะไร เจาเทียนฟางจ่ายเงินตั้งสามหยกศักดิ์สิทธิ์ก็เพราะเขาต้องการรวบหัวรวบหางข้ามากกว่า’
จากนั้นหลงเฉินก็ปัดเรื่องหัวใจเหล็กออกไปและร้องถาม
“ข้าสงสัยจริง พี่กานต้องการจะบอกอะไรกับข้ารึ?”
กานหลินจับเก้าอี้และนั่งลง
“ผู้คุมกฎหลิวให้ข้ามาบอกเจ้าว่าลัทธิเซียนโลหิตไม่มีท่าทีใด ๆ ต่อเมืองพฤกษาหมอก นี่ก็เพื่อให้เจ้ารู้สึกสบายใจขึ้นและทำภารกิจแรกได้สำเร็จ อย่างไรก็ตาม หลงเฉิน...”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลงเฉินรู้สึกราวกับภาระที่หนักอึ้งถูกยกออกจากบ่า แต่แล้วคำสี่พยางค์ ‘อย่างไรก็ตาม’ ที่กานหลินทิ้งท้าย ทำให้หัวใจของเขาเต้นรัวเร็ว
“ยังมีเวลาอีกสี่วันสำหรับภารกิจแรกที่จะมอบให้เจ้า แม้ว่าภารกิจนั้นจะยังไม่ถูกตัดสินแต่ดูเหมือนว่าผู้คุมกฎหลิวจะตั้งใจให้หวงเฟยหยางและเหวินยาพาเจ้าไปด้วยในภารกิจแรกในฐานะผู้ตรวจสอบ เมื่อถึงเวลานั้น...”
*****************