แคเรนมองดูงานประลองอาวุธด้วยความชินชามากกว่าตื่นเต้นต่างกับทากัสที่ตั้งใจสังเกตการณ์สมัยก่อนเธอมักจะได้ดูงานประลองจากระเบียงชั้นบนของปราสาทอาจจะมองเห็นไม่ชัดนักแต่ก็เพลิดเพลินดี เธอจำลำดับของการแสดงอาวุธได้เริ่มจากร้านขายอาวุธทั่วไปก่อนซึ่งก็คือสี่ร้านที่เห็นอยู่ตอนนี้และปิดท้ายด้วยอาวุธจากโลหะวิสทานัมของร้านขายอาวุธในเครือตระกูลอีสตันบูล
ตัวแทนร้านขายอาวุธที่ลงสนามอยู่ตอนนี้ มีชายฉกรรจ์ร่างกำยำผู้ถือดาบขนาดใหญ่เท่ากับแขนสองข้างประกบกันสันของดาบหนาราวสองเซนติเมตรแต่คมดาบกลับบางเฉียบจึงคมกริบ ปะทะกับชายที่มีรูปร่างใกล้เคียงกันแต่ใช้หอกซึ่งสร้างจากโลหะชิ้นเดียวกันทั้งเล่มปลายหอกแหลมยาวมีพลังทะลวงสูง พลังทะลวงถูกหยุดไว้ด้วยหน้าดาบที่กว้างเหมือนโล่แต่ผู้ใช้หอกว่องไวเปลี่ยนท่าแทงรวดเร็วจนผู้ใช้ดาบปัดป้องไม่ทันเพราะดาบมีน้ำหนักมากกว่าในที่สุดเขาก็เลิกปัดป้องและปัดหอกพร้อมกับแทงสวนกลับไปจนผู้ใช้หอกตั้งตัวไม่ทันจึงเพลี่ยงพล้ำ
ในระหว่างที่ทากัสกำลังเพลิดเพลินกับงานประลองอาวุธแคเรนเหลือบเห็นตรอกที่เคยเป็นตลาดมืด ชายในชุดหมวกฮู้ดสีดำกำลังอุ้มร่างหญิงสาวคนหนึ่งวิ่งผ่านสายตาของเธอไปแคเรนรู้สึกสงสัยพฤติกรรมของเขาจึงเผลอลุกยืนขึ้นท่ามกลางเสียงบ่นไม่พอใจของชาวเมืองที่นั่งอยู่ข้างหลังทากัสเห็นเธอทำท่าจะเดินออกจากอัฒจันทร์ก็รีบร้องถาม
“มีอะไรหรือท่านหญิง”
แคเรนยังไม่หยุดฝีเท้า เธอเดินออกจากลานน้ำพุทำให้ทากัสจำใจต้องเดินตามออกไปด้วยเธอกล่าวตอบเขา
“ข้าคิดว่าเจอชายในชุดคลุมหมวกฮู้ดที่เคยเจอในตลาดค้าทาสคราวก่อนน่ะ”
“แล้วเขาเป็นยังไงงั้นหรือ”
“น่าสงสัยน่ะสิตอนนี้เกิดคดีลักพาตัวหญิงสาวในเมืองฟาห์ลันอยู่ไม่ใช่หรือ ครั้งก่อนเขาก็ซื้อทาสผู้หญิงไปครั้งนี้เขาก็ทำแบบเดิมอีกน่ะ”
ทากัสหรี่ตาก่อนจะตอบแคเรน“บางทีมันก็ไม่ได้น่าสงสัยขนาดนั้นหรอก เป็นรสนิยมของผู้ชายบางประเภทน่ะ”
“ไม่ใช่ครั้งก่อนข้าเคยตามเขาไปที่บ้านจนเจอประตูไปชั้นใต้ดิน เพียงแต่ตอนนั้นมันล็อกด้วยแม่กุญแจอันใหญ่ก็เลยเปิดไม่ได้และพวกข้าต้องรีบออกเดินทางก็เลยไม่ทันได้สำรวจ แต่คาร์ลบอกว่า...”
แคเรนกระพริบตานิดหนึ่งเมื่อพูดถึงชื่อคาร์ลเธอกลืนน้ำลายอย่างฝืดคอก่อนกล่าวต่อไป
“คาร์ลบอกว่าเคยเห็นชั้นใต้ดินข้างหลังประตูนั้นแล้วมันมีคุกที่ใช้ขังพวกผู้หญิงอยู่”
“คุกงั้นหรือ ท่านแน่ใจหรือว่าจะบุกเข้าบ้านคนอื่นทั้งที่ไม่แน่ใจแล้วก็ไปยืนหน้าแตกที่บ้านเขาน่ะ”
“ข้าเองก็น่าจะเคยเห็นคุกนั่นเพียงแต่จำไม่ได้เท่านั้นเอง”
“แบบนั้นมันก็ถือว่าไม่เคยเห็นไง”
ทากัสบ่นเบาๆ ทั้งที่ขาสองข้างก็ยังวิ่งตามแคเรนไม่ห่างจนกระทั่งมองเห็นชายในเสื้อคลุมฮู้ดสีดำเดินอุ้มหญิงสาวลงไปตามทางเดินบันไดหินทั้งคู่ได้ยินเสียงไขแม่กุญแจและเปิดประตูเหล็กดังขึ้นจากห้องใต้ดิน ไม่นานนักก็มีเสียงประตูปิดก่อนที่แคเรนจะหันไปคุยกับทากัส
“นั่นไง เห็นมั้ยว่าเขาอุ้มเธอเข้าไปต้องเอาไปขังในคุกแน่”
“คือว่านะ...” ทากัสยกมือขึ้นกุมขมับก่อนพยายามเกลี้ยกล่อมแคเรน“มันอาจจะเป็นแค่เรื่องส่วนตัวของเขาก็ได้ รอให้มีหลักฐานก่อนค่อยบุกเข้าไปดีกว่าไม่งั้นทางเราจะเป็นฝ่ายต้องอับอายแทนนะ”
“หรือบางทีแค่รอเขาออกมา แล้วเราค่อยแอบเข้าไปก็ได้”
“แล้วจะทำยังไงกับแม่กุญแจล่ะ”
“เจ้าสะเดาะกลอนเป็นหรือเปล่า”
ทากัสเหลือกตามองดูแคเรนอย่างคาดไม่ถึงเขาตอบแบบแบ่งรับแบ่งสู้ “มันก็ได้อยู่หรอก แต่กับกุญแจบางประเภทเท่านั้นนะ”
ทากัสเริ่มจะมั่นใจว่าคงขัดใจแคเรนไม่ได้ เขาจึงเปลี่ยนเป็นแนะนำให้แทน
“แต่ถ้ามีพลังของตระกูลเวนดีสล่ะก็จะสามารถสลายแม่กุญแจทิ้งได้เลย ทำไมตอนนั้นคาร์ลถึงไม่ใช้พลังล่ะ”
“ตอนนั้นคาร์ลปิดบังเรื่องที่เขาเป็นเด็กต้องห้ามตระกูลเวนดีสไกอัสอยู่ด้วยก็เลยไม่ได้ทำอะไร แล้วก็ถ้าไปทำลายแม่กุญแจ คนร้ายอาจจะรู้ตัวหนีไปก่อนก็ได้ไม่ใช่หรือ”
“ครั้งนี้ก็เหมือนกันถ้าท่านคิดจะบุกจับทันทีข้าก็ไม่ห้ามหรอก ท่านเป็นผู้สืบเชื้อสายราชวงศ์แอนเชสก้าใช้พลังของอัศวินทั้งแปดตระกูลได้อยู่แล้ว”
แคเรนหันขวับไปมองหน้าทากัสก่อนจะยอมรับทั้งที่ยิ้มแห้ง“ยังไม่ได้นะ ตอนนี้ข้ายังอยู่ในระดับที่บางทีก็ใช้ได้ บางทีก็ใช้ไม่ได้อยู่ถ้าโชคดีถึงจะใช้แบบเต็มกำลังได้”
“ท่านหญิง ท่านต้องฝึกใช้ให้คล่องแล้วล่ะปล่อยไว้แบบนี้ท่านจะปกป้องตัวเองไม่ได้เอานะ”
“ข้าก็รู้ตัวอยู่ แล้วก็ฝึกทุกวันด้วยเพียงแต่ยังควบคุมไม่ได้ดั่งใจสักที”
“งั้นเอาแบบนี้ หากท่านหญิงสามารถใช้พลังสลายแม่กุญแจได้ทันทีที่ชายในชุดคลุมสีดำนั่นไปแล้ว ข้าจะยอมเสี่ยงเป็นเพื่อนท่านก็ได้”
แคเรนมองดูทางลงบันไดหินด้วยสีหน้าไม่มั่นใจนัก ทากัสสังเกตเห็นท่าทางกระอักกระอ่วนของเธอก็ลองกล่าวลองใจดูอีกครั้ง
“แต่ถ้าทำไม่ได้ในครั้งแรก ข้ากลับทันทีนะ”
“ข้าทำได้” แคเรนแทรกขึ้นทันควัน
ทากัสยอมนั่งเป็นเพื่อนแคเรนจนกระทั่งพระอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำเป็นเวลาใกล้ค่ำแล้วชายหนุ่มในชุดเสื้อคลุมหมวกฮู้ดสีดำเดินขึ้นจากทางบันไดหินก่อนจะวิ่งหายเข้าไปในป่าซึ่งอยู่บริเวณรอบบ้านของเขาทากัสจึงพยักหน้าให้แคเรนเดินออกจากที่ซ่อนแล้ววิ่งลงบันไดหินไปยังประตูสู่ทางเข้าชั้นใต้ดิน
แคเรนลองเพ่งสมาธิไปที่แม่กุญแจ โครนิคเคยบอกเธอว่าพลังของเธอเป็นเหมือนสัญชาตญาณเธอเพียงแค่ต้องปลดปล่อยมันให้เคยชินเท่านั้นเธอเพ่งสมาธิได้ไม่นานแม่กุญแจก็แตกออกเป็นลูกเหล็กทรงกลมเล็กๆ ร่วงกระจายลงพื้นเธอจำรูปแบบการสลายโลหะนี้มาจากคาร์ลนั่นเอง ทากัสที่ยืนมองอยู่ข้างๆรู้สึกทึ่งในความสามารถของเธอซึ่งต่างจากท่าทีไม่มั่นใจที่แสดงออกก่อนหน้านี้โดยสิ้นเชิงเขาอดกล่าวชมเธอไม่ได้
“ถ้าจะทำก็ทำได้นี่นา”
แคเรนนึกในใจว่าที่ผ่านมาเธอเอาแต่พึ่งพาคาร์ลมาตลอดตอนนี้เขาไม่อยู่แล้ว เธอจึงต้องหาทางทำทุกอย่างด้วยตนเองให้ได้
“รีบไปกันเถอะ”
แคเรนกล่าวพลางเดินนำทากัสผ่านประตูเหล็กเข้าไปจึงได้พบห้องโถงขนาดใหญ่ภายในบนกำแพงฝั่งหนึ่งเต็มไปด้วยโซ่เหล็กและอุปกรณ์ปลายแหลมคล้ายท่อยาวบนชั้นวางถัดลงมาเป็นที่วางไห หม้อดิน ขวดแก้วและมีต้นพืชวางแช่อยู่ในกะละมังรวมถึงภาชนะบดยาซึ่งมีร่องรอยคราบสมุนไพรติดอยู่แต่ที่ทำให้รู้สึกไม่ดีอย่างที่สุดก็คือถังไม้ขนาดเท่าครึ่งตัวคนที่ตั้งอยู่มุมห้องราวสามสี่ถังมีอยู่ถังหนึ่งที่ประดับหินผลึกสีเขียวหม่นมีคราบของเหลวข้นสีแดงติดอยู่บริเวณใกล้กับรูปิดเปิดที่อุดไว้ด้วยจุกไม้
แคเรนผงะถอยหลังนิดหนึ่งทั้งที่ยังไม่แน่ใจว่ามันใช่เลือดหรือไม่ก่อนที่สายตาของเธอจะเริ่มเพ่งไปที่อุปกรณ์ปลายแหลมขนาดต่างๆ บนกำแพงอย่างสังเกตมันมีลักษณะเป็นท่อกระบอกโลหะทรงกลม ปลายแหลมคมนั้นดูเหมือนจะสามารถเจาะเข้าเนื้อได้ทุกชนิดที่ไม่ใช่เนื้อโลหะแคเรนหันไปหาทากัสเพื่อจะชวนเขาสำรวจสภาพห้องให้มากกว่านี้แต่ทากัสเดินผ่านห้องโถงไปยังห้องมืดที่อยู่หลังกำแพงเขายืนนิ่งชะงักอยู่หน้าทางเข้าทำให้แคเรนเป็นฝ่ายเดินเข้าไปทักด้วยความสงสัย
“เป็นอะไรไป”
“ท่านหญิงอย่าดูจะดีกว่า”
ทากัสกล่าวตอบสั้นๆ ยิ่งทำให้แคเรนอยากรู้อยากเห็นมากขึ้นอีกเมื่อเธอชะโงกหน้าผ่านด้านข้างของทากัสเข้าไปจึงมองเห็นคุกขนาดใหญ่ขนาบสองข้างเว้นทางเดินตรงกลางไว้หญิงสาวอายุราวยี่สิบต้นๆ ถูกนำตัวมาขังรวมกันไว้ราวสี่ห้าคน พวกเธอผอมซูบซีดท่าทางสะลึมสะลือขนาดแคเรนกับทากัสยืนมองพวกเธออยู่ พวกเธอยังไม่รู้สึกตัว