สาม
บุรุษนามเฟิ่งอิงกับคู่หมายสุดร้าย
ล่วงเข้าวันที่สิบห้าชิงหลินยังคงติดตามบิดาไปคอกสัตว์เช่นเคยแม้ต้องตื่นแต่เช้ามืดและกลับดึกดื่นทุกวันนางก็ไม่เคยบ่น กลับรู้สึกสนุก ด้วยมีสิงสาราสัตว์มากมายให้นางได้ชื่นชมแต่วันนี้แตกต่างเพราะนางขอขี่ม้าเองแทนการนั่งรถม้าซึ่งชิงหยวนก็ตามใจนาง
“นายท่าน ม้าเตรียมพร้อมแล้วขอรับ” พ่อบ้านฝูพาร่างผอมบางเข้ามารายงานด้วยท่าทางนอบน้อมโดยมีบุรุษร่างสูงใหญ่กำยำ หน้าตาคมเข้มตามเข้ามาด้วย
ร่างสูงใหญ่ชำเลืองมองนายหญิงและคุณหนูที่นั่งขนาบข้างนายท่านก่อนจะเลิกคิ้วมองใบหน้าจิ้มลิ้มด้วยความสงสัย เหตุใดนางจึงแต่งกายเยี่ยงบุรุษ ด้วยเพิ่งกลับมาถึงเมื่อวานนี้ยามค่ำจากการเป็ตัวแทนนายท่านไปติดต่อค้าขายสัตว์ยังต่างแคว้นเพราะคุณหนูล้มป่วยทำให้เฟิ่งอิงมิได้รับรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้าแต่อย่างใด
ฝ่ายชิงหลินเองก็เลิกคิ้วมองบุรุษที่ยืนนิ่งข้างๆพ่อบ้านชราด้วยความสนใจ จากความทรงจำ เขาคือเฟิ่งอิงมีวรยุทธ์สูงส่งเทียบเท่าองครักษ์หลวง เป็คนสนิทคอยคุ้มกันชิงหยวนรับใช้สกุลชิงมาเกือบสิบปี รูปร่างสูงใหญ่ในชุดสีดำสนิท เรือนกายกำยำหน้าตาคมเข้มดุดันและเ็า ที่เอวมีดาบยาวเหน็บอยู่สายตาระแวดระวังภัยจนไร้ช่องโหว่ บุรุษหน้าตายผู้ไม่ยินดียินร้ายในทุกสิ่งโดยรวมก็ถือว่าหล่อแบบเถื่อนๆ นางสรุปในใจ
เฟิ่งอิงที่จับสายตาคู่หนึ่งได้ว่ากำลังมองตนอยู่ยิ่งได้รู้ว่าเป็ผู้ใด ก็อดที่จะแปลกใจไม่ได้ด้วยนับแต่เริ่มติดตามนายท่านด้วยวัยยี่สิบปียามนั้นนางยังเป็เพียงดรุณีน้อยวัยหกขวบเท่านั้น ใบหน้าจิ้มลิ้มคล้ายตุ๊กตาผิวขาวผ่องราวหิมะ บริสุทธิ์และไร้เดียงสาทว่าเมื่อเวลาผ่านไปจากดรุณีน้อยไร้เดียงสากลับแปรเปลี่ยนเป็ดรุณีแรกรุ่นผู้งดงามทว่าแสนเย่อหยิ่ง ถือตัว เอาแต่ใจ ทั้งยังโปรดปรานการทรมานสัตว์และบ่าวไพร่ช่างเป็คุณหนูที่ร้ายกาจยิ่งนัก
“ไปกันเถอะเฟิ่งอิง ท่านพ่อรีบตามมานะเ้าคะ” เมื่อเห็นบิดาไม่รีบร้อน ชิงหลินจึงเดินไปคว้าแขนเฟิ่งอิงที่ยืนนิ่งอยู่ข้างพ่อบ้านฝูกึ่งจูงกึ่งลากออกมา เพราะร่างใหญ่มีอาการขัดขืนกลายๆ ท่ามกลางความใของทุกคนโดยเฉพาะเฟิ่งอิงด้วยรู้ดีว่าผู้ชายคนนี้ไม่ค่อยชอบชิงหลินนักและชิงหลินเองก็มักจะมองเขาเหมือนตัวอะไรสักอย่าง แต่มีหรือที่นางจะสนใจ
‘ข้าจะเปลี่ยนความอคติที่เ้ามีต่อร่างนี้ให้ได้คอยดู!’
“คุณหนู” เมื่อเฟิ่งอิงตั้งสติได้จึงหยุดเดินและส่งเสียงเรียก ใบหน้าเรียบนิ่งค่อนไปทางเ็าความประหลาดใจและความสงสัยฉายชัดในดวงตาคมดุคู่นั้น นางเกลียดข้ามากไม่ใช่หรือ แล้วเหตุใดนางจึงทำเช่นนี้เล่า
“หือ? อะไรหรือ” ชิงหลินปล่อยมือ หมุนร่างบอบบางกลับมาเผชิญหน้ากับบุรุษร่างสูงใหญ่ แล้วส่งยิ้มให้
เฟิ่งอิงที่ตอนแรกคิดจะตำหนิกลับเปลี่ยนใจ“ไม่มีอันใดขอรับ”
เมื่อได้ฟังคำตอบ นางก็เอียงคอมองเขา “ถ้าอย่างนั้นก็รีบไปเถิด”พูดจบก็คว้าข้อมือเขาอีกครั้ง เพียงแต่ครานี้เฟิ่งอิงยอมโดยดี ไม่คิดจะขัดขืนจนนางยังนึกแปลกใจว่าเหตุใดเขาจึงไม่พูดปฏิเสธ หรือจะเป็เพราะความใสซื่อจากดวงตาคู่นั้นของนาง?
ความคิดสะดุดลงเมื่อร่างบางหยุดเดินกะทันหัน ทำให้เขาหยุดตามแทบไม่ทันเมื่อเงยหน้าขึ้นจึงได้ทราบสาเหตุ แม่ทัพมู่หลิ่งเหวิน? เฟิ่งอิงขมวดคิ้วเมื่อรับรู้ถึงแรงบีบที่ข้อมือจากมือเล็กนุ่มนิ่มคาดเดาไปว่านางคงใมากทีเดียว เฟิ่งอิ่งลอบถอนใจ สบตากับบุรุษที่จ้องอยู่ก่อนแล้วด้วยสีหน้าเรียบเฉยและเ็ากระนั้นยังทันเห็นแววตาคมที่ดำสนิทวูบไหว แม้เพียงครู่เดียวก็กลับมาเ็าเช่นเดิม
ฝ่ายชิงหลินยืนตัวแข็งทื่อตากลมโตเบิกกว้าง ความคิดแวบแรกคือ...หล่อ ต่อมาก็...หล่อจริงๆ ให้ดิ้นตาย ไม่เคยเห็นใครหล่อถูกใจแบบนี้มาก่อน คิ้ว ตา จมูก ปาก โอ้!...เืกำเดาจะไหล
มู่หลิ่งเหวิน บุรุษร่างสูงอยู่ในชุดผ้าไหมเนื้อดีสีขาวคลุมทับด้วยเสื้อคลุมผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มราคาแพง ปักลายเมฆาเคลื่อนคล้อย ดูหรูหรายิ่งเสริมให้สง่างามขึ้นสองส่วน ผมดำถูกเกล้าสูงเก็บเรียบร้อย บ่งบอกถึงนิสัยมีระเบียบวินัยรูปงามดั่งเทพเซียนบน์สามารถสะกดหญิงสาวให้หลงใหลในคราแรกที่พบและอ่อนระทวยเมื่อสบั์ตาคมกล้าคู่นี้
เขาสูงพอๆ กับเฟิ่งอิงแต่ร่างไม่หนาเท่าดวงตาคมทรงเสน่ห์จ้องมองสตรีที่ได้ชื่อว่าเป็ ‘คู่หมาย’ เขม็งประหลาดใจกับกิริยาของนางยามนี้ สายตาของนางเหมือนเห็นคนแปลกหน้าที่ไม่เคยพานพบกันมาก่อน ไหนจะชุดบุรุษสีดำที่ไร้ลวดลายอีกเล่า นางคิดจะทำอะไร หรือสติเลอะเลือนไปแล้ว
“ไม่ช้า...ข้าคงได้เป็อิสระ?”ร่างสูงเอ่ยขึ้นลอยๆ เหยียดยิ้มที่มุมปาก สองมือกอดอกหลุบตามองมือเล็กที่ยังจับแขนบุรุษอื่นต่อหน้าเขาไม่มีทีท่าว่าจะปล่อยก็ให้นึกดูแคลน นางช่างไม่สำรวมกิริยาและไร้ยางอายยิ่งนัก
“เอ่อ...ท่านแม่ทัพ” จางมู่หลงเอ่ยได้เพียงเท่านั้นด้วยจนคำพูด สกุลจางติดตามรับใช้สกุลมู่มาหลายชั่วอายุคนภารกิจหลักคือคุ้มครองทายาทสกุลมู่และจางมู่หลงยังเป็ถึงรองแม่ทัพภายใต้การนำทัพของแม่ทัพหนุ่มผู้นี้อีกด้วยบุรุษหน้าหวานคล้ายสตรีแต่กลับมีรูปร่างสูงใหญ่ องอาจ โผงผาง ตรงไปตรงมาแถมยังค่อนข้างใจร้อน ช่างเป็ความขัดแย้งที่ลงตัวอย่างไม่น่าให้อภัย
“คุณหนู ท่านปล่อยมือก่อนดีหรือไม่”เฟิ่งอิงก้มลงกระซิบข้างหู การกระทำที่ใกล้ชิดเกินงามนี้ทำให้คิ้วเข้มหนาของแม่ทัพหนุ่มกระตุก จงใจหรือ
“อ๊ะ...อา...” ชิงหลินสะดุ้งจึงรีบปล่อยมือทันที แต่ยังคงจ้องมองบุรุษรูปงามตรงหน้าไม่วางตาเมื่อสบตาคมทรงเสน่ห์ชวนหลงใหลกลับทำให้นางรู้สึกโมโหเพราะมันไม่ใช่สายตาเอ็นดูหรือรักใคร่ แต่เป็สายตาที่ฉายชัดถึงความเย้ยหยันดูแคลน และรังเกียจอย่างโจ่งแจ้ง
‘เ้าช่างน่าสงสารเสียจริง’ รองแม่ทัพคิดพลางลอบถอนใจ
“คารวะแม่ทัพมู่ รองแม่ทัพจาง” เฟิ่งอิงประสานมือทำความเคารพบุรุษทั้งสอง
จางมู่หลงพยักหน้ารับการทักทายนั้นแล้วถามขึ้นแทนแม่ทัพของตนซึ่งบัดนี้กำลังทำาทางสายตากับคุณหนูชิงอย่างไม่มีใครคิดจะยอมแพ้“เอ่อ...ท่านลุงชิงอยู่หรือไม่”
เฟิ่งอิงขยับตัวเตรียมจะตอบ
“เ้า...ไม่คิดจะทักทายคู่หมายของเ้าหน่อยหรือ” แม่ทัพหนุ่มแทรกขึ้น โดยเน้นคำว่า ‘คู่หมายของเ้า’ กับสตรีตรงหน้าพร้อมทั้งส่งสายตาตำหนิอย่างชัดเจน
“คู่หมายผู้ต่ำต้อยคาราวะท่านแม่ทัพ...เ้าค่ะ” ใบหน้าจิ้มลิ้มเชิดขึ้นทันทีอย่างเย่อหยิ่งและไว้ตัวหลังจากค้อมกายทักทายร่างสูงอย่างเสียไม่ได้
คู่หมายผู้ต่ำต้อย? คาราวะท่านแม่ทัพ? ไม่ใช่หลินเอ๋อร์คาราวะพี่เหวิน? นางเป็อะไรสติเลอะเลือนไปแล้ว? จางมู่หลงอึ้งด้วยความประหลาดใจ เขาติดตามท่านแม่ทัพมานานหลายปีจึงพอทราบว่าสตรีนางนี้ผูกใจรักทั้งหมดไว้ที่ท่านแม่ทัพถึงขนาดวางอุบายใช้ยาปลุกกำหนัดเพื่อเร่งรัดการแต่งงาน ทว่าท่านแม่ทัพรู้หมดสิ้นซ้ำยังนำเื่นี้มาบังคับให้ยกเลิกการเป็คู่หมายด้วยไม่ปรารถนาฮูหยินที่ร้ายกาจเช่นนาง แต่นางกลับล้มป่วยเสียก่อน และวันนี้ท่านแม่ทัพก็มาเยี่ยมนางตามคำสั่งของนายท่านกับฮูหยินและมาบีบให้นางบอกกล่าวยกเลิกการเป็คู่หมายนี้เสีย
เฟิ่งอิงยังคงยืนนิ่งอยู่ข้างหลังนาง แม้จะแปลกใจ แต่สีหน้าไม่เปลี่ยนแปลงมีเพียงคิ้วหนาที่เลิกขึ้นมองด้านหลังของนางอย่างพิจารณาและใคร่รู้ว่านางจะทำสิ่งใด
“ท่านคงมาพบท่านพ่อ?”นางไม่ได้สนใจปฏิกิริยาของคนรอบตัวก่อนจะหันไปเรียกบ่าวรับใช้ชายที่ทำงานอยู่บริเวณนั้น“นำทางแม่ทัพมู่ไปพบท่านพ่อ”
“เชิญเ้าค่ะ ท่านแม่ทัพ” นางผายมือให้อย่างมีจริต ใบหน้าจิ้มลิ้มไร้ซึ่งรอยยิ้ม ผิดไปจากทุกคราวที่ได้พบ นางมองตอบอีกฝ่ายอย่างไม่คิดจะหลบ
‘เชอะ...ถ้าคิดว่าจะง้อเหมือนเมื่อก่อนละก็ ฝันไปเถิด นี่ชิงหลินคนใหม่หาใช่ชิงหลินคนเดิมไม่’
ร่างสูงยืนกอดอกด้วยสีหน้าสงบนิ่งแต่ภายในใจกำลังเดือดปุดๆ ด้วยโทสะ นางไล่ข้าหรือ ช่างขวัญกล้า น่าตายนัก! ดวงตาคมทรงเสน่ห์สีรัตติกาลทอประกายวาวโรจน์และดุดัน จนชิงหลินต้องเป็ฝ่ายหลบสายตาเสียเอง
“อ้าว หลานชาย มาแต่เช้าเช่นนี้มีอันใดหรือ” เสียงทักทายอย่างสนิทสนมของประมุขสกุลชิงทำให้สามบุรุษ หนึ่งสตรี และหนึ่งบ่าวรับใช้หันไปมองแทบจะพร้อมกัน ก่อนที่บ่าวชายจะขอตัวเมื่อเห็นว่าตนไร้ประโยชน์แล้ว
“หลิ่งเหวินคารวะท่านลุงหยวน”
ชิงหยวนชื่นชมกับท่วงท่าที่งามสง่าและความอ่อนน้อมถ่อมตนไม่ถือยศถือตำแหน่งของแม่ทัพหนุ่มอนาคตไกลแห่งกองทัพแคว้นฉีซึ่งเป็บุตรชายคนโตของสหาย มู่หลิ่งฟู่ อดีตแม่ทัพใหญ่ที่ฮ่องเต้ไว้วางพระทัยจนได้รับจวนพระราชทานผู้นี้ยิ่งนักแต่น่าเสียดาย...ที่แม่ทัพหนุ่มไม่ได้มีใจเสน่หาต่อบุตรีของตน ทว่าด้วยความสงสารบุตรีจึงไม่ได้เอ่ยปากยกเลิกปล่อยให้เวลาล่วงมาจนถึงบัดนี้
“ข้ายินยอมะโลงกองเพลิงแห่งรักเ้าค่ะท่านพ่อ” เพราะถ้อยคำหนักแน่นและดื้อรั้นของนางนั่นอย่างไรทำให้เขาไม่กล้าเอ่ยปากเตือนต้องมานั่งเ็ปใจทุกคราวยามที่นึกถึงด้วยนางเป็บุตรีที่ตนรักและถนอมดั่งแก้วตาดวงใจ
“ตามสบายเถิดหลานชาย ไปคุยกันข้างในดีหรือไม่” ผู้าุโกล่าวอย่างสนิทสนมด้วยคุ้นเคยมานานและรู้ดีว่าแม่ทัพหนุ่มผู้นี้ไม่ใช่บุรุษเ้ายศเ้าอย่างโดยมีบุตรียืนทำหน้างอง้ำอยู่ข้างๆ
“เดี๋ยวเ้าค่ะท่านพ่อ” เสียงใสกังวานทำให้บุรุษทั้งสี่ที่กำลังจะก้าวเท้าชะงักกึกหันมามองราวกับนัดหมายกัน และก็เป็ชิงหยวนที่เอ่ยขึ้น
“มีอันใดหรือ หลินเอ๋อร์”
“ท่านพ่อมีแขก เช่นนั้นวันนี้ให้ลูกไปกับเฟิ่งอิงได้หรือไม่เ้าคะ”พูดจบก็รู้สึกอึดอัดใจกับสายตาของบุรุษทั้งสี่โดยเฉพาะสายตาคมกริบคู่นั้นที่มองราวกับจะอ่านความคิดของนางได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
เป็อีกคราที่แม่ทัพหนุ่มต้องพยายามอดกลั้นโทสะซึ่งนางเป็ผู้สร้างอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุดนับแต่จับมือถือแขนบุรุษอื่น ประชดประชันด้วยถ้อยคำห่างเหิน เอ่ยไล่ด้วยไม่อยากสนทนากับตน ซ้ำยามนี้ยังทำกิริยาดั่งกุลสตรีไร้การอบรม นางช่าง...!
“ท่านลุง หากไม่เป็การรบกวนข้าขอไปเยี่ยมชมคอกสัตว์อันยิ่งใหญ่ของท่านด้วยได้หรือไม่”
ครานี้ชิงหลินเป็ฝ่ายเม้มปากแน่นพร้อมกับถลึงตาใส่เขา ‘หน้าด้าน! เอ่ยปากไล่แล้วยังจะตื๊ออีก’
พอเห็นนางถลึงตาใส่มู่หลิ่งเหวินกลับไม่ใส่ใจ ทั้งยังเลิกคิ้วและปรายตามองอีกฝ่ายอย่างท้าทายเล่นเอาชิงหลินหมั่นไส้อยากจะะโข่วนหน้าหล่อเหลานั้นให้เละ
“ฮ่าๆๆ จะเป็การรบกวนได้อย่างไรเ้าคงนำม้ามา?” ผู้าุโหัวเราะชอบใจ ก่อนจะถามในท้ายประโยค ทำเป็ไม่เห็นอาการฮึ่มๆ ใส่กันของสองหนุ่มสาว
“ขอรับ” มู่หลิ่งเหวินหันไปตอบอย่างสุภาพ
“แต่ท่านพ่อข้าคิดว่าท่านแม่ทัพคงพูดเอาใจท่านไปอย่างนั้นเองความจริงท่านคงมีธุระที่ต้องไปทำใช่หรือไม่”
แม่ทัพหนุ่มสบตากลมโตของนางแล้วให้รู้สึกคันยุบยิบบริเวณอกซ้าย คล้ายมีมดนับพันนับหมื่นไต่อยู่เขาหรี่ตามองนางอย่างพิจารณาเป็คราแรก
ใบหน้าจิ้มลิ้มเล็กเพียงฝ่ามือริมฝีปากเล็กอวบอิ่มชมพูระเรื่อน่าัั โดยเฉพาะดวงตากลมโตสีน้ำตาลเปลือกไม้ยามนี้คล้ายพยัคฆ์ตัวน้อยที่หัดข่มขวัญศัตรูขณะที่ผิวของนางขาวราวหิมะในฤดูเหมันต์ แต่ไม่ขาวซีดเช่นกาลก่อนรูปร่างบอบบางสมส่วนน่าทะนุถนอม แต่กลับแฝงความเย้ายวนอย่างเป็ธรรมชาติยามลมพัดก็ได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ไม่รู้ว่าเป็กลิ่นของบุปผาใดไม่ฉุนจนอยากจะอาเจียนเช่นที่ผ่านมา
แม่ทัพหนุ่มสูดดมกลิ่นหอมนั้นเข้าเต็มปอดใจเต้นแรงจนอดแปลกใจไม่ได้ นี่ข้าเป็อันใด
“หลินเอ๋อร์ อย่าเสียมารยาท” ชิงหยวนตำหนิบุตรีอย่างไม่จริงจังนัก
“ขออภัยเ้าค่ะ” นางกล่าวขอโทษบิดาเสียงอ่อย
“หลินเอ๋อร์ เ้าน้อยใจใช่หรือไม่จึงได้เรียกพี่ห่างเหินเช่นนี้” น้ำเสียงคล้ายตัดพ้อฟังรื่นหู สร้างความประหลาดใจให้ผู้อยู่ในเหตุการณ์ยิ่งนัก แต่ไม่ใช่กับชิงหลิน
ตากลมโตมองเขาอย่างหวาดระแวงด้วยไม่เข้าใจว่าเขาจะมาไม้ไหน ‘เฮอะ! เสแสร้งชัดๆ’
“ท่านพ่อ รีบไปกันเถิดเ้าค่ะเดี๋ยวจะสาย” ชิงหลินสะบัดหน้าเมินคำพูดของเขา เข้าไปกอดแขนออดอ้อนบิดาเสียงอ่อนเสียงหวานทั้งยังแอบทำปากเบ้ใส่เขาโดยที่บิดาไม่ทันสังเกต
‘มารดานางเถิด!’ มู่หลิ่งเหวินสบถในใจพลางขบกรามแน่น ด้วยไม่รู้ว่าจะจัดการสตรีจอมยั่วโทสะผู้นี้อย่างไรจึงจะสาสมน่าตายนัก! แม่ทัพหนุ่มพยายามข่มโทสะที่พลุ่งพล่านจวนเจียนจะะเิอย่างสุดฤทธิ์
‘ฮึ! สมน้ำหน้า เป็อย่างไรล่ะรู้หรือยังว่าเวลาโดนเมินนั้นเป็อย่างไร’ชิงหลินยิ้มพอใจที่สุดท้ายาประสาทครานี้ดูเหมือนนางจะเป็ฝ่ายชนะ