วาสนาที่ไร้ใจ
ตอนที่ 8
…ณ หอน้ำชาสกุลหยวน
เรือนไม้สองชั้นทำจากหวางฮวาหลีตั้งอยู่ข้างบึงน้ำขนาดใหญ่ ทั้งชั้นหนึ่งและชั้นสองเปิดโล่งให้สายลมได้พัดผ่านพาเอาไอน้ำเย็นเข้ามาถ่ายเทความร้อนของอากาศภายในร้าน ด้านขวามีไม้ยืนต้นขนาดใหญ่แผ่กิ่งก้านให้ร่มเงาและเขียวสบายตา อีกทั้งยังแขวนภาพวาดที่หาชมได้ยากเอาไว้ให้ผู้คนได้เพลินตาอีกต่างหาก
การตกแต่งร้านให้โล่งโปร่งแต่กลับแอบซ่อนศิลปะเอาไว้เช่นนี้ สามารถดึงดูดลูกค้าจากทั้งชาวบ้านธรรมดา นักเดินทางต่างเมือง หรือแม้แต่ขุนนางในราชสำนักก็ให้ความสนใจหอน้ำชาสกุลหยวนแห่งนี้จนมากล้น
“วันนี้คุณหนูหยวนมาดูแลกิจการเอง นับว่าข้ามาได้ถูกวันจริงๆ” บุรุษแต่งกายด้วยผ้าไหมชั้นดีสีกรมท่าปักลายนกเหินเวหา นั่งจิบชาไปเอ่ยวาจากะลิ้มกะเหลี่ยใส่หยวนซูลี่ไปราวกับไม่ได้รับการอบรมสั่งสอนจากผู้าุโในสกุล
ด้วยคิดว่าแม่นางผู้เป็เ้าของหอน้ำชามีชื่อเสียงเสียหาย ทั้งอารมณ์ร้ายดั่งนางมาร ทั้งร่านโลกีย์ราวกับไม่ใช่คุณหนูในตระกูลขุนนางสูงศักดิ์ เขาจึงย่ามใจเอ่ยวาจาไม่ไว้หน้าสตรีต่อหน้าของหยวนซูลี่ที่กำลังวางชุดน้ำชาลงบนโต๊ะตรงหน้าเขา
“ตักของข้ายังว่างนะขอรับคุณหนู นั่งลงบนนี้แล้วรินน้ำชาให้ข้าสักจอกจะได้หรือไม่”
“เห็นทีข้าต้องขอโทษเ้าคะ ข้าไม่ได้มีหน้าที่รินชาให้ผู้ใด” นางพยายามข่มอารมณ์ไม่ให้โกรธกริ้ว วาจาเช่นนี้ได้ยินมานักแต่กลับไม่ชินเสียที ต้นสายปลายเหตุไม่รู้ผู้ใดใส่ความนางกัน ผู้คนถึงได้มีความคิดว่านางเป็สตรีไร้ยางอาย
“ข้าเป็บุตรของขุนนางกู้ รักษาไมตรีกันไว้ไม่ดีกว่าหรือ” เขายังคงไม่ลดละความหยาบคายที่มีต่อหยวนซูลี่ลง
“เช่นนั้นข้าจะรินชาให้เ้าค่ะ แต่ขอยืนรินอยู่ตรงนี้นะเ้าคะ”
หยวนซูลี่จึงรีบรินน้ำชาใส่จอกให้บุรุษที่บอกว่าตนเป็คุณชายกู้ นางยกจอกน้ำชาขึ้นแล้ววางกลับบนถาดวางเพื่อให้เขาหยิบไปเอง แต่แล้วมือหนากลับไม่รอให้หยวนซูลี่วางเสร็จก่อนแล้วเขาค่อยหยิบต่อ เขาจงใจเอื้อมมือมาคว้าจอกน้ำชาเอาไปทั้งๆ ที่มือของหยวนซูลี่ก็ยังถือมันอยู่ จนกลายเป็ว่า เขากำลังกุมมือของนางแทนที่จะเป็จอกน้ำชาที่เขาขอให้รินเมื่อครู่
“ได้โปรดปล่อยมือข้าด้วยนะเ้าคะ” หยวนซูลี่เอ่ยขอร้องให้เขาปล่อยมือออกไปอย่างสุภาพ
แต่รอแล้วรอเล่ามือหนาก็ยังไม่เคลื่อนหนีออกไปจากมือของนางเลย มิหนำซ้ำยังทำหน้าหื่นกามมองมาที่หน้าอกอวบอิ่มด้วย
ผลั่ก
“นางบอกให้เ้าปล่อย ไม่ได้ยินหรือ” เสียงทุ้มกร้าวของคนมาใหม่พูดใส่หน้าบุรุษสกุลกู้ พร้อมทั้งผลักตัวและมือของเขาออกไปอย่างแรงจนจอกน้ำชาหกกระจายไปทั่วบริเวณ
หยวนซูลี่มองไปยังบุรุษใจดีที่เข้ามาช่วยเหลือจากสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกนี้ ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยคำขอบคุณ เขาเป็ผู้ชายร่างสูงเกือบเท่าๆ เว่ยตงหยาง หน้าตาหล่อเหลา แต่กลับมีแววตาดุดันจนน่ากลัว
ส่วนคุณชายกู้ที่ถือวิสาสะลวนลามหยวนซูลี่เมื่อครู่ พอมองเห็นหน้าคนที่เข้ามาผลักเขาแล้ว ก็วิ่งหนีหายไปเลย ใบหน้าของชายผู้นั้นแสดงออกถึงความกลัวคนมาใหม่มาก จนเลือกที่จะวิ่งหนีอย่างลนลาน แทนการโต้ตอบกลับ
“ขอบคุณมากนะเ้าคะ เพราะกลัวจะเสียมารยาทออกไป เลยไม่กล้าที่จะป้องกันตนเอง” หยวนซูลี่บอกกับบุรุษหน้าหล่อด้วยเสียงที่แ่เบา
“บางทีก็ไม่ต้องคิดถึงคนส่วนใหญ่มากมายนักหรอก ถ้าตัวเองโดนรังแกเช่นนี้ แม้ต้องเสียมารยาท เ้าก็ควรจะปกป้องตัวเองไว้ก่อนนะ” เสียงทุ้มสั่งสอนหยวนซูลี่
“เ้าค่ะ อย่างไรก็ขอบคุณมากนะเ้าคะ”
นางทั้งขอบคุณและโค้งให้จนนับครั้งไม่ถ้วน
“ไม่ต้องขอบคุณข้าก็ย่อมได้ อย่างไรข้าก็ขึ้นชื่อว่าทำความเสียหายให้แก่ร้านของเ้า เช่นนั้นจะขอชดใช้ด้วยการจัดเก็บให้ก็แล้วกัน”
แม้พยายามห้ามแต่เขากลับไม่ยอมฟัง ดึงดันช่วยนางทำความสะอาดร้านจนกลับมาเรียบร้อยและเป็ระเบียบดังเดิม
…หนึ่งชั่วยามต่อมา
“วันนี้ต้องขอบคุณคุณชายเกามากนะเ้าคะ” หยวนซูลี่ยื่นจอกน้ำชาไปให้คนที่นั่งอยู่ข้างๆ ตัวเองบนม้านั่งข้างหอน้ำชาสกุลหยวน
กว่าจะจัดเก็บร้านและปลอบประโลมลูกค้าไม่ให้ป่าวประกาศข่าวลือออกไปได้ ก็ทำเอาขาของนางเมื่อยไปหมด และก็ต้องขอบคุณความช่วยเหลือของ ‘หลานอี้’ ที่เข้ามาช่วยในวันนี้ด้วย
หลานอี้ช่วยหยวนซูลี่ั้แ่บ่ายจนถึงเย็น นางไม่รู้จะสรรหาคำใดมาขอบคุณเขาได้แล้ว เลยตัดสินใจชวนหลานอี้ออกมาเลี้ยงน้ำชาและขนมกุ้ยฮวาฝีมือตัวเองที่ใต้ต้นไม้ใหญ่แห่งนี้
ทั้งสองได้พูดคุยกันถูกคอจนได้รู้ว่าบุรุษใจดีผู้นี้เป็คุณชายหลานแห่งจวนแม่ทัพหัวเมืองใต้ เขาเดินทางร่อนเร่เข้าเมืองหลวงเพื่อนำยากลับไปให้มารดาที่กำลังป่วยไข้
“อันที่จริงข้าเคยเห็นแม่นางหยวนมาแล้วหนหนึ่ง” หลานอี้บอกหยวนซูลี่ออกมา หลังจากที่หยวนซูลี่บอกกับเขาออกไปว่านางเคยไปจวนของเขาเมื่อหลายปีก่อน แต่กลับไม่เคยพบหน้ากันเสียที
“หืม จริงหรือ! เมื่อใดหรือเ้าคะ” หยวนซูลี่ถามกลับไปอีกครั้งด้วยน้ำเสียงตกตะลึง
“หอราตรีจันทร์ กำลังร้องไห้อยู่พอดี” หลานอี้บอกออกมาแค่นั้นและก็หยุดพูดลงไปเสียดื้อๆ เขาคงจะกลัวว่าถ้าพูดอะไรออกมาแล้วทำให้อารมณ์ของคนข้างๆ กลับไปเสียใจอย่างในวันนั้น วันที่เขาเห็นนางยืนร้องไห้ก็เป็ได้
“อ่อ อืม” หยวนซูลี่ครางตอบออกไปเสียงเรียบและแ่เบา นางก็ยอมรับจริงๆ นั่นแหละ ว่ามันทำให้ตัวเองนึกย้อนกลับไปในเหตุการณ์วันนั้นจริงๆ จนรู้สึกซึมลงไปเลย
“ข้าขออภัยเ้า พอๆ เปลี่ยนหัวข้อสนทนาดีกว่า” หลานอี้เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงกระปรี้กระเปร่า
ร่างหนารู้สึกผิดที่อยู่ๆ ก็ทำให้ร่างบางที่นั่งอยู่ข้างๆ เขาตอนนี้อารมณ์ซึมลงไป ทั้งๆ ที่ก่อนหน้ายังพูดคุยกับเขาด้วยเสียงหัวเราะและรอยยิ้มอยู่เลย เขาจึงเอ่ยชวนนางเปลี่ยนเื่คุยซึ่งๆ หน้า
วันนั้นเขาเพิ่งเดินทางเข้ามาถึงเมืองหลวงจึงเข้าหอราตรีจันทร์ไปลิ้มรสสุราเสียหน่อย แต่พอจะเดินไปเข้าห้องน้ำก็เห็นสตรีร่างเล็กผู้หนึ่งกำลังยืนสั่นตัวโยนจากการร้องไห้อยู่หน้าห้องบนชั้นสอง เขาทั้งรู้สึกเห็นใจและสงสาร หลานอี้ยืนมองดูหยวนซูลี่อยู่อย่างนั้น จนเขามีความคิดที่ว่า
ชักเริ่มจะสนใจในตัวสตรีผู้นี้เข้าให้แล้ว…
อีกด้านหนึ่ง
“ซื่อจื่อขอรับ” บ่าวรับใช้ของเว่ยตงหยางยื่นกระดาษแผ่นเล็กซึ่งได้มาจากสหายที่เ้านายให้คอยติดตามแม่นางหยวน ไปให้คุณชายใหญ่ที่กำลังลากปลายพู่กันลงบนแผ่นผ้า เขากำลังเร่งวาดรูปเพื่อจะส่งให้หยวนซูลี่นำไปประดับหอน้ำชา หากแต่ไม่ได้บอกนางว่าผู้ใดเป็คนวาดลวดลายเหมือนอย่างเคย
กรอด~
เสียงกัดฟันเพื่อระงับอารมณ์โทสะ จน ‘อาเฉา’ และ ‘อาเหมา’ บ่าวรับใช้ที่ยืนอยู่ซ้ายขวายังรู้สึกขนลุกซู่ ‘อาเกา’ ส่งข่าวอะไรมาให้ซื่อจื่ออ่าน เหตุใดใบหน้าหล่อเหลาที่กำลังแย้มยิ้มกับภาพวาดถึงได้บิดเบี้ยวราวโดนผู้ใดเหยียบเท้าเช่นนี้
“ไปเตรียมม้าให้ข้า!” เสียงเข้มเอ่ยสั่งลูกน้อง
เขาจะต้องไปหาตัวต้นเหตุที่ทำให้เขาหงุดหงิด เขาจะต้องสั่งสอนนางให้หลาบจำเสียบ้าง เพราะ่นี้หยวนซูลี่ดูจะปากดี และอวดดีเกินไปแล้ว
“หยวนซูลี่ เ้ากล้าท้าทายข้ามากเกินไป”
แววตาดุดันและเสียงคำรามในลำคอเอื้อนเอ่ยคาดโทษตัวต้นเหตุออกไป
เขาจะต้องไปจัดการให้นางได้รู้สำนึก! ว่าสิ่งใดหรือผู้ใด ที่นางควรยุ่งหรือไม่ควรยุ่ง!