ราชันหมื่นอักขระ

จารึกที่ 291 : นครไร้กฎเกณฑ์

จารึกที่ 291 : นครไร้กฎเกณฑ์ : พันธมิตรการค้าและมรรคาแห่งการช่วงชิง


เมื่อดวงตาโลหิตบนฟากฟ้าคล้อยต่ำลง ซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังหมู่เมฆสีแดงคล้ำ แสงสว่างอันวิปริตของทวีปหุบเขาต้องห้ามก็ถูกแทนที่ด้วยความมืดมิดที่หนาวเหน็บและกดทับกฎเกณฑ์แห่งชีวิต มหานาวาปราณแห่งสูญตาที่ขับเคลื่อนด้วยวิหคอสูร 9 เศียร ค่อยๆ ชะลอความเร็วลงเหนือเทือกเขาสีดำทะมึนที่สลับซับซ้อนประหนึ่งเขาวงกตแห่งยุคบรรพกาล


อาเจียยืนอยู่บนหัวกะโหลกอสูร นัยน์ตาสีดำสนิทไร้ก้นบึ้งทอดมองไปยังขอบฟ้าอันไกลโพ้น ทิศทางนั้นคือภูเขาศักดิ์สิทธิ์อนันตกาล ทว่าสติปัญญาที่หล่อหลอมมาจากความแร้นแค้นและการรอดชีวิต ร้องเตือนสัญชาตญาณของผู้แสวงมรรคให้หยุดยั้งความวู่วาม


"การบุกทะลวงค่ายกลสวรรค์โดยตรง อาจดูองอาจ..." อาเจียพึมพำกับสายลมมรณะ "ทว่า... การเอาปราการที่ข้าทุ่มเทศิลาปราณมหาศาลหลอมขึ้น ไปปะทะกับรากฐานนับ 10000 ปีของวิหารเทพโดยที่ยังไม่รู้ตื้นลึกหนาบางของสุสานบรรพชน มันคือความเสี่ยงที่อาจทำให้ทรัพยากรของข้าต้องสูญเปล่า"


ชายหนุ่มตวัดสายตาลงมองหุบเขาเบื้องล่าง สัมผัสวิญญาณสูญตาที่ก้าวล่วงวิถีฟ้าแผ่ขยายออกไปครอบคลุมรัศมีนับ 10000 ลี้ เขาพบว่าท่ามกลางความวิปริตของทวีปต้องห้าม มีรอยแยกของขุนเขาแห่งหนึ่งที่ซุกซ่อน 'นครขนาดใหญ่' เอาไว้ นครแห่งนั้นปราศจากกลิ่นอายศักดิ์สิทธิ์จอมปลอมของวิหารเทพ ทว่ามันกลับคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นคาวเลือด ความโสมม และสัจธรรมแห่งการแก่งแย่งชิงทรัพยากรที่ดิบเถื่อนที่สุด


"นครแห่งนั้น..."


ฉินมู่หลางก้าวออกมายืนเคียงข้างสหาย ยอดกระบี่หรี่ตาลงมองเมืองเบื้องล่าง ท่าทีของเขายังคงเคร่งขรึมทว่าแฝงความเฉียบคม "ข้าเคยได้ยินผู้ฝึกตนเร่ร่อนที่ดักซุ่มโจมตีพวกเรากล่าวถึง... ที่นี่คือนครไร้กฎเกณฑ์ เป็นจุดศูนย์รวมของการค้าอสูร ศัสตราเถื่อน และของวิเศษที่ถูกช่วงชิงมา วิหารเทพอนันตกาลจงใจปล่อยปละละเลยสถานที่แห่งนี้ เพื่อใช้เป็นตลาดมืดในการระบายทรัพย์สิน"


"ตลาดมืด... ช่างเป็นสถานที่ที่เปี่ยมไปด้วยโอกาส!"


เฟิงอี้หรานเผยรอยยิ้ม เปลวเพลิงในดวงตาเต้นเร่า คุณชายตระกูลพู่กันเพลิงคุ้นเคยกับสถานที่เช่นนี้ดี "หากเราต้องการข่าวสารเกี่ยวกับโครงสร้างค่ายกลของวิหารเทพ และเส้นทางลับลงสู่สุสานเทพบรรพชน ไม่มีที่ใดจะให้คำตอบได้ดีเท่านครที่เต็มไปด้วยคนทรยศและพ่อค้าที่เห็นแก่ศิลาปราณอีกแล้ว!"


อาเจียพยักหน้า รอยยิ้มแห่งความมุ่งมั่นปรากฏขึ้นบนใบหน้า "ถูกต้อง... การข่าวคือรากฐานของการเตรียมตัว! นำเรือเหาะลงจอดในหุบเขาเร้นลับเบื้องล่าง!"


วิหคอสูร 9 เศียรรับบัญชา มันพับปีกทั้ง 4 คู่ ทิ้งดิ่งลงสู่หุบเขาลึกที่มืดมิด ทันทีที่ฐานของมหานาวาแตะพื้นปฐพี อาเจียก็สะบัดพู่กันนิรันดร์ เปิดประตูมิติสีเงินยวง


"พวกเราจะใช้เคล็ดวิชาซ่อนเร้นกลิ่นอายเพื่อแทรกซึมเข้านครไร้กฎเกณฑ์! ส่วนเรือเหาะและวิหคอสูร ให้เข้าไปซ่อนในมิติเอกเทศ ข้าไม่อยากนำทรัพย์สินชิ้นเอกไปล่อตาล่อใจผู้คนให้เกิดความวุ่นวายก่อนเวลาอันควร"


สิ้นคำบัญชา มหานาวาปราณแห่งสูญตาและอสูรบรรพกาลก็ถูกดูดกลืนเข้าไปในมิติพู่กัน กลุ่มสหายต่างร่ายอักขระเร้นกายที่อาเจียเพิ่งถ่ายทอดให้ เพื่อกดทับรังสีวิญญาณแรกเริ่มของตนเองให้เหลือเพียงแก่นทองคำขั้นต้น ดูแสนจะธรรมดาประหนึ่งผู้บำเพ็ญเพียรที่ยากจนข้นแค้น


พวกเขาเดินเท้าลัดเลาะผ่านโตรกผา มุ่งหน้าสู่ประตูเมืองศิลาสีดำทะมึนของนครไร้กฎเกณฑ์


บรรยากาศภายในเมืองนั้นวุ่นวายและโกลาหลสมชื่อ ผู้ฝึกตนอิสระในชุดคลุมซอมซ่อ สานุศิษย์นิกายมาร เผ่าพันธุ์อสูรจำแลง และตัวตนที่ลึกลับ ล้วนเดินขวักไขว่ แผงลอยริมทางเต็มไปด้วยชิ้นส่วนของสัตว์อสูรบรรพกาล ศัสตราวิเศษที่มีคราบเลือดแห้งกรัง และแม้แต่โอสถพิษร้ายแรง!


การต่อสู้เพื่อแย่งชิงทรัพยากรเกิดขึ้นทุกมุมถนน ทว่าไม่มีผู้ใดให้ความสนใจ มันคือวิถีเต๋าที่ผู้แข็งแกร่งเหยียบย่ำผู้อ่อนแออย่างโจ่งแจ้งที่สุด


อาเจียเดินนำหน้ากลุ่มสหาย นัยน์ตาสีดำสนิทกวาดมองสินค้าบนแผงลอยด้วยความรวดเร็วและประเมินมูลค่าอย่างแม่นยำ ทว่ายังไม่มีสิ่งใดเตะตาจ้าวอักขระผู้นี้


ในขณะนั้นเอง เฟิงหลิงเอ๋อร์ที่กำลังเดินตามหลัง ก็กระตุกแขนเสื้อของชายหนุ่มเบาๆ ดรุณีน้อยชี้ไปยังสิ่งก่อสร้างที่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางนคร

"ศิษย์พี่อาเจีย... ท่านดูนั่นสิ... อาคารหลังนั้น มันดูวิจิตรบรรจงและแฝงค่ายกลที่ซับซ้อน ท่ามกลางเมืองที่โกลาหลเช่นนี้"


อาเจียเงยหน้าขึ้นมองตามปลายนิ้วของนาง เบื้องหน้าคือหอคอยศิลาหยกดำที่สูง 7 ชั้น สลักลวดลายอักขระฟ้าดินที่ซับซ้อน หลังคาประดับด้วยผลึกวิญญาณสีเงินที่เปล่งแสงนวลตาดุจแสงจันทร์ รอบอาคารมีผู้คุ้มกันระดับแก่นทองคำขั้นสมบูรณ์ยืนเฝ้าอยู่อย่างหนาแน่น ป้ายไม้สลักตัวอักษรสีทองอร่ามแขวนอยู่เหนือประตูทางเข้า


'หอประมูลเงาจันทรา'


"หอประมูล..." อาเจียหรี่ตาลง "สถานที่ที่รวบรวมทรัพยากรล้ำค่า และเครือข่ายข่าวสารที่ใหญ่ที่สุดในเมืองนี้"


ฉินมู่หลางขมวดคิ้ว "ทว่า กลิ่นอายของสถานที่แห่งนี้ มันดูคุ้นเคยอย่างประหลาด... รูปแบบการจัดวางค่ายกลคุ้มกัน และวิธีที่ผู้คุ้มกันยืนประจำจุด มันถอดแบบมาจาก..."


"หอประมูลสุวรรณดารา..." หลินชิงเสวี่ยเอ่ยแทรกขึ้นมา น้ำเสียงของนางเย็นชาลงหลายส่วน แววตาของสตรีน้ำแข็งสาดประกายความระแวดระวังประหนึ่งสัมผัสได้ถึงบุคคลที่คุ้นเคยในอดีต


อาเจียไม่รอช้า ชายหนุ่มสะบัดชายเสื้อ นำกลุ่มสหายก้าวเดินตรงไปยังประตูทางเข้าหอประมูล ทันทีที่พวกเขาเข้าใกล้ ผู้คุ้มกันร่างยักษ์ 2 คนก็ไขว้หอกสกัดกั้น!


"หยุดก่อน! วันนี้หอประมูลเงาจันทราจัดงานประมูลรอบลับเฉพาะ ผู้ที่จะเข้าได้ต้องมีเทียบเชิญ หรือต้องแสดงทุนทรัพย์ไม่ต่ำกว่า 1,000,000 ศิลาปราณระดับสูง!" ผู้คุ้มกันตวาดเสียงแข็ง


"ทุนทรัพย์งั้นหรือ?"


อาเจียแค่นเสียง ชายหนุ่มมิได้งัดศิลาปราณออกมา ทว่าเขาใช้นิ้วชี้และนิ้วกลาง ขยับเปิดสาบเสื้อของตนเองเพียงเล็กน้อย เผยให้เห็นกลิ่นอายของ 'ศิลาวิญญาณสวรรค์' (ที่เขากลั่นมาจากวิญญาณแรกเริ่มของผู้คุมกฎวิหารเทพ) เพียงเสี้ยวลมหายใจ!


กลิ่นอายอันหนักอึ้งของวิถีเต๋าระดับวิญญาณแรกเริ่มขั้นปลาย ปะทุออกมาเพียงพริบตาเดียว ก่อนจะถูกอักขระเร้นกายกดทับกลับเข้าไป!


ทว่า เพียงพริบตานั้น ก็เพียงพอที่จะทำให้ผู้คุ้มกันทั้ง 2 หน้าซีดเผือด เข่าทรุดลงกระแทกพื้นด้วยความหวาดกลัวสุดขีด! พวกมันล่วงรู้ทันทีว่า บุรุษในชุดคลุมซอมซ่อผู้นี้ คือยอดเซียนจำแลงกายที่สามารถบดขยี้เมืองนี้ได้ด้วยฝ่ามือเดียว!


"ขะ... ขออภัยที่ล่วงเกินท่านผู้อาวุโส! เชิญ... เชิญด้านในขอรับ!" ผู้คุ้มกันรีบเปิดทาง โค้งคำนับจนศีรษะแทบจรดพื้น


อาเจียเดินเอามือไพล่หลัง ก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไปอย่างสง่าผ่าเผย มิตรสหายที่เดินตามหลังต่างแอบส่ายหน้ากับวิธีการกรุยทางของเขา

ภายในหอประมูลถูกตกแต่งอย่างหรูหราเกินกว่าจะตั้งอยู่ในนครไร้กฎเกณฑ์ พรมขนอสูรวิญญาณปูลาด โคมไฟหยกส่องแสงสว่างไสว กลิ่นหอมของกำยานที่ช่วยกล่อมเกลาจิตใจลอยอวล ผู้ฝึกตนระดับสูงและตัวแทนจากขั้วอำนาจมืด นั่งกระจายอยู่ตามที่นั่งและห้องรับรองชั้นบน


อาเจียเลือกที่จะยืนพิงเสาศิลาในมุมมืด นัยน์ตาสีเงินยวงของเขากวาดมองหาสิ่งผิดปกติ ทว่าความสนใจของเขากลับถูกดึงดูดไปยัง 'ระเบียงชั้นบนสุด' ซึ่งถูกกั้นด้วยม่านลูกปัดหยก


หลังม่านนั้น ปรากฏเงาร่างของสตรีผู้หนึ่งกำลังเอนกายอยู่บนตั่งไม้หอม แม้จะมองไม่เห็นใบหน้า ทว่ากลิ่นอายความแพรวพราวที่เป็นเอกลักษณ์ และจริตการยกจอกสุราขึ้นจิบ... มันคุ้นตาบุรุษผู้นี้ยิ่งนัก!


อาเจียกระตุกยิ้มมุมปาก ชายหนุ่มไม่รอให้งานประมูลเริ่ม เขาใช้วิถีเต๋าแห่งสูญตา 'ย่นระยะทาง' ก้าวแทรกอากาศธาตุ หายตัววับจากมุมมืดชั้นล่าง ไปปรากฏตัวอยู่หลังม่านลูกปัดหยกบนระเบียงชั้นสูงสุดในชั่วอึดใจ!


การปรากฏตัวที่ไร้ซึ่งความผันผวนของปราณ ทำให้สตรีผู้เป็นเจ้าของหอประมูลถึงกับชะงัก จอกสุราในมือของนางหยุดค้างอยู่กลางอากาศ นางรีบตวัดมือเตรียมจะร่ายวิชาสังหาร!


"กลิ่นหอมของดอกเหมยผสานกับสุราหมักปีศาจ... ต่อให้เจ้าเปลี่ยนชื่อหอประมูลและข้ามมิติมาซ่อนตัวอยู่ในดินแดนเถื่อนแห่งนี้ กลิ่นอายแห่งความมั่งคั่งที่ติดตัวเจ้า ก็ปิดบังความคุ้นเคยไม่ได้หรอกนะ..."


น้ำเสียงที่ราบเรียบ ทว่าแฝงด้วยอำนาจ ดังก้องขึ้นเบื้องหน้านาง


สตรีชุดแดงผู้มีใบหน้างดงามสะคราญ ทรวดทรงเย้ายวนประหนึ่งนางพญาจิ้งจอก เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงสุดขีด! จอกสุราในมือร่วงหล่นกระแทกพื้น!


"ซูเหม่ย..." อาเจียเอ่ยชื่อของนาง "เปิดสาขาไกลถึงทวีปหุบเขาต้องห้าม... เหตุใดจึงไม่แจ้งข่าวให้กันบ้างเลยเล่า?"


"อาเจีย!"


ซูเหม่ย เถ้าแก่เนี้ยแห่งหอสุวรรณดารา (ที่บัดนี้เปลี่ยนชื่อเป็นเงาจันทรา) ผุดลุกขึ้นยืนด้วยความตื่นเต้น นางพุ่งเข้ามากระชากคอเสื้อของชายหนุ่ม ก่อนจะสวมกอดเขาอย่างแนบแน่น! กลิ่นหอมเย้ายวนและสรีระที่นุ่มนวลเบียดชิด ทว่าสำหรับจอมละโมบ เขากลับเกร็งตัวและรีบเอามือปกป้องแหวนมิติในสาบเสื้อของตนเองตามสัญชาตญาณ!


"ระวังหน่อยเถ้าแก่เนี้ย! ข้ามีกฎเกณฑ์หวงแหนทรัพยากรส่วนตัว หากเจ้าฉวยโอกาสตรวจสอบสมบัติในร่างข้า ข้าจะคิดค่าเสียหาย 20 ส่วน!" อาเจียผลักนางออกเบาๆ ด้วยสีหน้าระแวดระวัง


ซูเหม่ยหัวเราะร่วน เสียงหัวเราะของนางกังวานใสและเต็มไปด้วยจริตมารยา นางยกมือขึ้นปิดปาก "บุรุษจอมหวงสมบัติเอ๋ย! นิสัยระแวงไม่เคยเปลี่ยน! ข้าได้ยินข่าวลือเรื่องยอดคนสวมชุดคลุมดำที่บดขยี้ผู้คุมกฎวิหารเทพ... ข้าก็เดาไว้แล้วว่าต้องเป็นเจ้า! นอกจากการฝืนลิขิตฟ้าดินแล้ว คงไม่มีผู้ใดกล้ากระทำเรื่องท้าทายสวรรค์เช่นนั้นอีก!"


ในขณะที่ทั้ง 2 กำลังสนทนา รอยแยกมิติก็ปรากฏขึ้นเบื้องหลังอาเจีย กลุ่มสหายที่ถูกทิ้งไว้เบื้องล่าง ก้าวแทรกมิติขึ้นมาสมทบ (จากการใช้ปราณเหมันต์ของหลินชิงเสวี่ยแช่แข็งมิติแล้วเจาะทะลุขึ้นมา)


ทันทีที่หลินชิงเสวี่ยเห็นซูเหม่ย สตรีน้ำแข็งก็หรี่ตาลง อุณหภูมิบนระเบียงชั้น 7 ลดฮวบลงจนเกิดเกล็ดน้ำแข็งเกาะตามเสาไม้!


"แม่นางซูเหม่ย... ช่างเป็นความบังเอิญที่น่าประหลาดใจเสียจริง" หลินชิงเสวี่ยเอ่ยเสียงเย็นเยียบ "ทวีปหุบเขาต้องห้ามแห่งนี้เต็มไปด้วยยอดเซียนที่โหดเหี้ยม เจ้าของหอประมูลเช่นท่าน เหตุใดจึงกล้าเสี่ยงอันตรายข้ามมิติมาถึงที่นี่ได้?"


คำพูดที่แฝงความตึงเครียดของหลินชิงเสวี่ย ทำให้ซูเหม่ยต้องหันไปมอง นางพญาจิ้งจอกคลี่ยิ้มเย้ายวน ปรายตามองสตรีน้ำแข็งตั้งแต่หัวจรดเท้า


"แหม... ศิษย์น้องหญิงชิงเสวี่ย ความเอาจริงเอาจังของเจ้านี่ แช่แข็งได้แม้กระทั่งวิถีเต๋าเลยนะ..." ซูเหม่ยเดินกรีดกรายเข้าไปใกล้ "ข้าเป็นผู้กุมเครือข่ายการค้า ที่ใดมีผลกำไรและความเสี่ยงสูง ที่นั่นย่อมมีหอประมูลของข้า! วิหารเทพอนันตกาลกุมทรัพยากรมหาศาล หากข้าสามารถเจาะตลาดมืดของที่นี่ได้ ข้าย่อมรวบรวมศิลาปราณและของวิเศษได้มากกว่าเดิมนับ 100 เท่า!"


เย่ปิงอวิ๋นที่ยืนฟังอยู่ด้านหลัง เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ศิษย์พี่หลิน ปากท่านบอกว่ามิได้หึงหวง ทว่าไอเย็นของท่านกำลังจะแช่แข็งเสาหอประมูลจนร้าวแล้วนะเจ้าคะ"


"ปะ... ปิงอวิ๋น! เจ้าหุบปากไปเลย! ข้าแค่เตรียมพร้อมรับมือศัตรูต่างหาก!" หลินชิงเสวี่ยสะดุ้ง รีบสลายปราณเหมันต์พร้อมกับใบหน้าที่แดงระเรื่อ

อาเจียปัดเรื่องวุ่นวายของสตรีทิ้งไปอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มเข้าสู่โหมดจริงจัง "ในเมื่อเจ้าตั้งรกรากอยู่ที่นี่และสร้างเครือข่ายข่าวสารได้แล้ว... จงบอกข้ามา ซูเหม่ย วันนี้หอประมูลของเจ้า มีเบาะแสอันใดที่เชื่อมโยงไปถึงวิหารเทพอนันตกาลบ้าง!"


ซูเหม่ยปรับสีหน้า นางโบกมือร่ายม่านพลังปิดกั้นเสียงและสัมผัสวิญญาณอย่างแน่นหนา


"เจ้ามาได้จังหวะพอดี อาเจีย... วันนี้ มีลูกค้าลึกลับผู้หนึ่ง นำสมบัติชิ้นหนึ่งมาฝากประมูล... มันคือของวิเศษที่สำคัญที่สุดในทวีป! ผู้ใดครอบครองมัน ย่อมถูกวิหารเทพอนันตกาลตามล่าไปจนสุดหล้าฟ้าเขียว!"


นางพญาหอประมูลหยิบม้วนคัมภีร์ภาพออกมาจากหน้าอกเสื้อ คลี่ออกให้อาเจียและกลุ่มสหายดู


ภาพที่ปรากฏ คือแผ่นป้ายหยกสีเลือดที่สลักลวดลายอักขระฟ้าดินและ 'กิ่งไม้ดำ' ที่คุ้นตา!


"นี่มัน... ป้ายหยกสุสานเทพ!" เฟิงอี้หรานเบิกตากว้าง


"ถูกต้อง..." ซูเหม่ยพยักหน้า "มันคือ 'ป้ายหยกทะลวงอนันตกาล' กุญแจดอกเดียวที่สามารถใช้แทรกแซง 'มหาค่ายกลพิพากษาสวรรค์' ที่เป็นด่านแรกในการปกป้องรากฐานของวิหารเทพอนันตกาล และเป็นเส้นทางที่ปลอดภัยที่สุดในการเปิดลงสู่สุสานเทพบรรพชน!"


"ลูกค้าลึกลับผู้นั้นเป็นใคร? เหตุใดจึงกล้านำกุญแจสำคัญเช่นนี้มามอบให้หอประมูล?" ฉินมู่หลางถามด้วยความสงสัย


"มันคือ 'อดีตผู้อาวุโสคุมกฎ' ของวิหารเทพที่ขโมยป้ายหยกนี้หนีออกมาขอรับ!"


เสียงเล็กแหลมดังขึ้น! 'เจ้าสัว' หุ่นกลศิลาโผล่หัวออกมาจากสาบเสื้อของอาเจีย มันประมวลผลข้อมูลอย่างรวดเร็ว "เกิดความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์ภายในวิหารเทพ อดีตผู้อาวุโสผู้นั้นจึงขโมยกุญแจมาฝากประมูล เพื่อหวังจะรวบรวมศิลาปราณก้อนใหญ่แล้วหลบหนีออกจากทวีปนี้!"


อาเจียแสยะยิ้มที่เด็ดขาดและมุ่งมั่นที่สุด วิถีเต๋าแห่งความว่างเปล่าหลอมรวมกับการช่วงชิงในกมลสันดานของเขาจนถึงขีดสุด


"กุญแจสู่สุสานบรรพชน... และผู้ขาย ก็คือศัตรูที่ทรยศพวกเดียวกันเอง..."


ชายหนุ่มหันไปมองซูเหม่ย "เถ้าแก่เนี้ย... ตามกฎของหอประมูล เจ้าจะได้ส่วนแบ่งจากการประมูลสมบัติชิ้นนี้กี่ส่วน?"


"3 ใน 10 ส่วน..." ซูเหม่ยตอบอย่างซื่อตรง นางรู้ดีว่าบุรุษผู้นี้กำลังคำนวณแผนการบางอย่าง


"เป็นการสูญเสียทรัพยากรอย่างไร้ค่า!" อาเจียส่ายหน้า "เจ้านำกุญแจที่เสี่ยงต่อการถูกวิหารเทพถล่มหอประมูลมาเสนอขาย แต่กลับได้ส่วนแบ่งเพียง 3 ส่วน? หลักการค้าของเจ้ายังไม่เด็ดขาดพอ ซูเหม่ย!"


"แล้วเจ้าจะให้ข้าทำอย่างไรเล่า? มันเป็นกฎของสมาคมการค้า!" ซูเหม่ยเถียงกลับ


"กฎเกณฑ์มีไว้เพื่อก้าวข้าม! เหมือนกับวิถีฟ้าดิน ที่มีไว้ให้ผู้แสวงมรรคฝืนลิขิต!"


อาเจียก้าวเข้าไปประชิดตัวนางพญาหอประมูล แววตาของเขาสาดประกายความกล้าหาญที่ท้าทายสวรรค์ "ฟังข้านะซูเหม่ย... ข้ามีข้อเสนอที่มอบผลประโยชน์ร่วมสูงสุดแก่เราทั้ง 2 ฝ่าย... ข้าจะช่วยเจ้ากวาดล้างความยุ่งยากทั้งหมด!"


"ข้อเสนออันใด?" นางกระพริบตาปริบๆ


"ข้า... จะลงไปช่วงชิงป้ายหยกกลางลานประมูลของเจ้า!"


"ห๊าาาาา!" ซูเหม่ยและกลุ่มสหายถึงกับอ้าปากค้าง!


"ใจเย็นๆ ฟังหลักการของข้าก่อน!" อาเจียยกมือขึ้นห้าม "เจ้าก็ดำเนินงานประมูลไปตามปกติ ให้ผู้ฝึกตนข้างล่างนั่นแข่งกันเสนอราคาและดึงดูดความสนใจ... ในวินาทีที่การประมูลขึ้นสู่จุดสูงสุด ข้าจะฝ่าค่ายกลลงไป ริบป้ายหยกสุสานเทพมาเป็นของข้า! และในจังหวะที่เกิดความโกลาหล ข้าจะส่งฉินมู่หลางและเฟิงอี้หราน ลอบเข้าไปในห้องรับรอง เพื่อ 'จัดการ' อดีตผู้อาวุโสวิหารเทพนั่นซะ! แล้วริบทรัพยากรทั้งหมดที่มันขโมยมา!"


อาเจียตบไหล่ซูเหม่ยเบาๆ รอยยิ้มของเขาเปล่งประกายเจิดจ้า


"ส่วนแบ่งของแผนการนี้คือ... ข้าได้กุญแจลงสู่สุสานบรรพชน... ส่วนเจ้า ก็ถือโอกาสอ้างว่าถูกผู้บุกรุกช่วงชิงสินค้าไป ไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ ต่อผู้ขายที่ดับสูญไปแล้ว! นี่คือมรรคาที่สมบูรณ์แบบที่สุด!"


ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมระเบียงชั้น 7


หลักการอันโอหังและท้าทายสวรรค์! การหลอกใช้ระบบการประมูลเพื่อดึงดูดสายตา ก่อนจะช่วงชิงกุญแจสำคัญ และจัดการศัตรูเบื้องหลัง! นี่คือวิถีของผู้แสวงมรรคที่แท้จริง!


"เจ้า... เจ้านี่มัน... ปีศาจแห่งการแย่งชิงโดยแท้..."


ซูเหม่ยถอนหายใจ ทว่าในแววตาของนางพญาจิ้งจอก กลับสาดประกายความตื่นเต้นที่ถูกจุดประกายขึ้น! "แต่... ข้าชอบแผนการที่เด็ดขาดของเจ้า! ตกลง! หอประมูลเงาจันทรายินดีร่วมมือกับบุรุษเช่นเจ้า!"


หลินชิงเสวี่ยส่ายหน้าอย่างระอา ทว่ามุมปากของนางกลับปรากฏรอยยิ้มบางๆ นางรู้ดีว่า เมื่ออาเจียวางแผนช่วงชิง ย่อมไม่มีขั้วอำนาจใดขัดขวางมรรคาของเขาได้


"เตรียมตัวให้พร้อมเหล่าสหายของข้า..."


อาเจียเดินไปที่ระเบียง ทอดสายตามองลงไปยังลานประมูลเบื้องล่างที่เริ่มคลาคล่ำไปด้วยยอดเซียน "เมื่อป้ายหยกสุสานเทพปรากฏขึ้น... เราจะเปิดฉากการทวงคืนทรัพยากร ด้วยการช่วงชิงที่เด็ดขาดที่สุดในนครไร้กฎเกณฑ์! มรรคาของพวกเรา คือการเบิกทางสู่สุสานบรรพชน!"


แผนการช่วงชิงที่แฝงด้วยความร่วมมือของเถ้าแก่เนี้ยนางพญาและอาเจียจอมอักขระ ได้ถูกกำหนดขึ้นแล้ว! การปะทะที่จะสั่นสะเทือนนครไร้กฎเกณฑ์ และปูทางไปสู่การบุกทะลวงวิหารเทพอนันตกาล กำลังจะเริ่มต้นขึ้นท่ามกลางเสียงเคาะไม้ประมูล!

คล้ายกับเรื่องราชันหมื่นอักขระ ที่คุณอ่าน