กลับชาติมาเกิดใน Urban Fantasy

    ตอนที่ยี่สิบสาม The Masquerade การปกปิดความลับ

    ตอนที่ยี่สิบสาม The Masquerade การปกปิดความลับ

     

     “เพราะแอนนาบอกว่าผมใช้เวทมนตร์กับวิลโล่ต่อคุณ?”

    ผมตอบกลับเลิกคิ้ว

    “และแรงของแอนนานั้นเกินกว่าที่ผู้หญิงธรรมดาน้ำหนักไม่เกินร้อยกิโลกรัมจะมีได้?”

    ผมตอบอย่างค่อนข้างงงว่าคุณโธมัสจะมาไม้ไหนกันแน่?

    คุณโธมัส อึ้งไปสักพักผมสังเกตได้จากออร่า แสดงความรู้สึก.อาย? ไม่มั่นใจ?

     

    หืมหรือว่านี่เป็นมุก”ฝ่ายพระเอกจับตัวร้ายไต๋ตัวร้ายที่เสแสร้งได้”แบบในหนัง?

    ผมไม่มีอะไรต้องปิดบังพวกเขาเป็นพิเศษ

    ข้อดีของเรื่องที่ผมรู้คือ ผมไม่คิดว่าพวกเขาจะเชื่อผมนั่นล่ะต่อให้ผมบอกออกไปก็ตาม

    “และหากถามผมว่ามีเวทย์มนตร์ไหม? ผมตอบว่าผมสนใจเวทย์จริง แต่มองว่าเวทย์ก็เป็นแค่ศาสตร์ทางธรรมชาติอย่างหนึ่ง ไม่ต่างอะไรกับฟิสิกส์ชีวะ เข้าใจได้ง่ายๆ”

    ผมตอบไปอย่างความจริง เท่าที่จะจริงได้

    มุมมองแบบคิรึสึงุนั่นเอง แต่ผมไม่ได้มองว่ามันเป็นเครื่องมือ แต่มองว่าคือระบบความเป็นจริงที่เราใช้สร้างเครื่องมือต่างหาก แต่ดดยรวมๆก็คือหากเราต้องการเครื่องมือ เราต้องเข้าใจมันก่อน

    คุณโธมัสอ้าปากจะพูดและถอนหายใจ

    “เฮ้อ ฉันคิดว่าฉันคงต้องอธิบายให้คนหนุ่มอย่างเธอเข้าใจ เวทย์มนตร์มันไม่ใช่ศาสตร์ที่เราล้อเล่นได้ ..โลกนี้เก่าแก่กว่าที่เธอจะรู้..”

    คุณโธมัสเริ่มอธิบายด้วยประโยคประจำตัว “โลกนี้เก่าแก่กว่าที่เธอจะรู้..”ให้ผมฟัง

    ..

    “..และภายใต้รัตติกาล สเลเยอร์คือผู้ที่ล่าเหล่าแวมไพร์จากสายตาของมนุษย์ปรกติชน เพื่อให้พวกเขามีชีวิตอยู่ได้ และปกปิดตนเองจากความไม่รู้และไม่เข้าใจของมนุษย์ที่จะรังเกียจการกระทำของเรา”

    ก็ตามมาตรฐานการปกปิดความลับของเรื่องแนวนี้ล่ะนะ ที่มักจะมีการเล่าเรื่องนี้เสมอเมื่อมีการเปิดเผยความลับให้กับ”คนธรรมดา”ในเรื่องฟัง

    Masquerade การปกปิดความลับจากคนธรรมดา ที่แม้แต่แวมไพร์หรือใครก้จะปกปิดร่องรอย

    คนที่ไม่ยอมปกปิดความลับจะกลายเป็นศัตรูกับทุกคน

    เป็นรากฐานแนวคิดของเมจในเรื่อง เฟทหรือจักรวาลนาสุที่ได้รูปแบบแรงบันดาลใจนี้มานั่นล่ะครับ

     

    ว่าการปกปิดความลับนั้นสมควรที่จะเป็นเรื่องใหญ่ของพวกที่อยู่ในเรื่องราวเหนือธรรมชาติ

    ผมอยากจะพูดประมาณว่า

    “แต่ผมก็เห็นมีคนใช้ความศรัทธาในการรักษาเปิดสำนักรักษากันอย่างเปิดเผยนะ”

    แต่นึกขึ้นมาได้ว่าตอนนี้ผมกำลังโดนสอบสวนอยู่ ผมเลยเงียบและฟังไปก่อน

    “มีคนมากมายที่หลงใหลไปกับศาสตร์มืด หลงไปกับพลังที่ทำให้เขาคิดว่าได้อย่างที่ตนเองต้องการทุกอย่างและลงเอยด้วยการหลงทางเข้าสู่ด้านมืด”

    ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็วิลโลล่ะนะ

    เวทย์มันชวนทำให้คนหลงตนเองจริงๆนั่นล่ะ

    “มันไม่สายเกินไปที่จะกลับตัว ไม่แปลกที่คนหนุ่มจะหลงทางไป แต่คนเราสามารถกลับตัวได้เสมอ”

    คุณโธมัสพูดอย่างจริงใจ

    ผมคิดว่าเขาน่าจะเห็นภาพคนหนุ่มซ้อนทับกับตนเองในสมัยก่อน จึงมักจะยื่นข้อเสนอให้คนหลงผิดกลับตัวอยู่เสมอ

    “เอ่อ ผมมีอะไรให้ต้องกลับตัวครับ? ไม่ใช่คือผมเห็นด้วยว่าใช้มนต์ล้างสมองหรือทำเรื่องๆมันแย่จริง”

    ผมรีบพูดขึ้นเมื่อเห็นคุณโธมัสเปลี่ยนสีหน้าเป็นโมโห

    “แต่ผมไม่ได้ทำอะไรกับวิลโล่จริงๆ”

    คุณโธมัสขยับแว่นแววตาของเขาสว่างขึ้นมาเล็กน้อย

    “ร่างกายของเธอเห็นได้ชัดว่าเป็นผลของเวทมนตร์ ที่เธอจะเล่นงานเจ้าบิฟน่ะ ฉันก็ เอ ยอมรับว่ามันยั่วยวนอย่างมาก แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่เธอควรจะใช้พลังเวทย์ที่มีอยู่ไปทำอย่างนั้น”

    อา

    ผมเริ่มเข้าใจแล้ว

    คุณโธมัสตัดสินใจอย่างมีเหตุผลแต่เขาเลือกที่จะเชื่อใจการตัดสินใจในภาคสนามของแอนนาในฐานะผู้ดูแลที่ดีว่าอย่างนั้น

    และสถานะของผมคือผู้ต้องสงสัย เขาไม่เลือกเชื่อคำพูดของผมอยู่แล้ว

    “นี่ล่ะ พูดมาเลยวิลโล่”

    เสียงแอนนาเข้ามาในห้องอีกครั้งหลังจากพาวิลโล่มาด้วย ท่าทางเธอจะอยู่แถวห้องสมุดอยู่แล้วล่ะนะ

    วิลโล่ยังหน้าแดงและหลบไปหลังแอนนาเมื่อผมจ้องเธอ

    “เห็นไหมสายตาของเขาแทบจะละลายชั้นเลย”

    อ้าววิลโล่ นี่เธอเข้าใจว่านั่นเป็นเพราะเวทย์หรือนี่?

    มันแค่เพราะความรักง่ายหน่ายเร็วของพวกเธอล่ะมั้ง

     

    พวกเธอชอบพูดตอนที่แอนดรูมาติดสอยบห้อยตามเธออยู่พักหนึ่งแล้วบอกคล้ายๆกันว่า

    “ก็เป็นคนดีนะ แต่ไม่รู้สิ ทำให้ชั้นใจเต้นไม่ได้ล่ะมั้ง”

    ตกลงพวกเธอชอบคนที่สติไม่สมประกอบหรืออกแนววายร้ายหรือนี่?

    หืมหากนึกย้อนกลับไปก็ค่อนข้างเข้าเค้าแฮะ พวกเธอมักจะเล็งคนระดับนักกีฬา เศรษฐีหนุ่ม เชื้อพระวงศ์ นักธุรกิจต่างๆเอาไว้หากไม่ไปมีความสัมพันธ์กับพวกปีศาจหรือแวมไพร์

    ผมไม่อยากจะเล่นมุก”โทษผู้เสียหาย” แต่หากเธอเลือกคนทุกครั้งและเลิกอยู่ร่ำไป บางทีพวกเธออาจจะเผลอเลือกผู้ชายแบบเดียวกันที่ทำให้ชีวิตรักไปไม่รอด?

     

    แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาของผม

    การเอาปัญหารักของพวกเธอมาเป็นปัญหาของผมอาจจะเปลืองเวลาผมไปจนไม่ได้ทำอะไรที่เกิดประโยชน์ต่อมนุษยชาติเลยก็ได้

    สายตาของคุณโธมัสจ้องผมเข้มข้นขึ้น

    “ผมว่าคุณโธมัสไปตรวจวิลโล่ดีกว่าว่ามีเวทย์สะกดจิตอยู่หรือเปล่า?”

    ผมพยายามเสนอ

    “ในฐานะนักวิทยาศาสตร์ เมื่อเถียงกันหาข้อยุติไม่ได้ พยานหลักฐานจะสามารถยุติข้อถกเถียง”

    ทุกคนจ้องมองผมแบบแปลกๆ

    ผมหันไปหาเนิร์ดคนเดียวที่อยู่ในห้อง

    วิลโล่นั่นเอง

    “เธอก็รู้จักเรื่องกระบวนวิธีทางวิทยาศาสตร์ใช่ไหมวิลโล่”

    “ชะ ใช่ค่ะ”วิลโล่ตอบกลับแบบสุภาพผิดลักษณะนิสัยของเธอ

    ปรกติเธอจะเป็นคนที่หัวแข็งกว่านี้นี่นะ

    คุณโธมัสตาสว่างวาบ

    “ทำไม”

    คุณโธมัสเอ่ยถาม

    “ฉันไม่สงสัยแล้วว่าวิลโล่นั้นโดนเวทย์จริง แต่คำถามคือเธออาจจะจงใจหรือไม่ต่างหาก? ทำไมเธอถึงมั่นใจในตนเองได้ขนาดนี้?”

    เอ๋โดนเวทย์

    คล้ายกับเรื่องกลับชาติมาเกิดใน Urban Fantasy ที่คุณอ่าน