“…อืม”
เซียวอวี้ฉีครางในคอ เปลือกตายังปิดสนิท มือควานหาผ้าห่มมาคลุมร่างด้วยรู้สึกหนาว ก่อนควานเจอหมอนข้างจึงดึงมากอด ขยับเบียดตัวเข้าหาหมอนข้างแสนอุ่นพลางซุกแก้มเข้ากับความแน่นหนั่นของหมอนข้าง ระบายลมหายใจออกมาเบาๆ
อืม…ว่าแต่ บนเตียงมีหมอนข้างที่อุ่นและเนื้อแน่นหนั่นเช่นนี้ั้แ่เมื่อไร?
คราวนี้เซียวอวี้ฉีลืมตาโพล่ง และก็พบว่าสิ่งที่อุ่นและแน่นหนั่นตรงหน้าคืออกขาวๆ ของบุรุษผู้หนึ่ง
์ช่วยด้วย!
เซียวอวี้ฉีใตาพองโต เงยหน้าสูงขึ้นพลันปะทะกับปลายคางได้รูปกับริมฝีปากแดงที่เหนือขึ้นไป
เปลือกตาคนผู้นั้นปิดสนิท ข้างแก้มเปื้อนสีคล้ายคราบอะไรบางอย่าง กรอบหน้าคมถูกเกศาที่ไล่ระดับจากโคนม่วงมาปลายแดงล้อมเอาไว้ทำให้ดูลึกลับ เหมือน่เวลาแห่งแสงสุดท้ายตรงขอบฟ้า…
พิจารณาทั้งหมดแล้ว เซียวอวี้ฉีก็ยังไม่เข้าใจโดยสิ้นเชิงว่ามันเกิดอะไรกันแน่ ไฉนบุรุษผู้นี้ถึงกลายเป็ ‘หมอนข้างอุ่นแน่น’ โผล่มานอนอยู่บนเตียงของตนได้
ไม่นานเขาจึงเริ่มรู้สึกถึงไอเย็นรอบกาย ดวงตาค่อยๆ เลื่อนลงไปหยุดบนผิวกายเปลือยเปล่าซึ่งกำลังสะท้อนแสงเรืองรองของอีกฝ่าย
ร่วมกับร่องรอยเขียวช้ำประปรายตามผิวเนื้อ…
คราวนี้เอง ความทรงจำต่างๆ จึงค่อยๆ ไหลย้อนกลับมา…
‘ข้าจะสอนเ้าเอง’
เสียงทุ้มนุ่มในความทรงจำพร้อมกับแววตาพราวระยับเด่นชัดราวเดือนหงายฉายชัดขึ้นในความทรงจำ ตามมาด้วยท่วงทำนองของโคลงกลอน ‘ลำนำบุปผาลวงรัก’ นั้นได้ฉายซ้ำในหัวสมอง
แล้วยิ่งอีกคนพลิกตัวไปอีกทาง บุปผาขาวๆ นั้นเหมือนจะผลุบโผล่ใต้ผ้าห่ม ไม่สิ ใต้ชั้นในสีขาวหิมะที่ขาดแหว่งแทบปิดบุปผานั่นไม่ได้ ก็ยิ่งเร่งให้หน้าทั้งดวงของเซียวอวี้ฉีแดงก่ำช้ำเื
นี่เขาทำอะไรลงไป!?
เซียวอวี้ฉีถอยออกห่างจากร่างตรงหน้ายกมือกุมขมับ พอขยับตัวก็ถึงกับสูดปากเพราะความเจ็บที่แล่นมาจาก่ล่าง แต่เขาไม่กล้าตรวจสอบโดยสิ้นเชิง นั่นเพราะเมื่อคืนเขาโหมตะลุย เด็ดหัวคนขาดไปเป็กองทัพ คาดว่าทวนปราบศึกจะต้องสะบักสะบอมสภาพไม่มีดี
ดีไม่ดีจะมีเืออก…
เขามีโรคประจำตัวคือเห็นเืไม่ได้ เห็นแล้วจะตัวชาเป็ลมทันที ดังนั้นก่อนหน้านี้พอเห็นบุรุษคนนั้นโชกเืจึงหน้ามืดสลบไป
เดี๋ยวก่อน…ในเมื่อเขาสลบไป แล้วเื่ต่อโคลงกลอนอะไรนั่นเกิดขึ้นได้อย่างไร?
คงมิใช่ว่าเดรัจฉานตัวนี้บีบบังคับหรอกนะ!?
เซียวอวี้ฉีคับแค้นใจทันที แต่แล้วก็ห่อเหี่ยวลงเพราะต้องยอมรับจากความทรงจำว่า
เหมือนตนจะเป็ฝ่ายบีบบังคับผู้อื่นมากกว่า…
เซียวอวี้ฉี! ความเป็สุภาพชนของเ้าถูกม้าเหยียบตายไปแล้วหรือ ไฉนทำเื่อับอายขายหน้าเช่นนั้นออกมาได้ โว้ย…
ชายหนุ่มร่ำร้องในใจ โดยไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าที่กำลังมุ่งหน้ามาทางนี้ กระทั่งเสียงสุภาพนุ่มนวลของเซียวอวี่จวิ้นน้องเล็กของเขาดังขึ้นที่หน้าประตู
“พี่ใหญ่ เห็นเซียวเถียนบอกว่าท่านขาดเสื้อคลุมตัวหนา น้องจึงเอาเสื้อคลุมที่เพิ่งส่งจากร้านมาให้ขอรับ”
หนุ่มน้อยหน้าตางดงามมีเกศาและั์ตาสีชมพูอ่อนยกข้อมือเรียวใสดั่งหยกขึ้นเคาะประตูเบาๆ
แม้จะเป็พี่น้องแต่รูปลักษณ์ของเซียวอวี่จวิ้นอ่อนหวานงดงามถอดพิมพ์มาจากมารดา เขาบอบบางน่าทะนุถนอมกว่าพี่ชายหลายส่วน ทำให้เวลาไปไหนมักได้รับการดูแลอย่างดีจากมิตรสหาย
เสื้อคลุม? ในเวลาเช่นนี้เนี่ยนะ?
เซียวอวี้ฉีได้ยินดังนั้นชะงักไปทันที ก่อนจะมองไปที่นาฬิกาเวทบนผนัง ดูเหมือนว่าใกล้จะเช้าแล้ว แต่่เวลานี้น้องชายของเขายังไม่ลุกจากที่นอน ไฉนวันนี้ถึงตื่นเร็วนักเล่า!
“พี่อวี้ฉี พวกเรามาเยี่ยมท่านเช่นกันขอรับ”
เสียงหนุ่มน้อยสหายของเซียวอวี่จวิ้นอีกสองสามเสียงะโเข้ามา
เมื่อคืนหลังจากชมน้ำค้างขาวใต้แสงจันทราเสร็จก็ชวนกันค้างที่สกุลเซียว ส่วนแขกสตรีเพื่อไม่ให้เป็ที่ครหาจึงแยกย้ายกลับไปกันหมดั้แ่เมื่อคืน
แย่แล้วทำอย่างไรดี? เซียวอวี้ฉีไม่มีเวลามาเขินอายอะไรทั้งนั้น เขามองบุรุษที่นอนลำตัวทอดยาวอวดบั้นท้ายชวนน้ำลายสอเบื้องหน้าแล้วเขย่าตัวคนอย่างแรง
“นี่! ตื่นเร็วเข้า!”
เขาเขย่าปลุกเนื้อน่ากินชิ้นนั้นให้ตื่น ทว่าชายหนุ่มเหมือนกำลังหลับสบาย ไม่ตื่นไม่พอยังพลิกมาคว้าเขาไปกอดต่างหมอนด้วย
“นี่! ปล่อยข้า ตื่นเดี๋ยวนี้!”
เซียวอวี้ฉีดิ้นรนขลุกขลักในอ้อมกอดอุ่นสบาย หน้าแดงแปร๊ด แล้วยิ่งไม่กล้าโวยวายเสียงดัง จึงได้แต่ตบๆ กล้ามแขนที่มีรอยสักเทพเ้าอะไรสักอย่างของอีกฝ่ายให้คลายออก
คนกอดไร้การตอบสนองโดยสิ้นเชิง กระทั่งเซียวอวี้ฉีััได้ว่าอุณหภูมิร่างกายของคนผู้นี้มิใช่อุ่นเท่านั้นแต่ร้อนอย่างมาก เมื่อสำรวจดีๆ หน้าก็แดงเหมือนมีไข้เช่นกัน
“พี่ใหญ่ ข้านำเสื้อมาให้ขอรับ”
เสียงเรียกดังเข้ามาอีกครั้งทำเอาเซียวอวี้ฉีจนปัญญา ได้แต่ไถลตัวมุดออกมาจากวงแขนกว้าง ลงจากเตียงคว้าเอาเสื้อมาสวมลวกๆ จากนั้นวิ่งเร็วรี่ไปยังหลังเรือนก่อนจะกลับมาพร้อมน้ำมันกับกิ่งไม้ใบไม้ที่ยังชื้นจำนวนมาก
“พี่ใหญ่ ท่านตื่นอยู่หรือไม่”
เสียงเร่งเร้าหน้าห้องยังดังไม่ขาด เซียวอวี้ฉีโยนกิ่งไม้ลงพื้นดังตุบๆ ก่อนเหลือบมองไปยังเสื้อบุรุษที่กระจัดกระจายในความสลัวนั้นแล้วตัดสินใจเด็ดขาด
วงแขนกว้างรีบกอบเอาพวกมันมาโยนลงในกระถางไฟไม่เหลือแม้แต่ชิ้นเดียว
ชายหนุ่มบนเตียงหารู้ไม่ว่าเสื้อผ้าของตนั้แ่เสื้อตัวนอกยันตัวในกำลังถูกเผา เขาเพียงพลิกตัวหนีแสงไฟที่โหมขึ้นกะทันหันนั้น
เซียวอวี้ฉีเผาเสื้อผ้าพร้อมเร่งให้ไฟลุกโดยราดน้ำมันลงไป พอเสื้อผ้ากำลังมอดได้ที่ก็เติมกิ่งไม้ชื้นๆ ตามลงไปต่อ ก่อนจะหาฝามาครอบเพื่อควบคุมการเผาไหม้
“พี่ใหญ่?”
เซียวอวี่จวิ้นกับสหายที่หน้าห้องมองหน้ากันไปมาเมื่อไม่เห็นคนมาเปิดประตู
“อวี่จวิ้น เ้ามาเช้าเกินไปหรือไม่ พี่ใหญ่เ้ายังไม่ตื่นเลย” สหายรูปโฉมงดงามแต่ดวงตาดั่งจิ้งจอกเอ่ย
“ไม่นี่ ปกติพี่ใหญ่จะตื่นเวลานี้ทุกวัน” เซียวอวี่จวิ้นยืนยัน ยื่นมือไปเคาะประตู
“อ๊ะ…หรือเป็เพราะเมื่อคืนดื่มสุรามาก วันนี้จึงตื่นสายกันเล่า”
คำกล่าวนี้จบหลายคนหัวเราะ ในใจคิดว่าพี่ใหญ่ของเซียวอวี่จวิ้นขี้เมาโดยแท้ แม้แต่ออกมารับหน้าแขกยังไม่มา เอาแต่ติดเหล้าจนลืมวันลืมคืน ช่างไม่สมเป็คุณชายใหญ่จริงๆ
“ปกติพี่ใหญ่เพียงดื่มสุราดีเอาอรรถรสเท่านั้น สุราดีดื่มไม่มากจะเมาได้อย่างไร เขาน่าจะอ่านหนังสือดึกกระมัง เช่นนั้นเซียวซื่อเปิดประตูเถอะ เดี๋ยวเราวางเสื้อไว้แล้วอย่ารบกวนเขาพักผ่อนเลย”
เซียวอวี่จวิ้นแก้ต่างแทนพี่ใหญ่พลางสั่งบ่าวรับใช้ประจำตัวให้เปิดประตู
เซียวซื่อรับคำแล้วก้าวขึ้นหน้าไปผลักบานประตู ทันทีที่ประตูเปิดออกควันก็พุ่งออกมา ไอร้อนสายหนึ่งเข้าปะทะใบหน้าทุกคนที่ยืนอยู่หน้าประตู
ต่างคนต่างยืนอึ้งเพราะเบื้องหน้าเป็ควันหนาทึบ กางกั้นมิให้ผู้ใดเข้าไปข้างใน
“น้องเล็กหลบไป!”
เสียงะโดังมาจากอีกทาง เซียวอวี่จวิ้นที่กำลังงงงันหันไปมอง โดยไม่ทันตั้งตัวความเย็นะเืพลันเข้ามากระทบร่าง
ซ่า!
น้ำเย็นสายหนึ่งราดเข้าใส่เด็กหนุ่มผมชมพูจนเปียกั้แ่หัวจรดเท้า คนที่ยืนอยู่ใกล้ที่หลบทันก็หลบทัน ที่หลบไม่ทันก็พลอยเปียกไปด้วย แต่ละคนปากอ้าตาค้าง จ้องมองไปยังตัวต้นเหตุที่ถือถังน้ำวิ่งเข้ามาทำหน้าตะลึงงันยิ่งกว่า
“น้องเล็ก ไฟไหม้แล้ว หลบไปเร็วเข้า!”
เซียวอวี้ฉีซึ่งถือถังน้ำดึงสติมาได้ก่อนใครรีบเข้ามาบังข้างหน้าน้องชาย ยกถังน้ำสาดออกไป ก่อนเ้าตัวจะนึกขึ้นได้ว่าน้ำในถังถูกสาดออกไปหมดแล้วเมื่อกี้ ถึงได้รีบวิ่งกลับไปยังบ่อน้ำเพื่อตักน้ำมาใหม่
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น!?”
เด็กหนุ่มใบหน้าจิ้งจอกร้องเสียงแหลม ชี้ไปยังเซียวอวี้ฉีที่กลับมาสาดน้ำใส่ควันไฟหนึ่งทีก็วิ่งกลับไปตักน้ำอีกหนึ่งทีอย่างคาดโทษ
“ไฟไหม้…เซียวซื่อ! ไปตามคนมาดับไฟเร็วเข้า!”
คราวนี้เซียวอวี่จวิ้นถึงคืนสติเช่นกัน รีบร้องสั่งบ่าวให้ไปตามคนมาช่วย ส่วนตนเองถอยห่างจากเรือนพักทันที
สหายคนอื่นๆ เข้าใจสถานการณ์ไม่มีเวลามาล้อเล่น รีบพากันหลบออกจากเรือนไปยังโถงรับแขกของบ้าน เซียวอวี่จวิ้นในฐานะเ้าบ้านจำต้องรั้งท้าย ยังไม่ทันลอดประตูวงเดือนก็ถูกพี่ใหญ่ของตนะโสั่ง
“น้องเล็ก ซี๋ซี๋ที่บ่อในเรือนมารดา นำมาดับไฟ!”
“เข้าใจแล้ว!”
เนื่องจากเป็เื่เร่งด่วนเซียวอวี่จวิ้นจึงฝากฝังบ่าวให้พาสหายออกไป ส่วนตัวเองพาเซียวซื่อไปยังสวนของมารดา เข้าไปยังทะเลสาบจำลอง ะโลงไปงมหาซี๋ซี๋ทันที
ซี๋ซี๋ที่เซียวอวี้ฉีกล่าวถึงนั้นเป็ปลาจากูเาจัวกวาง ชอบว่ายอยู่ในคลื่นแม่น้ำ รูปร่างและเสียงร้องเหมือนสาลิกา มีครีบเป็ปีกห้าคู่ ที่ปลายปีกเป็เกล็ดปลา โดยซี๋ซี๋นั้นมีพลังธาตุน้ำมากสามารถดับไฟได้ บิดาของเขาเห็นว่ามารดาน่าจะชอบจึงจับกลับมาให้ ในบ่อนี้มีอย่างน้อยก็สิบยี่สิบตัว
“คุณชายเล็ก คุณชายเล็ก! ให้พวกบ่าวจัดการเถอะขอรับ!”
เสียงบ่าวด้านข้างะโขึ้นมา บ่าวชายเซียวซื่อเองก็ร่วมะโด้วย ตอนนั้นเองเซียวอวี่จวิ้นถึงค่อยรู้สึกตัวว่าตนเองกำลังทำอะไรอยู่
เหตุใดคุณชายเล็กอย่างเขาถึงมางมหาปลาอย่างชาวประมงเช่นนี้!
ก้มมองเสื้อผ้าหรูหราบนร่างที่เปียกจนดูไม่ได้ ทั้งเครื่องประดับบนผมทั้งเครื่องประทินโฉมบนหน้าก็ถูกเซียวอวี้ฉีสาดน้ำใส่จนหลุดลุ่ย ต่อหน้าบ่าวไพร่ที่มองสภาพทุลักทุเลของตนใบหน้าของเซียวอวี่จวิ้นพลันงอง้ำทันที
เซียวอวี้ฉีทำให้เขาขายหน้า!
“จวิ้นเอ๋อร์! เกิดอะไรขึ้น!”
เซียวฮูหยิน โจวเจินอิง ได้ยินว่าบุตรชายมาที่เรือนแล้วตรงไปยังทะเลสาบจำลองรีบพาบ่าวรับใช้มาดู
หญิงสาวสมเป็อดีตสตรีงามอันดับหนึ่ง ทุกท่วงท่าจังหวะการเดินเต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ โดยเฉพาะดวงตาสีชมพูที่เข้ากับเส้นผมนั้นเป็เอกลักษณ์ยากจะหาผู้ใดเทียมได้
พอโจวเจินอิงมาถึงพบบุตรชายสุดที่รักกำลังยืนกำหมัด ตาแดงๆ อยู่กลางน้ำ ท่าทางคับแค้นใหญ่หลวง ทั้งตัวเขามีสภาพดูไม่ได้เอาเสียเลย
เห็นเช่นนั้นม่านตาของโจวเจินอิงหดแคบ ร้องสั่งเสียงแหลม
“ทุกคนรีบหันไปให้หมด!”
บ่าวชายจำนวนหนึ่งที่ตอนแรกยังจับต้นชนปลายไม่ได้ เคลิบเคลิ้มไปกับภาพหนุ่มน้อยผู้งดงามในเสื้อผ้าแนบเนื้อ กระทั่งเสียงตวาดของฮูหยินใหญ่ดังพวกเขาจึงพากันก้มหน้าลง หมุนตัวไปอย่างรวดเร็ว
ความจริงบ่าวระดับล่างเหล่านี้ไม่มีสิทธิ์เข้ามาในสวนของเรือนหลัง ทว่าวันนี้เป็วันที่ต้องเตรียมลงดอกไม้สำหรับฤดูน้ำค้างหนาวจึงได้รับอนุญาตให้เข้ามา
“ท่านแม่…”
เซียวอวี่จวิ้นไม่รู้จะทำอย่างไร ร้องเรียกมารดาทั้งหน้าเจ็บช้ำ โจวเจินอิงรีบลงไปพาบุตรชายขึ้นมาจากน้ำด้วยตนเอง พร้อมกับรับเสื้อคลุมที่ส่งมาห่อตัวเขาเอาไว้
“ท่านแม่ขอรับ…ลูก..”
“ชู่ว ไว้ค่อยพูด เข้าไปข้างในก่อนเถอะ”
โจวเจินอิงปลอบบุตรชายที่ตัวสั่นสะท้านให้สงบ ไม่ลืมที่เหลือบไปมองเซียวซื่อทีหนึ่ง
“เซียวซื่อ”
“ขอรับ ฮูหยิน!”
ถูกขานเรียกเซียวซื่อก้าวออกมา เห็นสายตาพิฆาตของนายหญิงแล้วถึงกับรีบก้มคางจรดอก
“ไปรับโทษโบยยี่สิบไม้!”
สั่งเสร็จโจวเจินอิงก็ประคองบุตรชายออกไป ทิ้งเซียวซื่อที่หน้าซีดเผือดเอาไว้ ส่วนสาเหตุที่นายหญิงสั่งลงโทษก็เพราะเขาปล่อยให้คุณชายเล็กลงไปในทะเลสาบเย็นเฉียบ ส่วนตนเอาแต่ยืนอยู่ข้างบน…
ทางด้านเรือนที่กำลังเกิดเหตุเพลิงไหม้นั้นตอนนี้ไฟดับไปแล้ว เนื่องจากไฟอยู่แค่ในกระถางไฟ
หรือเรียกให้ถูกคือไฟไม่ได้ไหม้ั้แ่แรก
เพียงแค่ควันมากขนาดนั้นทำให้คนเข้าใจผิดนั่นเอง เซียวอวี้ฉีให้บ่าวที่รุดมาดับไฟช่วยกันเปิดหน้าต่างไล่ควัน หมดเื่แล้วก็หยิบเงินใส่มือพวกเขาเล็กๆ น้อยๆ เป็น้ำใจ พอไม่มีใครแล้วจึงผ่อนลมหายใจ ออกไปตักน้ำในบ่อแล้วถือถังน้ำกับผ้าสะอาดมาเตรียมเช็ดพื้นที่สกปรก
กำลังจะลงมือโจวเจินอิงกับสาวใช้ก็มาถึงเรือนเสียก่อน
“ฉีเอ๋อร์ เกิดอะไรขึ้น ไฟไหม้ได้อย่างไร”
โจวเจินอิงเข้ามาแล้วมองไปรอบๆ เห็นรอยเท้ากับคราบสกปรกสีหน้าไม่เปลี่ยน หากแต่ในใจสงสัยว่าทำไมถึงไม่เห็นติงอ๋องอยู่ที่นี่ด้วย
เด็กคนนี้เอาคนไปซ่อนที่ใด
“เป็ฉีเอ๋อร์ไม่ระวังจึงเผลอเอาฟืนวางไว้ใกล้เตาไฟ ฟืนนั้นติดไฟจึงไหม้พื้นเล็กน้อยขอรับ”
โจวเจินอิงมองประเมินบุตรเลี้ยง
ดูเขาไม่มีอะไรผิดปกติ นอกจากหน้าที่มีเหงื่อชื้นจากการวิ่งไปวิ่งมาเพื่อดับไฟแล้วก็คล้ายจะไร้วี่แววว่าถูกใครล่วงเกินมา…
หรือติงอ๋องจะทำพลาด? ไม่สิ เงื่อนไขของค่ายกล หากไม่บรรลุย่อมไม่อาจออกจากห้อง ในเมื่อค่ายกลถูกปลดก็แปลว่าบรรลุเป้าหมาย
โจวเจินอิงก้าวเข้ามาจับบ่าเซียวอวี้ฉีบีบเบาๆ
“ฉีเอ๋อร์ไม่เป็ไรก็ดีแล้ว ให้เซียวเถียนดูว่ามีอะไรเสียหายบ้าง เดี๋ยวแม่ให้คนจัดหามาให้ใหม่”
“ขอบคุณฮูหยินใหญ่”
เซียวอวี้ฉีค้อมกายกล่าวขอบคุณ ปล่อยให้เซียวเถียนสำรวจข้าวของว่ามีชิ้นใดเสียหาย แม้แต่ห้องนอนก็ปล่อยให้เข้าไปดูด้วย
ใช่ว่าเขาไม่กลัวคนจะพบบุรุษในห้อง แต่เขาไม่รู้ว่าคนหายไปไหนโดยสิ้นเชิง…
เขาเผาเสื้อผ้าคนๆ นั้นเพื่อทำลายหลักฐาน ส่วนตัวคนนั้นคิดจะพาไปซ่อนหลังจากไล่ทุกคนไปหมด เพราะอย่างไรบ่าวพวกนั้นก็ไม่เข้าไปในห้องชั้นใน
ทว่าตอนที่กลับมาเมื่อครู่กลับไม่พบใคร หรือคนผู้นั้นถูกปลุกจนตื่นเพราะความวุ่นวาย?
“ฮูหยิน มีกระถางไฟ พื้นกับผ้าม่านบางส่วนที่ถูกเผาเท่านั้นเ้าค่ะ”
เซียวเถียนรายงาน โจวเจินอิงพยักหน้ารับคำหนึ่ง หันมาคลี่ยิ้มอบอุ่นให้เซียวอวี้ฉี
“ไม่มีอะไรก็ดีแล้ว แต่สูดควันมากไม่ดีต่อร่างกาย แม่จะให้ท่านหมอมาตรวจให้เ้า พวกเราจะได้เบาใจ”
คาดว่าหากเด็กคนนี้ถูกล่วงเกินโดยติงอ๋องที่ปราศจากการรักหยกถนอมบุปผา ร่องรอยน้อยใหญ่จากการร่วมสัมพันธ์คงเต็มตัวแน่ ถึงเวลาให้หมอตรวจดูก็รู้แล้ว
“เื่นี้แล้วแต่ฮูหยินขอรับ” เซียวอวี้ฉีรับคำง่ายๆ
“เช่นนั้นแม่ไปดูน้องเ้าก่อน จวิ้นเอ๋อร์ลงไปในทะเลสาบเหมือนจะจับไข้”
โจวเจินอิงไม่ลืมเตือนสติเซียวอวี้ฉีว่าได้ทำอะไรไว้กับน้อง ไม่รู้เจตนาหรือไม่เด็กคนนี้จึงให้เซียวอวี่จวิ้นไปจับปลาซี๋ซี๋ในเวลาที่น้ำเย็นเฉียบเช่นนี้
“ฉีเอ๋อร์ตื่นใจึงให้น้องเล็กไปจับซี๋ซี๋ เดี๋ยวฉีเอ๋อร์จัดการทางนี้เรียบร้อยจะไปขอโทษน้องด้วยตนเองขอรับ”
เซียวอวี้ฉีรับปากพร้อมน้อมส่งโจวเจินอิงออกจากเรือน
พอไม่มีใครเขารีบปิดประตูหน้าต่าง หันมาคลายเสื้อผ้าเพื่อตรวจดูร่องรอยบนร่างที่หลงเหลือเป็หลักฐานให้คนจับพิรุธพวกนั้น
ทีนี้ทำอย่างไรดี รอยพวกนี้เข้มข้นมาก ทายาลดช้ำอย่างน้อยสามสี่วันถึงจะจาง!
“เ้าคิดสังหารข้า”
ระหว่างที่ชายหนุ่มกำลังโอดครวญน้ำตาเจียนไหลเสียงทุ้มรื่นหูพลันอยู่เหนือศีรษะ
เซียวอวี้ฉีใรีบกระชับเสื้อเข้าหากัน ทว่ากลับไม่พบใคร สองตากะพริบปริบๆ กำลังคิดว่าตนหูฝาด
“เป็เ้าเองแท้ๆ ที่ทนไม่ไหว กลายเป็อาฆาตกันเสียอย่างนั้น ข้ารึอุทิศตัวให้ผิดคน พวกไม่สำนึกบุญคุณ”
เสียงก่นด่ายังดังสะท้อนไปมาในห้อง ต่อมาเซียวอวี้ฉีถึงพบว่ามันมาจาก้า
“ไม่สำนึกไม่ว่า ยังกล้าทำลายอาภรณ์ของข้า เนรคุณ อำมหิตจริงๆ”
“ข้าไม่อาจปล่อยหลักฐานเอาไว้เช่นนั้น ถ้าท่าน ‘สุภาพบุรุษบนขื่อคาน’ ลุกตอนข้าปลุกคงไม่เป็เช่นนี้”
เซียวอวี้ฉีเรียกอย่างประชด ทบผ้าผ่อนเรียบร้อยเงยหน้าสนทนากับสุภาพบุรุษที่แขวนตนเองราวกับโจรขโมยอยู่บนคานสูงลิบ
เส้นผมอันเป็เอกลักษณ์โรยตัวลงมา อาศัยคานปกปิดร่างกายที่ไร้อาภรณ์เอาไว้
“เ้าหนู ไม่รู้หรือว่าเพื่อช่วยเ้า ข้าผู้สูงส่งถึงกับไม่มีแรงแม้แต่จะกระดิกนิ้ว”
เสียงปลุกอะไรเขาไม่ได้ยินทั้งนั้น เกรงว่าเด็กหนุ่มนี่แค่บ่ายเบี่ยง ความจริงวางแผนให้เขาสำลักควันตาย
ไม่สำนึกผิดแล้วยังโทษคนอื่น เป็วัวบ้าที่เลี้ยงไม่เชื่องจริงๆ!
เซียวอวี้ฉีเม้มปากเถียงไม่ออก จากนั้นนึกได้ว่าเมื่อครู่ประตูเปิดได้ แสดงว่าค่ายกลสลายไปแล้ว
แต่ว่าค่ายกลใช่ไม่ใช่ต้องให้เขากับติงอ๋องคนนั้นอะไรๆ กันหรอกหรือ? แล้วติงอ๋องคนที่ว่าไปไหนเสียแล้ว?
“ข้องใจสิ่งใดไว้ค่อยไขหลังหาเสื้อผ้าให้ข้าดีหรือไม่?”
คราวนี้คนพูดไม่ได้ห้อยตัวอยู่บนขื่อคาน แต่มาปรากฏตัวที่ข้างๆ ลมอุ่นๆ เป่ารดใบหูทำเอาเซียวอวี้ฉีตัวแข็งทื่อ
แทบไม่ต้องปรายตามองก็ทราบว่ามีของลับล่อนจ้อนลอยอยู่ใกล้ชนิดลัดนิ้วมือในขณะนี้
กระดากอาย? ชายคนนั้นเลิกคิ้ว มองใบหูแดงของเด็กหนุ่ม
ทีเมื่อคืนปู้ยี่ปู้ยำ จับดึงขึงกดไปร้อยกว่ากระบวนท่าไม่เห็นจะรู้สึกอะไร ตอนนี้ทำมาเป็ไม่กล้าชายตาแล ทำตัวจากหน้ามือเป็หลังมือ กลับกลอกจริงๆ ฮึ!
“ท่านไปยืนหลังฉากกั้น ข้าจะหาเสื้อผ้าให้”
เซียวอวี้ฉีหมุนตัวไปยังตู้ เปิดลิ้นชักหาเสื้อตัวใหญ่ที่สุด บังคับสายตาไม่ให้ว่อกแว่กจนไปปะทะกับ…ความขนพองสยองเกล้า
ชายคนนั้นแค่นเสียงทีหนึ่ง เชิดหน้าเดินเข้าไปหลังฉากยวนยางบินข้ามทุ่ง
ร่างสูงกำลังยืนรอเสื้อผ้า ทว่าอยู่ๆ บางสิ่งบางอย่างก็แล่นปราดขึ้นมาจากปลายเท้าเข้าสู่หัวใจ ชายหนุ่มกุมอกหน้านิ่ว ล้มพับไปชนฉากกั้นจนล้มครืด
“นี่ท่านเป็อะไร!”
เซียวอวี้ฉีกำลังพาดเสื้อคลุมบนฉากพอดีเห็นเข้า เอาตัวรับคนไว้โดยไม่ต้องคิด
ตึง…
แน่นอนบุรุษอย่างเขาแรงมาก แต่จะให้รับน้ำหนักคนตัวสูงกว่าตั้ง่ศีรษะแถมมีแต่กล้ามเนื้อย่อมเกินแรงไปมาก ทั้งคู่ล้มลงบนพื้น ศีรษะเซียวอวี้ฉีกระแทกจนปูด ส่วนคนข้างบนครางเสียงแ่ ฟันขบกันแน่น คล้ายกำลังพยายามสะกดกลั้นอาการเ็ปไปทั่วร่าง
“ท่านาเ็ใช่หรือไม่?”
เซียวอวี้ฉีนึกขึ้นได้ ว่าเมื่อคืนชายคนนี้มีเือาบหน้าก็ให้ใจสั่น เขากลัวเืแม้จะเป็ความทรงจำก็ทำให้ทั้งตัวเย็นเยียบได้
“นั่นไม่ใช่..”
ชายคนนั้นพยายามจะบอกว่า นั่นหาใช่โลหิตของตนแต่เป็ของคนอื่น ทว่าเื่ที่ตอนนี้เจ็บราวกับถูกฉีกร่างนั้นเป็ความจริง แขนขาไร้เรี่ยวแรง ลิ้นก็ชาเป็พักๆ
“ข้าจะไปหายา ท่านบอกอาการมา”
เซียวอวี้ฉีตัดสินใจ สภาพตอนนี้พวกเขาไม่อาจตามหมอ ทั้งยังไม่สามารถพาคนออกไปพบหมอ เพราะหากมีผู้ใดเห็นเข้า เื่ที่เขาซ่อนบุรุษคนนี้ไว้คงแดงขึ้นมาในทันที
“ไม่..ไปหา…”
พูดยังไม่ทันครบคำคนก็คอพับไปเรียบร้อย เซียวอวี้ฉีมึนงงไป