บทที่ 39 ลอบสังหาร
ในวันสุดท้ายก่อนที่คณะราชทูตแห่งแคว้นลี่จะเดินทางกลับแคว้นฝูในฐานะเจ้าบ้าน และมิตรที่ดีของแคว้นลี่จึงจัดการเลี้ยงเพื่อส่งแขกอีกครั้งโดนครั้งนี้เป็นตำหนักแห่งองค์รัชทายาทรับเป็นหัวเรือใหญ่ในการจัดงานเลี้ยงส่งสหาย
ไป่ซุนหัวในฐานะไท่จือเฟยจึงได้รับบทบาทที่มากมายวันๆ นางเอาแต่ดูแลเรื่องงานเลี้ยงต่างๆเพราะชายารองยามนี้แพ้ท้องหนักมากจนไม่สามารถช่วยงานได้ อนุผู้อื่นก็ไม่รู้ความนางจึงต้องจัดการทุกสิ่งด้วยตนเอง จนในที่สุดก็ถึงวันงาน
คณะจากแคว้นลี่ได้เดินทางมีถึงลานที่จัดงานเลี้ยงโดยมีแขกสำคัญๆและสนิทเท่านั้นที่มาร่วมตามความต้องการของผู้นำคณะ แม้อาหารและงานจะดูมีราคาแต่ก็ไม่ใช่งานใหญ่อย่างที่หลายๆ คนคิด แต่องค์รัชทายาทแห่งแคว้นลี่ก็พึงพอใจมากในขณะเดียวกัน ในฐานะไท่จือเฟย ไป่ซุนหัวก็จะพลาดไม่ได้เลยสักนิด
"น้องสาวอู่งานแต่งของเจ้า ข้าจะส่งข้าวของมาสมทบกับสินเดิมของเจ้าดีหรือไม่"องค์รัชทายาทแห่งแคว้นลี่ย้ำเรื่องนี้มาหลายต่อหลายครั้งจนคนโดนแซวค้อนใส่
"ไม่ต้องหรอกเจ้าค่ะข้าร่ำรวยอยู่แล้ว ของของท่านก็ไม่ได้ทำให้ข้ารวยมากขึ้นสักเท่าไหร่หรอก"อู่หงถิงตอกกลับสหายของพี่ชายอย่างทีเล่นทีจริงเรียกรอยยิ้มขอเหล่าพี่ชายได้อย่างดีรวมถึงแขกคนสนิทอย่างท่านหญิงเจี่ยลี่จ้าวอันหรานที่เป็นสหายสนิทและสตรีที่เกือบได้เป็นไท่จือเฟยคนแรกผู้นั้นย่อมมีความสนิทสนมกับคนกลุ่มนี้อยู่แล้ว
"น้องสาวคนสำคัญของเพื่อนสนิทจะแต่งงานทั้งทีนี่จริงหรือไม่"
"ขอบใจเจ้ามากที่เอ็นดูน้องสาวข้าเช่นนี้"
งานเลี้ยงเล็กๆในตำหนักรัชทายาทดำเนินไปจนถึงจุดสิ้นสุด เพราะฤทธิ์สุราจ้าวอันหรานขอตัวกลับจวนไปนานแล้วส่วนอู่หงถิงนั้นก็มีแม่ทัพตระกูลเฉินพาไปส่งถึงตำหนักองค์หญิง เช่นเดียวกับแขกบ้านเมืองที่เดินทางกลับตำหนักเพื่อเตรียมตัวเดินทางกลับแค้วนในวันรุ่งขึ้น
หลังจากการกลับไปของเหล่าแขกเหรื่อไท่จือเฟยผู้ดูแลงานเลี้ยงมีหน้าที่คุมเหล่าบ่าวในตำหนักเก็บกวาดข้าวของให้เรียบร้อยอย่างเช่นเคยนางเป็นผู้ดูแลความเรียบร้อยตั้งแต่ก่อนเริ่มงานจนงานเลี้ยงจบ
"เรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะไท่จือเฟย"
"ขอบใจพวกเจ้ามากไปพักผ่อนเถอะ" เสียงหวานของเจ้านายสาวเอ่ยกับสาวใช้ก่อนที่นางเองก็จะแยกเดินกลับเรือนของตนเองไปพร้อมกับสาวใช้ของตนเอง
ส่วนรัชทายาทนั้นไปพักผ่อนหลังจากที่ถูกพระชายาไล่ออกจากอาคารรับรองแล้ว
"ฝ่าบาทถึงห้องบรรทมแล้วใช่ไหม" เสียงหวานถามสาวใช้โดยไม่ทันได้เห็นว่าสาวใช้ทั้งสองมองหน้ากันก่อนจะล้มลงเล็กน้อย
"ฝ่าบาทไปที่เรือนของชายารองเสิ้นเจ้าค่ะ"เมื่อได้ยินแบบนั้น ร่างบางก็หยุดเล็กน้อยก่อนจะเดินต่อ
"งั้นหรืองั้นข้าคงไม่ต้องห่วงฝ่าบาทแล้ว" นางพูดออกมาด้วยท่าทางที่ปกติแต่ใครเล่าจะรู้ว่าความจริงนางเองก็เจ็บปวดที่สามีของนางไปอยู่กับสตรีอื่นที่ไม่ใช่ตนเองแม้สตรีนางนั้นจะขึ้นชื่อว่าเป็นเมียเช่นเดียวกัน
ไม่ใช่แค่กับชายารองอันที่จริง กับชายาทุกคนที่นางต้องรับเข้าตำหนัก นางก็หนักใจไม่น้อยแต่ตัวเองเลือกที่จะใช้ชีวิตในฐานะภรรยาขององค์รัชทายาทเองตัวเองจึงได้แต่ทำใจยอมรับ ว่าสามีของนางจะต้องแต่งภรรยาเพิ่มอีกนับสิบ นับร้อยคนไม่ว่าตัวของบุรุษผู้นั้นจะต้องการหรือไม่ก็ตาม
หากวันหนึ่งบุรุษผู้นี้จะได้พบรักกับสตรีอื่นนางก็ต้องทำใจยอมรับเช่นกัน
"พรุ่งนี้เช้าก็ปลุกองค์ชายทั้งสองเร็วสักหน่อย จะได้ไปส่งคณะจากแคว้นลี่พร้อมๆ กัน"บ่าวของนางรับคำพอดีกับที่นางถึงห้องพัก ยามนี้ก็ดึกมากแล้วพรุ่งนี้ก็มีภารกิจแต่เช้า นางเลยเลือกที่จะพักผ่อนโดยไม่รบกวนบุคคลอื่นอีก
... ... ...
คณะเดินทางของแคว้นลี่ตั้งขบวนรอตั้งแต่เช้าองค์รัชทายาทแห่งแคว้นฝูรวมทั้งไท่จือเฟย ชายารอง และองค์ชายในไท่จือเฟยต่างก็เป็นตัวแทนในการส่งขบวนเดินทางของแคว้นลี่พร้อมทั้งคนสนิทๆ และขุนนางชั้นผู้ใหญ่หลายคน รวมทั้งตระกูลเฉิน ตระกูลจ้าวและตระกูลเสิ้นที่มาร่วมส่งด้วย
"ขอบคุณเจ้ามากหากมีโอกาส ข้าอยากเชิญเจ้าไปที่แคว้นของข้าบ้าง"
"ได้สิข้ารับปาก หากมีโอกาสดีๆ ข้าจะไปเยี่ยมเยือนเจ้าแน่นอน"คำมั่นสัญญาขององค์รัชทายาทแห่งแคว้นฝูกล่าวออกมาด้วยรอยยิ้มไม่ต่างจากผู้นำคณะเดินทางจากแคว้นลี่ที่ยกยิ้มออกมาอย่างยินดีเช่นกัน
"หลานชายของลุงทั้งสองก็จงเติบโตมาดีเป็นกษัตริย์ และขุนนางที่ดีแก่ประชาชนของเจ้าเล่า"
"ขอรับข้าสัญญาว่าข้ากับน้องชายจะเติบโตมาอย่างดี และสานสัมพันธ์ของทั้งสองแคว้นต่อไป"องค์ชายใหญ่กล่าวออกมาด้วยความไร้เดียงสา เพราะยังอ่อนต่อโลกนักแต่มันก็เป็นโลกที่ผู้ใหญ่ต่างก็ใฝ่ฝัน
"อนาคตของแคว้นทั้งสองต้องฝากพวกเจ้าแล้วงั้นข้าไปก่อนนะ"
คำพูดนั้นเป็นสิ่งที่จริงใจที่สุดสำหรับองค์รัชทายาทแห่งแคว้นลี่ในฐานะว่าที่กษัตริย์และในฐานะที่ตนเองก็เป็นพ่อ ความสงบสุขระหว่างแคว้นก็ดีมิตรภาพระหว่างแคว้นก็ดีย่อมเป็นสิ่งที่จะทำให้ลูกหลานและประชาชนอยู่เป็นสุขอยู่แล้ว
ตราบใดที่ไม่มีความโลภเข้ามาเกี่ยวข้อง
โดยที่ไม่รู้เลยว่ากำลังจะมีเรื่องที่เลวร้ายเกิดขึ้น
... ... ...
ชั้นเรียนขององค์ชายใหญ่แห่งองค์รัชทายาทวันนี้มีการเรียนขี่ม้ากับท่านราชครูซึ่งเป็นราชครูเป็นขุนนางที่มาจากชายแดนซีหยางในสถานที่ที่วัฒนธรรมแห่งแคว้นทั้งสองเชื่อมโยงกัน
นอกจากองค์ชายใหญ่แล้วไท่จือเฟยและองค์ชายเล็กก็มาอยู่เฝ้าด้วยเนื่องจากวันนี้จะเป็นการขี่ม้าในที่กว้างเป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นลานหญ้ากว้างๆที่อยู่ห่างออกมาจากเมืองเล็กน้อย เงียบสงบและไร้ซึ่งผู้คน
โดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่าทหารอารักษ์ขาวันนี้น้อยลงอย่างผิดสังเกต
ในขณะที่องค์ชายใหญ่กำลังเพลิดเพลินกับการขี่ม้าอยู่นั่นเองกลุ่มคนทั้งหมดสามคนก็ลักลอบเข้ามาด้านหลังหมายจะจับตัวไท่จือเฟยและองค์ชายเล็ก
ฉึก!
เสียงของมีดสั้นที่ถูกฟันปักลงกับพื้นดินอย่างรุนแรงสาเหตุก็เพราะเงาของผู้ที่ไม่ได้รับเชิญมันทับลงบนตัวของไท่จือเฟยพอดีเมื่อคำนวนอย่างรวดเร็วแล้วก็พบว่าไม่น่าจะมีใครกล้าเข้าถึงตัวของนางกับลูกจึงคว้าเอามือของลูกชายแล้วกลิ้งตัวหลบอย่างรวดเร็ว
เพราะนางเป็นคุณหนูตระกูลไป่ที่ถูกกดขี่จึงมีทักษะการเอาตัวรอดระดับที่ไม่ธรรมดาเช่นกันจะกล่าวว่านางเหมือนคุณหนูทั่วไปไม่ได้เด็ดขาด
แต่ยังไม่ทันที่นางจะได้กล่าวอะไรผู้ชายอีกสองคนก็เข้ามาหมายจะเอาตัวนางนางจึงอุ้มลูกชายคนเล็กที่ดูท่าทางตื่นตกใจแล้วรีบวิ่งไปอย่างรวดเร็ว
... นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน เหล่าองครักษ์เล่า!
นางคิดในใจพลางมองไปรอบๆก็พบว่าเหล่าองครักษ์ที่นางคาดหวังไม่อยู่เลยสักคน องครักษ์ที่ควรจะตามมามากมายกลับไม่เห็นแม้แต่เงา
ในขณะเดียวกันองค์ชายใหญ่ที่กำลังสนุกกับการขี่ม้ากลับไม่ได้รู้ถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับมารดาและน้องชายของตนเองเลยสักนิดแต่ไม่ใช่กับราชครูที่ผ่านชีวิตมามาก
"องค์ชายมีเสียงแปลกๆ ดังมาตั้งแต่เมื่อครู่แล้ว เราย้อนกลับไปดูกันก่อนเถอะ"ราชครูผู้มีประสบการณ์เสนอแนะด้วยความกังวลเด็กชายตัวน้อยที่มีตำแหน่งตั้งแต่เกิดเองก็รับคำนั้นโดยไม่ได้คิดอะไร
เมื่อทั้งสองคนมาถึงสถานที่ที่ควรจะมีไท่จือเฟยและองค์ชายรองอยู่ก็พบว่าไม่มีใครแล้วนอกจากรอยเท้าของสตรีที่วิ่งออกไปอีกทางและรอยเท้าของบุรุษอีกสามคนที่วิ่งตามไปโดยทิ้งรอยเท้าไว้อย่างบางเบาราวกับมืออาชีพ
"เกิดเรื่องแล้วองค์ชายท่านควรจะกลับไปที่ตำหนักก่อน ส่วนข้าจะตามไท่จือเฟยและองค์ชายน้อยไป"
"ไม่!ข้าจะตามท่านแม่กับน้องชายของข้าไป!"
แม้จะอยู่ในช่วงหัดขี่ม้าแต่ด้วยใจที่เป็นห่วงมารดาและน้องชายจึงทำให้ความรุ่มร้อนของเด็กชายไม่ถึงสิบปีดีรีบร้อนแต่ราชครูคว้าตัวเด็กชายเอาไว้ได้ทัน
"องค์ชายมากับข้าจะเร็วกว่า"และเขาก็สามารถปกป้ององค์ชายได้ดีกว่าด้วย ยามนี้ไม่มีร่องรอยขององค์รักษ์อยู่สักคนคงจะเป็นพวกเดียวกับที่บุกมาทำเรื่องชั่วแน่
เสียงควบม้าดังเข้าไปในป่าต้นไม้ที่มีรอยเท้าของสตรีวิ่งเข้าไปในฐานะครูของราชวงค์ตัวของเขาย่อมมีประสบการณ์มากมาย ไม่ต่างจากแม่ทัพเฉินแม่ฝีมือจะไม่อาจเทียบ แต่ประสบการณ์ที่ผ่านมาก็มิได้สูญเปล่า
ที่น่ารังเกียจคือองครักษ์เหล่านั้นของไท่จือเฟยที่ละเลยและเปิดทางให้คนร้ายเข้าถึงดูท่าทางการลอบทำร้ายครั้งนี้จะถูกเตรียมการมาหมดแล้ว ใครกันนะที่ทำแบบนี้
เมื่อตามรอยเท้ามาไม่นานก็พบกับสตรีในชุดสูงศักดิ์ใบหน้าสวยกำลังโอบกอดลูกชายคนเล็กโดยมีชายชุดดำทั้งสามคนกำลังเดินเข้าไปพร้อมกับอาวุธครบมือบุรุษบนหลังม้าจึงรีบควบม้าไปทางนั้นอย่างแน่วแน่กีบเท้าของม้าตัวโตเต็มเหยียบลงที่หลังของหนึ่งในบุรุษชุดดำพวกนั้น
อ๊าก!
เสียงร้องของโจรชั่วดังขึ้นแต่ราชครูก็ไม่ได้หวั่นไหว แววตาของเขาหมายจะเอาชีวิตของเหล่าคนพวกนั้นให้สิ้นร่างสูงควบม้าพุ่งเข้าใส่ชายชุดดำอีกคนอย่างรวดเร็วแต่เมื่อจะหันไปพุ่งชนคนที่เหลือดาบยาวในมือของมันก็ฟันเข้าที่ขาของม้าจนม้าหนุ่มตัวใหญ่เกิดการพยศยกขาสูงจนคนบนหลังม้าตกลงมาอย่างรุนแรง
เมื่อเห็นว่าราชครูผู้นั้นเสียหลักบุรุษก็ยกดาบหมายจะสะบั้นคอของตัวเกะกะ
"อย่านะ!"เสียงของสตรีดังขึ้นพร้อมกับตัวนางที่ลุกขึ้นพุ่งไปชนที่สีข้างของบุรุษร่างใหญ่ที่ไม่ทันได้ตั้งตัวจนล้มลงทั้งคู่
"ฤทธิ์เยอะนักนะนังคนสกุลไป่!" เสียงที่เต็มไปด้วยความเคียดแค้นดังขึ้นเมื่อบุรุษคนเดียวที่น่าจะเป็นอุปสรรคยังไม่อาจตั้งหลักได้เป้าหมายจึงเป็นสตรีและเด็กชายในอ้อมแขน
... ... ...
“คุณหนู”เสี่ยวโยวเรียกเจ้านายของตนเองที่กำลังมองทอดออกไปด้านนอกอย่างไรซึ่งจุดหมายตั้งแต่นางได้เข้าไปคุยกับนายหญิงเฉินและกลับมา เจ้านายของนางก็เป็นแบบนี้ตลอดจนตัวนางและอาจิงเป็นห่วงขึ้นมาไม่น้อย
“เจ้าเคยรู้สึกว่าตัวเจ้าไร้ความสามารถบ้างหรือไม่”ใบหน้าสวยถามสาวใช้โดยไม่หันมามองดวงตาของนางช่างสงบนิ่งและลึกจนไม่อาจจะรู้ได้ว่าการที่นางถามมาเช่นนั้นกำลังรู้สึกสิ่งใด
“ข้าน่ะคิดมาเสมอว่าตนเองไม่สามารถทำอะไรได้เลย” นับตั้งแต่มาอยู่โลกใบนี้ ประโยคหลังนั้นนางพูดต่อในใจพลางหลับตาลง
...นางทั้งโง่เขลา ทั้งไร้กำลัง
ไม่รู้ว่าครั้งหนึ่งนางไปเอาความมั่นใจมากมายที่คิดว่าตัวเองจะเปลี่ยนโลกทั้งใบได้มาจากที่ใด
“คุณหนู...”
“แต่ข้าน่ะ...”จ้าวซินเยว่พูดแทรกขึ้นมาเบาๆ พลางก้มลงมองมือของตัวเอง
“ก็ไม่คิดว่าตัวเองจะไร้กำลังตลอดไปหรอกนะ”
... ... ...
ในวันนั้นหลังจากที่ถูกลอบสังหาร สิ่งที่ไป่หวางเฟยทำคือเอาตัวเองเป็นตัวล่อเพื่อจะให้ลูกชายของตนเองหนีไป โดยมีราชครูช่วยเหลือ
อู่หงถิงยังคงจำเรื่องราวในปีนั้นได้ดีการเล่าเรื่องราวให้จ้าวซินเยว่ฟังนั้น ราวกับเอาเรื่องเมื่อวานไปถ่ายทอดก็ไม่ผิด
มือบางของสตรีสูงศักดิ์วางถ้วยชาเล็กๆลง
หลังจากการลอบสังหารไม่นานก็พบร่างของสตรีที่ใส่ชุดของไท่จือเฟยและองค์ชายเล็กลอยขึ้นมาบนน้ำในลักษณะที่ไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่าศพนั้นเป็นใคร
นางเสียใจที่ต้องสูญเสียพี่สะใภ้และหลานชายตัวน้อยจนกระทั่งได้รับจดหมายจากจ้าวอันหรานที่เชิญทั้งตัวนางและพี่ชายของนางไปพบยังสถานที่ลับ
องค์ชายน้อยที่หายตัวไปอยู่กับจ้าวอันหรานเจ้าตัวเล็กยังเด็กนัก เข้ากอดร่างสูงของบิดาด้วยท่าทางดีอกดีใจก่อนที่จ้าวอันหรานจะกล่าวว่าเป็นองค์ชายใหญ่ที่นำองค์ชายเล็กที่บาดเจ็บมาส่งที่จวนพร้อมกับถ่ายทอดคำสั่งสุดท้ายในฐานะไท่จือเฟยของไป่ซุนหัว
‘ตัวนางจะหลบหนีไปที่อื่นฝากลูกชายทั้งสองไว้กับจ้าวอันหรานจงให้ทั้งสองคนเติบโตอย่างสงบในฐานะบุรุษสกุลจ้าว’
ทว่าองค์ชายใหญ่กลับเลือกเส้นทางการต่อสู้ในราชสำนักเพื่อแก้แค้นมันทุกคนที่ทำให้ครอบครัวของตนเองต้องแยกกันไปคนละทาง
“เร็วๆนี้ คนของข้าตามรอยนักฆ่าพวกนั้นเจอ แล้วพบสิ่งนี้กับตัวพวกมัน” รัชทายาทให้แม่ทัพเฉินนำเอาหลักฐานสำคัญเข้ามา
กริชของคนร้ายที่สลักตราแห่งราชวงค์แคว้นลี่
“แต่ว่า...เรื่องนี้มันไม่น่าจะ...”
“ยามนี้คนแซ่เสิ้นโหมฎีกาให้เค้นถามจากแคว้นลี่ไม่หยุดคิดว่าอีกไม่นาน คงได้เกิดสงครามเป็นแน่” เฉินหรงฟางกล่าวด้วยท่าทีไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัดส่วนอู่หงถิงก็ตบเข่าอย่างไม่พอใจนัก
“อย่างไรก็ตามน้องหญิงจ้าวข้าขอฝากบุตรชายของข้าให้เป็นบุตรของเจ้า ได้โปรด...ทำหน้าที่แทนพ่อแม่ที่ไม่เอาไหนอย่างพวกข้า”องค์รัชทายาทก้มหัวลงขอร้องท่านหญิงที่ทำท่าตกใจ
“ได้โปรดให้เขาอยู่ไกลจากศึกในราชสำนักนี้”
“ข้าสัญญาว่าจะเลี้ยงดูเขาให้ดี หากแต่เส้นทางในอนาคต โปรดให้เขาเป็นผู้เลือกเองเถิด”จ้าวอันหรานกล่าวรับปากเท่าที่ตนจะทำได้
หลังจากการพบปะในวันนั้นเด็กชายก็ถูกส่งไปที่เมืองเว่ยอย่างลับๆพร้อมกับตระกูลจ้าวรับเอาเด็กชายคนหนึ่งมาเลี้ยงดู และให้ชื่อว่า จ้าวหาน
และเป็นดังคาดแม้จะไม่เชื่อแต่ด้วยหลักฐานต่างๆ ก็ชี้ว่าแคว้นลี่อยู่เบื้องหลังการลอบสังหารไท่จือเฟยและองค์ชายน้อยจนทำให้เกิดความขัดแย้ง ภายในเวลาไม่กี่เดือนก็เกิดเป็นสงครามที่ชายแดนซีหยางความสัมพันธ์ของทั้งสองดินแดนต่างก็อยู่ในระดับที่ไม่อาจเรียกว่ามิตรได้อีกจนกระทั่งเปลี่ยนผู้ปกครองทั้งสองแคว้น
จากองค์รัชทายาทขึ้นเป็นกษัตริย์แคว้นลี่จึงรื้อฟื้นเรื่องนี้ขึ้นมาใหม่ จนในที่สุดก็พบหลักฐานการติดต่อกันระหว่างองค์ชายสามแห่งกษัตริย์คนก่อนกับขุนนางบางกลุ่มของแคว้นฝู
“เพื่อชดใช้ความสูญเสียที่ไม่อาจหาอะไรมาทดแทนถึงขั้นส่งเด็กสาวตัวเล็กๆ มาให้ข้าเชียวหรือ หึ”เสียงหัวเราะในลำคอของอดีตองค์รัชทายาทที่สูญเสียผู้หญิงที่รักและลูกชายคนเล็กไปดังขึ้นอย่างสมเพชยามนี้เขาคือกษัตริย์แห่งแคว้นฝู
...ผ่านไปกว่ายี่สิบปีแล้ว มันจะมีอะไรดีขึ้นหรือไป่ซุนหันก็ใช้ชีวิตอย่างสงบที่อารามห่างไกล ส่วนลูกชาย ก็กลายเป็นบุตรของคนอื่น
“เจ้าชื่ออะไรอายุเท่าไหร่”
“ไป๋เซียงจวิ้นเจ้าค่ะอายุสิบห้าเพคะ” เด็กสาวหน้าตาจิ้มลิ้มน่ารักแนะนำตัวอย่างไม่เกรงกลัว
“รู้หรือไม่ว่าถูกส่งมาทำไม” หนุ่มใหญ่ถามหญิงสาวตัวน้อยด้วยท่าทางกดดันแต่อีกฝ่ายกลับยกยิ้มไม่ถึงดวงตา พลางมองอย่างไม่เกรงกลัว
“เป็นหลักประกันว่าแคว้นลี่จะไม่ทำอะไรแคว้นฝูอีกข้าจึงต้องมาอยู่ที่นี่ สามปี เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจของแคว้นลี่ที่มีต่อแคว้นฝู”
“ลุงของเจ้าส่งเจ้ามาหรือ”
“ข้าเต็มใจเจ้าค่ะอย่างน้อยเพื่อชดเชยความผิดของบิดาที่มีต่อท่าน ข้าผู้เป็นลูกสาวของบุรุษไม่เอาไหนย่อมต้องรับผิดชอบ”
ท่าทางการตอบคำถามที่ฉะฉานและความไม่กลัวใครของไป๋เซียงจวิ้นทำให้โอรสสวรรค์หัวเราะออกมาอย่างพอใจ
“ข้า...”
“พอแล้วองค์หญิงงั้นระหว่างนี้ท่านอยากอยู่ที่ใดเล่า ในวังหลวงแห่งนี้มีตำหนักว่างมากมาย”
“หากไม่รบกวนจนเกินไปข้าอย่างออกไปอยู่ข้างนอกวังเจ้าค่ะ แต่ข้าสัญญาว่าจะไม่ออกจากเมืองหลวงเด็ดขาด”ไป๋เซียงจวิ้นก็คือเด็กสาวคนหนึ่งที่เติบโตมาอย่างดีในกรอบในรั่วด้วยนิสัยความตรงไปตรงมา จึงไม่แปลกใจที่จะกล้าขอออกมาด้วยสายตาเป็นประกายเช่นนั้น
“งั้นหรือได้สิ”
หลังจากนั้นไป๋เซียงจวิ้นก็ถูกส่งมายังตระกูลเฉินของแม่ทัพเฉินน้องเขยแห่งโอรสสวรรค์ตามที่นางต้องการ
#####