ท่านผู้ตรวจการฟ่านสั่งให้ทุกคนแยกย้ายไปพักผ่อนก่อนแล้วพรุ่งนี้เช้าจะได้ประชุมแบ่งงานกันอีกครั้ง ฟ่านหลี่เจี๋ยกลับมายังห้องนอนก้มลงมองท่านหญิงจีที่นอนหลับตาพริ้ม ‘ไหนนางบอกว่าหิว นี่ยังไม่ตื่นมากินอีก?’เขาเพิ่งได้สังเกตใบหน้านางอย่างละเอียดเป็นครั้งแรก
คิ้วโค้งงามสองข้างราวกับวาดไว้เปลือกตาใหญ่ขนตาหนาเป็นแพ จมูกน้อยๆ ของนางโด่งเชิด ริมฝีปากบางหยักรั้งสีผลอิงเถาเขานึกถึงยามนางสบตา ดวงตากลมโตคู่นั้นดูจริงจังและคาดคั้นจะว่านางเป็นคนซื่อก็ไม่ใช่ นอกจากวิทยายุทธ์อันร้ายกาจที่เขาเคยเห็นแล้วฟ่านหลี่เจี๋ยคิดว่านางมีความลับหลายอย่างที่เขายังไม่รู้
หน้าที่ของเขาในยามนี้คือการดูแลตนเองในฐานะของสามีที่ดีและคอยจับตามองดูว่านางคิดจะทำสิ่งใดกับเขากันแน่เบื้องหลังการแต่งงานที่ท่านฝู่กั๋วกงรู้เห็นเป็นใจคงมิใช่การชื่นชอบในตัวเขาหรือความเหมาะสมของต้นตระกูลเขาฟ่านหลี่เจี๋ยรู้สึกว่าตระกูลจีมีจุดประสงค์อื่นแฝงมาด้วย
รุ่งสางเมื่อฟ่านหลี่เจี๋ยลืมตาตื่น มองเห็นโต๊ะเก้าอี้อยู่นอกม่านมุ้งสีขาวเบาบาง‘เฮ้อ! ดีที่เมื่อคืนข้ามิได้ฝันว่ากอดนางอีก’เขานอนกอดอกหันหลังให้นางทั้งคืน แต่เมื่อจะขยับตัวกลับรู้สึกหนักอึ้ง
“อ้าว!”ท่านหญิงจีกอดรัดร่างเขาจากด้านหลัง ชายหนุ่มสะดุ้งเล็กน้อยแล้วค่อยๆแกะมือสองข้างของนางออก นางทำปากจุ๊กจิ๊กสองสามครั้งแล้วก็นอนหงายไปตอนที่เขาลุกขึ้นยืนได้ นางก็ยังไม่รู้ตัว เขาจึงห่มผ้าให้ “เจ้าขี้เซาเช่นนี้มิน่า! จึงถูกโจรอุ้มไปไม่รู้ตัว”
เขาร้องเรียกให้อี๋ลี่จือและอี๋โปหลัวเข้ามาบ่าวทั้งสองนำอ่างน้ำอุ่นและเสื้อผ้าชุดใหม่เข้ามาให้ จนกระทั่งเขาแต่งตัวเรียบร้อยจะก้าวออกจากห้อง
“ท่านพี่ท่านตื่นเร็วจริง!” น้ำเสียงงัวเงียของฮูหยินทำให้เขาหันกลับมามองนางอีกครั้ง
“ถ้าเจ้ายังง่วงอยู่ก็นอนต่อเถิดข้ามีเรื่องต้องจัดการอีกมาก” เขาสั่งแค่นั้นก็หันหลังจากไป จีลี่อิงนึกถึงเรื่องเมื่อคืนที่นางถล่มค่ายโจรเสียราบเรียบก็รีบผุดลุกขึ้นร้องเรียกปานเหมยกุ้ย
จินวั่งซู่นั่งจิบน้ำชาอยู่ในห้องโถงครั้นเห็นฮูหยินจีย่องมาแอบมองด้วยใบหน้าตื่นตระหนกก็เงยหน้าขึ้นยักคิ้วหลิ่วตาให้นางจีลี่อิงส่งสายตาดุเป็นเชิงปรามกลับไป หนุ่มเจ้าสำราญสะดุ้งเฮือกเมื่อนึกถึงประตูใหญ่หน้าค่ายและเรือนไม้ใหญ่ที่เฟิ่งหู่เล่าในตอนขาลงจากภูเขาว่านางกระโดดถีบครั้งเดียวล้มราบคาบ
ฟ่านหลี่เจี๋ยกับหัวหน้ามือปราบเสิ่นกำลังรับฟังรายงานความเสียหายของค่ายโจรทั้งสองส่วนเจ้าเมืองเฉินนั้นนั่งทำหน้าเคร่งอยู่ถัดไป
“ท่านผู้ตรวจการขอรับโจรภูเขาที่เราจับได้ทั้งหมดส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าผู้บงการเป็นใครมีเพียงสามคนเท่านั้นที่ดูเหมือนจะรู้แต่ยังไม่ยอมพูดเราอาจจะต้องใช้วิธีทรมานขั้นเด็ดขาด” มือปราบที่ควบคุมห้องขังยืนยันวิธีของตน
“ข้าว่าพวกมันอ้างว่ารู้มากกว่าไม่แน่อาจจะใส่ร้ายขุนนางในเมืองผู้ใดก็ได้เพื่อให้ตนพ้นผิดยามนี้ค่ายพวกมันก็ถูกพวกท่านถล่มไปแล้ว ให้ข้าสั่งประหารพวกเขาเลยก็แล้วกัน”เจ้าเมืองเฉินเลิกคิ้วกระตุกยิ้มมุมปาก
ฟ่านหลี่เจี๋ยสีหน้าไม่แสดงความรู้สึกใดๆหันมาเอ่ยอย่างใจเย็น “เจ้าเมืองเฉินข้ายังมิได้คุยกับนักโทษแม้สักครึ่งคำจะรีบประหารไปไหนเล่า?ไม่แน่ว่าข้าอาจจะพอพูดคุยตกลงบางอย่างกับเขาได้”
เฉินเจี้ยนหลินเม้มปาก‘ผู้ตรวจการคนนี้ภายนอกดูเงียบๆ คล้ายจะไร้พิษสงแต่จัดการยากนัก’
“ข้าก็มิได้ว่าท่านผู้ตรวจการจะจัดการมิได้เพียงแต่โจรถ่อยพวกนี้ปล้นและฆ่าพวกมันได้ไปทั้งอาวุธและทรัพย์สินของทางการและชาวบ้านซ้ำยังฉุดคร่าสตรีไปไม่น้อยในเมื่อจับตัวได้แล้วควรจะรีบประหารที่ลานกลางเมืองเพื่อให้ชาวเมืองได้เห็นและสบายใจ”
“ท่านคงไม่ลืมว่าที่โจรพวกนี้ปล้นอาวุธทางการไปได้เป็นเพราะหัวหน้ามือปราบเฉินทำงานบกพร่องหรอกนะ เรื่องนี้ข้าก็ยังมิได้ไต่สวน”
เจ้าเมืองเฉินกำหมัดแน่นทว่ากลับแสร้งยิ้มเล็กน้อย“ขอรับ”
เสิ่นเวยหลงนั่งกำกับให้เสมียนตราเขียนรายงานการเข้าทลายค่ายโจรใหญ่และค่ายรองบนภูเขาเมื่อเสร็จเรียบร้อยก็นำมายื่นให้กับใต้เท้าฟ่านได้ตรวจสอบมือปราบเสิ่นแอบกระซิบถามฟ่านหลี่เจี๋ยก่อนเข้าประชุมว่าเรือนที่พังพินาศและถูกเผาในค่ายโจรรวมทั้งศพทั้งหลายที่ตายเกลื่อนนั้นจะได้เขียนเช่นใดฟ่านหลี่เจี๋ยให้เขียนว่าเป็นผลงานของมือปราบทั้งหมด
หลังประชุมเสร็จเจ้าเมืองเฉินมีสีหน้าเคร่งเครียดกลับไปฟ่านหลี่เจี๋ยไม่อนุญาตให้เขาหรือขุนนางในเมืองเทียนคงเข้าไปยังคุกที่คุมขังโจรภูเขา
เฉินถิงฟงบุตรคนโตที่เป็นเจ้าของกิจการร้านค้าผ้าและร้านข้าวสารที่ใหญ่ที่สุดในเมืองยืนกระสับกระส่ายรอบิดาอยู่ที่จวนเมื่อเห็นชายวัยกลางคนในชุดขุนนางสีหน้าเคร่งเครียดกลับมา เขารีบถลาเข้าไป
“ท่านพ่อ ได้ความว่าอย่างไร?”
สีหน้าของเจ้าเมืองเฉินอึมครึม“ผู้ตรวจการนั่นร้ายนัก มันไม่ยอมให้พ่อลงไปในคุกเพื่อดูโจรที่คุกใต้ดิน”
“แต่เราต้องปิดปากคนพวกนั้น”
“เจ้าเรียกเสี่ยวเฟิงมาต้องให้คนของเขาไปเก็บสามคนที่เคยเห็นหน้าเจ้า”
“ท่านพ่อหมายถึง...”
“เตียวหมินกับสมุนคู่ใจของมันพวกที่เหลือข้ารู้มาว่าเป็นแค่พวกลิ่วล้อที่คอยขนของ ไม่รู้เรื่องอะไรในค่าย”
เฉินถิงฟงพยักหน้า“ข้าจะให้คนไปตามเฉินเฟิงเดี๋ยวนี้”
มือปราบเฉินก้าวนำลูกน้องกลุ่มใหญ่เข้ามาอย่างอารมณ์เสีย“ท่านพ่อ ท่านพี่ ข้ามาแล้ว”
เจ้าเมืองเฉินแทบจะร้องตวาดบุตรชายคนรองที่ชักช้า“เจ้ามัวทำอันใดอยู่ ยามนี้ตระกูลของเขาอยู่ในช่วงอันตรายแล้ว”
“ข้าวางสายสืบหาเตียวหมินแทบตายมือปราบเสิ่นจับไปก่อนเสียดายยามนี้แม้แต่พวกข้าก็ยังไม่อาจย่างกรายเข้าไปในคุกเพื่อดูนักโทษเหล่านั้นจะหาโอกาสลงมือช่างยากเย็น”
“เจ้ารู้ใช่ไหมว่าข้าต้องการให้เจ้าทำสิ่งใด?”
“ข้ารู้ดี แต่คนของข้าเองก็ไม่อาจเข้าไปในเขตหวงห้ามได้”หัวหน้ามือปราบแห่งเมืองเทียนคงสีหน้าวิตกไม่แพ้ผู้เป็นพ่อและพี่ชาย
“หากเราลงมือช้าแล้วเตียวหมินเกิดสารภาพก่อนล่ะก็แม้แต่ข้าก็ไม่อาจจะรักษาศีรษะเอาไว้ได้แล้ว!”
******************
