[31 พฤษภาคม]
ณ เขตชายแดนเมืองคีรีธาร มุ่งหน้าสู่ เมืองเขาชะอม
ตัวเลขสีแดงเข้มที่ลอยเด่นอยู่ตรงมุมสายตาของอคินขยับนับถอยหลังอย่างเงียบเชียบแต่มั่นคง
[ระยะเวลาเชื่อมต่อ: 07:59:59]
[ขณะนี้เวลา 19:00 น. ของวันที่ 31 พฤษภาคม]
มันคือนาฬิกาทรายแห่งชีวิตที่เตือนให้เขารู้ว่า 'เวลา' ของเขากำลังถูกใช้ไปอีกครั้ง
อคินขยับเกราะเบาที่ทำจากหนังอสูรให้เข้าที่
ความรู้สึกเย็นเฉียบของโลหะและกลิ่นจางๆ ของน้ำมันขัดดาบช่วยให้เขารู้สึกว่าตนเองยังมีตัวตนอยู่จริงในโลกที่พังทลายใบนี้
เขาหยุดฝีเท้าลงหน้าประตูเมืองคีรีธาร
ทหารยามในชุดเกราะเถาวัลย์เหล็กมองเขาด้วยสายตาที่ผสมปนเปกันระหว่างความเคารพและความหวาดกลัว
อคินส่งเศษกระดาษแผ่นเล็กที่เขียนข้อความสั้นๆ ให้
“ฝากส่งถึง 'ปลาเผา' ที่สำนักทะเบียนนักผจญภัยด้วย บอกเขาว่า 'อัศวินรัตติกาล' กำลังเคลื่อนพลมุ่งหน้าสู่เขาชะอมเพื่อเคลียร์ทางตามสัญญา”
ทหารยามรับข้อความมาด้วยมือที่สั่นเทาเล็กน้อย
“ระ...รับทราบครับ ท่านอคิน ขอให้เดินทางปลอดภัยครับ”
อคินเพียงแค่พยักหน้าเล็กน้อย เขาไม่เข้าใจว่าทำไมผู้คนถึงชอบอวยพรเขาด้วยแสงสว่าง
ทั้งที่ภารกิจของเขาเริ่มต้นและจบลงในความมืดเสมอ เขาหันไปหาคู่หูทั้งสอง
“ไปกันเถอะ... เวลาไม่เคยคอยเรา”
โบ้ หมาไทยหลังอานส่งเสียงคำรามต่ำในลำคอ ในขณะที่บัวลอยส่งเสียงร้องเหมียวๆ ที่ดูเหมือนจะเตือนให้เขาเร่งฝีเท้า
เส้นทางจากคีรีธารไปสู่เมืองเขาชะอมที่ใครต่อใครบอกว่าทุรกันดาร
กลับดูราบเรียบอย่างน่าฉงนในสายตาของอคิน เขากระโจนผ่านหลุมบ่อและซากปรักหักพังด้วยความเร็วที่แม้แต่ตัวเขาเองยังตกใจ
ทุกก้าวย่างของเขามันเบาหวิว ราวกับว่ากฎแรงโน้มถ่วงไม่มีผลกับเขาสักเท่าไหร่
เพียง 45 นาที เมืองเขาชะอมก็ปรากฏสู่สายตา
แนวกำแพงมหาพฤกษาขนาดมหึมาล้อมรอบโคนเขาไว้อย่างหนาแน่น
รากไม้ขนาดยักษ์พันธนาการเข้ากับศิลาผาจนกลายเป็น 'ปราการพฤกษา' ที่ดูราวกับสิ่งมีชีวิตขนาดยักษ์ที่กำลังหลับใหล
อคินมองเห็นไอพลังเวทสีเขียวจางๆ ไหลเวียนอยู่ในเปลือกไม้เหล่านั้น
มันคือเส้นแบ่งเขตระหว่างโลกแห่งระเบียบที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด กับเขตป่าเถื่อนที่เป็นของเหล่าอสูร
“ท่านอคินใช่ไหมครับ?”
ทหารยามในชุดเกราะหนักสีเทาศิลาที่หน้าด่านตรวจเมืองเขาชะอมก้าวเข้ามาหา สีหน้าของเขาเคร่งขรึมและดูเหนื่อยล้า
“ทางสำนักทะเบียนแจ้งรหัสเคลื่อนพลมาแล้ว เชิญครับ... ผมจะพาท่านไปที่พักโดยเร็วที่สุด”
เมืองเขาชะอมต่างจากคีรีธารราวกับคนละขั้ว หากคีรีธารคือเมืองที่พยายามรักษาความสวยงามของธรรมชาติไว้
เมืองเขาชะอมก็คือโรงทหารขนาดยักษ์ บ้านต้นไม้ที่นี่ถูกเสริมด้วยแผ่นหินและโลหะ
เน้นความทนทานและการป้องกันจากการถูกจู่โจมทางอากาศ บรรยากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นดินชื้นและกลิ่นเหล็ก
ทันทีที่บานประตูห้องพักไม้หนาหนักปิดลง อคินไม่ได้ใช้เวลาพักผ่อน
เขาวางเป้สัมภาระลงบนโต๊ะไม้ที่ขัดจนเงา ตรวจสอบคมดาบกระดูกอสูรเพียงไม่กี่วินาที
แววตาที่สะท้อนบนใบดาบนั้นดูนิ่งสงบจนเกือบจะเย็นชา เขาหมุนตัวเตรียมออกสู่ทางลับประตูด้านหลังเมืองทันที
“ท่านอคินครับ”
ทหารยามคนเดิมเอ่ยเตือนขณะที่อคินกำลังจะก้าวพ้นเขตปลอดภัย
“คืนนี้ป่าเงียบผิดปกติ ปกติพวกหมาป่าทมิฬหรือหมาป่าขนเงินจะออกมาล่าบ้าง แต่นี่เงียบกริบมาหลายสัปดาห์แล้ว... ผมว่ามันดู 'ผิดธรรมชาติ' ยังไงชอบกล ระวังตัวด้วยนะครับ”
อคินหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง
“ขอบคุณ... ความเงียบคือเพื่อนของฉันอยู่แล้ว”
...
[20:30 น.]
ณ เขตป่าตีนเขาบรรทัด ความมืดในป่าแห่งนี้หนาทึบเสียจนเหมือนจะกลายเป็นของเหลวที่โอบล้อมร่างกาย
อคินก้าวลึกเข้าไปในดงไม้ใหญ่ เสียงย่ำลงบนใบไม้แห้งของเขาแผ่วเบาจนแม้แต่ตัวเขาเองยังไม่ได้ยิน
เขาเดินมาเกือบครึ่งชั่วโมง แต่กลับไม่มีเสียงจิ้งหรีดหรือแมลงกลางคืนสักตัว
ความเงียบนี้ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกปลอดภัย แต่มันกลับทำให้เขารู้สึกกระวนกระวายใจอย่างประหลาด
“ทำไมมันถึงนิ่งขนาดนี้?”
อคินคิดในใจ เขาตัดสินใจทรุดตัวลงนั่งบนโขดหินขนาดใหญ่ที่มีตะไคร่น้ำจับหนาเพื่อกางแผนที่เวทมนตร์ออกมาตรวจสอบ
ครืด... ครืด...
แรงสั่นสะเทือนจางๆ ผ่านขึ้นมาจากผิวสัมผัสของโขดหิน
อคินขมวดคิ้ว เขารู้สึกถึงมวลความหนาแน่นที่ขยับตัวอยู่ใต้ร่าง
“โบ้... นายทำพื้นสะเทือนเหรอ? หรือว่านายหิวจนท้องร้อง?”
เขาหันไปมองคู่หู แต่ภาพที่เห็นทำให้เลือดในกายแทบหยุดนิ่ง โบ้ไม่ได้อยู่ใกล้เขาเลย
แต่มันกลับกระโดดถอยหลังไปไกลกว่าสามเมตร ร่างของมันย่อต่ำ
ขนบนหลังตั้งชัน ดวงตาสีแดงของมันวาวโรจน์ด้วยสัญชาตญาณสัตว์ป่า
บัวลอยเองก็กระโดดทะยานขึ้นไปบนกิ่งไม้แล้วพร้อมส่งเสียงขู่ฟ่อ
ทันใดนั้น 'โขดหิน' ที่เขานั่งอยู่ก็เหยียดตัวลุกขึ้น!
แรงเหวี่ยงมหาศาลกระชากร่างอคินให้ลอยละลิ่วไปตามแรงเหวี่ยง
ทว่าในวินาทีที่ร่างของเขาควรจะฟาดเข้ากับต้นไม้ใหญ่ อคินกลับรู้สึกถึงความมหัศจรรย์ของร่างกายตนเอง
จิตใต้สำนึกสั่งการให้เขาบิดตัวกลางอากาศ
เขาพบว่าข้อต่อและกระดูกของเขาสามารถบิดหมุนไปในองศาที่เกินขีดจำกัดมนุษย์ได้อย่างลื่นไหล
ร่างของเขาหมุนวนในอากาศราวกับนักเต้นที่ไร้น้ำหนัก ก่อนจะแลนดิ้งลงบนพื้นดินที่แฉะชื้นในท่าเตรียมพร้อมอย่างมั่นคง
เท้าของเขาสัมผัสพื้นโดยไม่มีเสียงกระแทก ไม่มีความรู้สึกสั่นสะเทือนจากข้อเท้าขึ้นสู่เข่าแม้แต่น้อย
มันคือ 'โกเลมศิลา' สิ่งมีชีวิตเทียมที่ถูกประดิษฐ์ขึ้น หรือสามารถเกิดได้เองหากผลึกเวทดูซัพพลังจอก่อตัวเป็นแกนกลางโกเลม
ขนาดของมันสูงกว่าสามเมตร ร่างกายของมันประกอบด้วยหินแกรนิตก้อนมหึมาที่ยึดเหนี่ยวกัน
ด้วยแสงพลังเวทสีฟ้าหม่นที่ไหลเวียนอยู่ตามรอยแตกราวกับเส้นเลือด
ดวงตาของมันเป็นเพียงหลุมลึกที่มีเปลวไฟวิญญาณวูบวาบจวนเจียนจะดับ แต่มันแฝงไปด้วยพลังทำลายล้างมหาศาล
ยักษ์ศิลาคำรามเสียงต่ำที่สั่นสะเทือนอากาศรอบตัวจนหน้าอกของอคินรู้สึกอึดอัด
มันเหวี่ยงหมัดหินขนาดเท่ารถยนต์พุ่งตรงมาที่เขาด้วยความเร็วที่ขัดกับขนาดตัว!
“ชิ! เจอนักล่าเนียนเข้าให้แล้วไง!”
อคินสบถออกมาเบาๆ
[คำเตือน! ตรวจพบศัตรูประเภทสิ่งชีวิตเทียม มีค่าพลังป้องกันกายภาพสูงถึง 85%...]
[อคิน นายอาจจะเหนื่อยเปล่านะ... ลองเรียกใช้สกิล 'หยิบยืมพลัง' สิโดยไม่ต้องใช่สกิล 'ทรงสิ' ถึงบัฟจะไม่ดีเท่าตอนใช้ผสานกับเข้าทรง แต่ก็ได้อาวุธมาใช้ 3 นาทีนะ]
หน้าต่างระบบสีฟ้าสว่างวาบขึ้นตรงหน้า
ข้อความที่ปรากฏขึ้นดู 'ห่วงใย' จนเกินปกติ และคำว่า "ร่างนี้" ทำให้เขาสะกิดใจ แต่ความท้าทายในวินาทีชีวิตกลับมีอำนาจมากกว่า
“ยังก่อน!”
อคินกัดฟันตอบในใจ แววตาของเขาเป็นประกายเข้ม
“ฉันอยากรู้ว่าร่างกายนี้ มันจะทนได้แค่ไหน! ได้จะประเมินคู่ต่อสู้ไปด้วยว่าจะล่าไหวไหม”
อคินวาดมือผ่านอากาศ สกิลอาชีพ 'นักบวช' ที่เขาคิดมาตลอดว่าเป็นบัฟพิเศษสำหรับอัศวินถูกเรียกใช้งาน
แสงสีทองนวลตาอาบไปทั่วร่างของเขาราวกับน้ำทิพย์ [อวยพร] ถูกร่ายออกมาเพื่อเพิ่มขีดจำกัดทางกายภาพ
เขาใช้เพียงนิ้วลูบไปตามคมดาบกระดูกอสูรเพื่อกระตุ้นสกิล [ลับคม]
พลังเวทสีขาวบริสุทธิ์เคลือบไปตามรอยหยักของดาบจนเกิดเสียงกรีดร้องราวกับโลหะที่กำลังกระหายเลือด
“บัวลอย จัดการ!”
แมวสามสีบนฟ้าสะบัดอุ้งเท้า
แสงสีม่วงดำซึ่งเป็นพลังแห่งเงาอาบลงบนดาบของอคินและคมเขี้ยวของโบ้ในทันที
เธอใช้สกิล [เคลือบอาวุธ] เพิ่มพลังทำลายธาตุความมืดเพื่อกัดกร่อนพลังเวทที่ยึดโยงก้อนหินเหล่านั้น
“บรู๊วววว!” โบ้เห่ากระโชกเรียกความสนใจด้วยสกิล [ยั่วยุ] ร่างของมันขยายใหญ่ขึ้นจนดูน่าเกรงขาม
ขนเหล็กบนหลังพองออกพร้อมเปิดใช้งาน [กำแพงเหล็กกล้า] ต้านทานแรงปะทะจากหมัดของโกเล็มที่ทุบลงมาดั่งอุกกาบาต
ตึงงงงง!
พื้นดินแตกละเอียดเป็นเสี่ยงๆ ยามหมัดหินกระทบลงบนหลังของโบ้ แรงอัดอากาศทำเอาต้นไม้รอบข้างล้มระเนระนาด
แต่โบ้กลับยืนหยัดอยู่ได้ราวกับภูผา อคินเห็นจังหวะที่แขนของเจ้ายักษ์ค้างอยู่บนพื้นดิน
เขาพุ่งทะยานเข้าไปราวกับลูกศรที่หลุดจากคันธนู
“ [ฟาดฟัน] !”
ดาบที่เคลือบด้วยพลังเงาฟาดลงบนข้อต่อไหล่ของโกเล็ม เสียงหินแตกกระจายดังสนั่น
แต่โกเล็มศิลาไร้ความรู้สึกเจ็บปวด มันเงื้อแขนอีกข้างขึ้นหมายจะบดขยี้มดปลวกที่บังอาจมาทำร้ายมัน
“อย่าหวัง!”
บัวลอยคำรามด้วยเสียงที่ก้องกังวานกว่าเสียงแมวปกติ
แสงสีดำพุ่งออกจากเงาใต้เท้าของโกเล็มเอง [เงาพันธนาการ] พุ่งเข้าพันธนาการแขนขาของเจ้ายักษ์ไว้จนมันชะงักงันกลางคัน
โบ้เห็นจังหวะจึงกระโจนเข้าใส่ [โล่กระแทก] ใช้หัวไหล่ที่หุ้มด้วยเหล็กไหลกระแทกเข้าที่หัวเข่าของมันอย่างแรง
จนยักษ์ศิลาเสียหลักทรุดลงกับพื้น
อคินไม่ปล่อยโอกาสทอง เขาดีดตัวขึ้นสูง หมุนตัวกลางอากาศ 360 องศาเพื่อเพิ่มแรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลาง
การเคลื่อนไหวที่รุนแรงขนาดนี้มนุษย์ทั่วไปควรจะกระดูกสันหลังหักไปแล้ว
แต่เขากลับรู้สึกนิ่งสงบอย่างน่าประหลาด
โลกในมุมมองของเขามันช้าลงจนเขาสามารถมองเห็นแกนพลังเวทสีฟ้าที่เต้นตุบๆ อยู่ลึกเข้าไปในทรวงอกของหินยักษ์
เขาปักดาบลงกลางอกนั้นพร้อมอัดพลังทั้งหมดลงไป!
เปรี้ยงงงง!
ร่างของโกเล็มแตกกระจายกลายเป็นกองหินไร้ชีวิต แกนพลังงานสีฟ้าหม่นร่วงหล่นลงพื้นพร้อมกับเสียงฮัมของพลังงานที่ดับลง
อคินยืนหอบหายใจหนักเบื้องหน้าซากศิลา เหงื่อเย็นๆ ไหลผ่านใบหน้า
แต่มันกลับเป็นเหงื่อที่ดู 'สะอาด' และไร้กลิ่นไคลจนน่าประหลาด
เขาหันไปมองทีมที่สะบักสะบอมเล็กน้อย อคินประสานมือเข้าหากัน แสงสีทองสว่างวาบ [ชำระล้าง] ขจัดความล้าและคราบฝุ่นออกจากบาดแผลบนร่างของคู่หู ตามด้วย [ปฐมพยาบาล] ที่สมานรอยขีดข่วนบนตัวโบ้ในพริบตา
“เอาล่ะ... ตัวแรกผ่านไป ตัวที่สองสามสี่ต้องตามมา!”
เขาก้มลงหยิบแกนพลังงานขึ้นมา แสงสีฟ้าของมันสะท้อนในดวงตาของเขา...
ดวงตาที่ลึกโหลและไม่มีแววของความเหนื่อยล้าทางชีวภาพแม้แต่น้อย
ตลอดคืนนั้น ป่าตีนเขาบรรทัดที่เคยเงียบเหงากลับเต็มไปด้วยเสียงการปะทะที่ต่อเนื่อง
อคินเริ่มสังเกตเห็นบางอย่างที่เด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ ... ทุกครั้งที่เขากระโดดลงจากที่สูงกว่าสามเมตร
เข่าของเขาไม่มีความรู้สึกสะท้าน หรือแม้แต่จังหวะที่เขาบิดตัวหลบการโจมตี
เขาสามารถทำมุมที่องศาผิดมนุษย์ได้โดยไร้ความเจ็บปวด
ไม่มีความเจ็บ... ไม่มีอาการเหนื่อยหอบที่แท้จริง... มีเพียงความรู้สึกเบาหวิวราวกับเขากำลังบังคับ 'หุ่นเชิด' ที่สมบูรณ์แบบที่สุดในโลก
“ร่างกายนี้... มันดีเกินไปหรือเปล่า?”
อคินพึมพำกับตัวเองในความมืด โดยไม่รู้เลยว่าภายใต้รูปลักษณ์บุรุษหนุ่มที่ดูแข็งแกร่ง
ร่างของเขากำลังเปล่งประกายสีเงินจางๆ ที่พร้อมจะสลายกลายเป็นละอองแสงทันทีที่ตัวเลขสีแดงบนหน้าจอระบบนับถอยหลังถึงศูนย์
[ระยะเวลาเชื่อมต่อ: 00:00:01]
[สิ้นสุดการเชื่อมต่อ]