เมื่อผมพูดจบ วิญญาณทั้งสามก็หันมามองผมพร้อมกัน
หนึ่งในวิญญาณวัยกลางคนเป็นคนแรกที่มีปฏิกิริยาเขารีบพุ่งเข้ามาหาผมด้วยความร้อนรน
“อาจารย์ได้โปรดช่วยผมด้วย! ผมไม่อยากอยู่ที่นี่อีกแล้ว!”
ไม่ทันที่เขาจะพูดจบวิญญาณวัยกลางคนอีกตนก็รีบกล่าวเสริม
“อาจารย์ได้โปรดพาเรากลับไปด้วย! ผมอยากกลับบ้าน!”
“พี่ชายได้โปรดช่วยผมด้วย! ผมคิดถึงแม่เหลือเกิน!”
ทั้งสามต่างร้องขอให้ผมช่วยเหลือพวกเขา
ผมรู้ดีว่าหากต้องการสั่งสมพรก็ต้องช่วยพวกเขาขอเพียงพวกเขาเอ่ยปาก ผมย่อมช่วยแน่นอน เพราะจะได้รับผลบุญจากพวกเขาด้วย
ผมไม่พูดพร่ำทำเพลงตอบกลับไปทันที
“ได้สิ!”
พูดจบผมเดินไปที่ประตู
ใช้มือบิดลูกบิดประตูก็เปิดออกอย่างง่ายดาย
หนึ่งในวิญญาณวัยกลางคนเห็นดังนั้นก็รีบพุ่งตัวออกไปทันที
แต่ทันทีที่เขาก้าวพ้นธรณีประตูก็เหมือนชนเข้ากับกำแพงที่มองไม่เห็น
เขาถูกแรงสะท้อนจนกระเด็นกลับเข้ามาล้มลงไปบนพื้น
เขากุมศีรษะอย่างเจ็บปวดพร้อมกับร้องโอดครวญ
ผมมองเขาอย่างใจเย็นก่อนกล่าวขึ้น “อย่าผลีผลามพวกคุณออกไปเองไม่ได้ ต้องให้ผมเป็นคนนำทางเท่านั้น
“ถ้าจับมือผมพวกคุณถึงจะออกไปได้”
ผมยื่นมือออกไป
นี่คือวิธีที่ผมได้เรียนรู้จากหวังชุ่ยขณะอยู่ที่ตึกทดลอง
วิญญาณทั้งสามมองหน้ากันก่อนจะพากันเอื้อมมาจับมือผม
ผมเดินนำพวกเขาก้าวออกจากประตูได้อย่างง่ายดาย
ครั้งนี้ไม่มีแรงต้านใดๆขวางกั้นพวกเขาอีกต่อไป
เมื่อเดินออกมาถึงหน้าประตูวิญญาณทั้งสามก็กระโดดโลดเต้นด้วยความตื่นเต้น
พวกเขาขอบคุณผมซ้ำแล้วซ้ำเล่าพร้อมกล่าวอำลา...
แต่ผมกลับเพียงแค่ยิ้มบางๆ
จู่ๆวิญญาณทั้งสามก็ชะงักไปเหมือนถูกสะกดให้หยุดเคลื่อนไหว
พวกเขาจำทุกอย่างได้ไม่ว่าจะเป็นบ้าน ครอบครัว หรือที่อยู่ของตัวเอง แต่พวกเขากลับจำทางกลับบ้านไม่ได้คล้ายกับจางเฉียงในตอนนั้น
พวกเขายืนนิ่งอย่างมึนงงพยายามคิดสุดความสามารถ แต่กลับคิดไม่ออกว่าต้องกลับไปอย่างไร
พวกเขาแม้แต่จะแยกทิศเหนือใต้ยังไม่ได้เลย
ความทรงจำเรื่องทางกลับบ้านของพวกเขาเหมือนถูกลบออกจากจิตสำนึกไปอย่างสิ้นเชิง
“อาจารย์…ผมรู้ว่าผมพักอยู่แถวนี้แต่กลับไม่รู้ว่าต้องกลับไปอย่างไร”
“พี่ชายผมจำที่อยู่ได้ แต่กลับจำไม่ได้ว่าต้องเดินทางไปยังไง”
“ผมเองก็เหมือนกันจำบ้านได้ แต่กลับไม่ถูก”
ทั้งสามต่างเผยสีหน้าหวาดหวั่น
ผมเคยเผชิญสถานการณ์แบบนี้มาก่อนเลยยังคงใจเย็นและกล่าวขึ้น
“พวกคุณเป็นวิญญาณที่ตายผิดธรรมชาติจึงแตกต่างจากวิญญาณทั่วไป อีกทั้งพวกคุณตายมาหลายเดือนแล้ว ไม่มีโคมวิญญาณหรือธงนำทางจึงหาทางกลับบ้านไม่เจอ แต่ไม่ต้องห่วงผมจะเขียนยันต์และจุดธูปนำทางให้พวกคุณ”
“เยี่ยมไปเลยอาจารย์ช่วยผมด้วยเถอะ!”
“อาจารย์ได้โปรดเถอะ ผมคิดถึงภรรยาเหลือเกิน”
“พี่ชายผมอยากกลับไปหาแม่สักครั้ง”
พวกเขาพากันอ้อนวอนราวกับจะคุกเข่าขอร้องให้ช่วย
ผมไม่รอช้าเดินไปเปิดกล่องที่ลุงอวี๋วางไว้หน้าประตู
ข้างในมียันต์กระดาษเหลือง ธูป และพู่กันจุ่มผงชาด
ผมหยิบถ้วยน้ำมาแล้วฝนหมึกลงไป จากนั้นเงยหน้ามองวิญญาณทั้งสามก่อนจะถามขึ้น
“บอกวันเดือนปีเกิดกับที่อยู่ของพวกคุณมา”
วิญญาณทั้งสามรีบพูดออกมาพร้อมกันอย่างรวดเร็ว
ปรากฏว่าวิญญาณสองตนนั้นเป็นชาวอพาร์ตเมนต์นี้ส่วนอีกตนเป็นผู้อาศัยในตึกข้างๆ
พอเห็นว่าบ้านของพวกเขาอยู่ไม่ไกลผมจึงพูดขึ้นอีกครั้ง
“บ้านของพวกคุณอยู่ใกล้กันหลังจากจุดธูปนำทางแล้ว พวกคุณจะสามารถกลับไปได้ทันที เมื่อถึงบ้านพวกคุณต้องไปยืนใกล้คนในครอบครัว ชายให้ยืนทางซ้ายหญิงให้ยืนทางขวา พวกคุณทำได้เพียงเข้าฝันพวกเขาเพื่อบอกลา จากนั้นก็กลับมา ผมจะช่วยส่งวิญญาณให้พวกคุณเอง
“แน่นอนพวกคุณเลือกที่จะไม่กลับมาก็ได้ แต่พวกคุณต้องไม่ลืมว่าการตายอย่างผิดธรรมชาติทำให้พลังอาฆาตยังตกค้างในร่าง หากถูกกระตุ้นขึ้นมา พวกคุณอาจกลายเป็นผีอาฆาตเหมือนผียายเฒ่าและอาจทำร้ายครอบครัวของตัวเอง หรือไม่ก็กลายเป็นวิญญาณเร่ร่อนไร้ที่ไป และหากวันใดต้องเผชิญกับแสงแดดแรงกล้าวิญญาณของพวกคุณก็อาจสลายไปตลอดกาล…”
ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ผมเรียนรู้มาจากอาจารย์ซ่งและตอนนี้ผมก็พูดออกไปด้วยท่าทางเคร่งขรึม
วิญญาณทั้งสามพยักหน้ารับอย่างรวดเร็วรับปากว่าจะกลับมาแน่นอน
ผมจุดธูปสามดอก ก่อนจะเผากระดาษยันต์ที่มีวันเดือนปีเกิดและที่อยู่ของพวกเขา
เปลวไฟสีเขียวลุกโชนขึ้นจากกระดาษยันต์
เมื่อแผ่นยันต์ไหม้จนหมดวิญญาณทั้งสามก็เหมือนถูกกระตุ้นบางสิ่งบางอย่างเริ่มย้อนกลับมาในความทรงจำของพวกเขา
“จำได้แล้ว!ผมรู้ทางกลับบ้านแล้ว!”
“บ้านผมอยู่ตรงตึกฝั่งตรงข้าม!ผมจะไปหาภรรยา!”
หลังจากแสดงความดีใจได้ไม่นานพวกเขาก็รีบลอยกลับไปยังทิศทางบ้านของตัวเอง
เมื่อพวกเขาจากไปผมก็เดินกลับเข้าไปในห้องอาถรรพ์อีกครั้ง
ลุงอวี๋ได้โทรศัพท์คืนมาแล้วและกำลังพิงโซฟาสูบบุหรี่
เมื่อเห็นผมเดินกลับเข้ามาเขาหัวเราะแล้วพูดขึ้น “เก่งมากเสี่ยวเจียง นายเรียนรู้วิธีส่งวิญญาณได้เร็วดีนี่”
ผมหัวเราะเบาๆ “ผมก็แค่ทำตามที่เคยเห็นหวังว่าจะได้รับพรจากการช่วยเหลือพวกเขา”
ลุงอวี๋ยื่นบุหรี่ให้ผมมวนหนึ่ง “นายนี่นะ…มีสี่มหาเคราะห์ติดตัวมาตั้งแต่เกิด แต่ก็เป็นดวงชะตาที่เหมาะกับงานนี้ที่สุด ตราบใดที่นายยังเดินเส้นทางนี้ต่อไปก็จะไม่เจ็บป่วยหรือมีเคราะห์ร้าย”
ผมเพียงยิ้มไม่ได้พูดอะไร
ดวงชะตาเป็นสิ่งที่ลึกลับและซับซ้อน แต่ในขณะเดียวกันมันก็ดูเหมือนจะมีอิทธิพลต่อชีวิตของผมเสมอ
เพราะสี่มหาเคราะห์ทำให้ผมถูกสิ่งลี้ลับรบกวนมาตลอดและก็เพราะดวงชะตานี้ ผมจึงเลือกที่จะต่อสู้กับพวกมัน
ทุกอย่างล้วนเป็นเพียงการเล่นตลกของโชคชะตา…
หลังจากนั้นผมกับลุงอวี๋ก็นั่งคุยกันสัพเพเหระบนโซฟาอยู่อีกนาน
ลุงอวี๋เล่าเรื่องเกี่ยวกับผีและสิ่งลี้ลับให้ผมฟังเพิ่มเติม
แต่เมื่อผมถามเขาว่าทำไมถึงมีปัญหากับอาจารย์ซ่ง
ลุงอวี๋ก็สูบบุหรี่เข้าลึกก่อนตอบด้วยน้ำเสียงไม่ใส่ใจ
“ไม่มีอะไรหรอกก็แค่ไอ้เวรนั่นปากหมา ลุงทนฟังไม่ไหว”
พูดถึงปากหมา อาจารย์ของผมนี่ก็ขึ้นชื่อเรื่องอารมณ์ร้อน แม้แต่ตอนตกปลายังสามารถทะเลาะกับคนอื่นได้ ดูท่าลุงอวี๋คงเคยโดนด่าจนฝังใจแน่ๆ
เห็นสีหน้าของลุงอวี๋ดูไม่ค่อยดีผมเลยไม่ซักไซ้ต่อ กลัวว่าเขาจะอารมณ์เสียไปมากกว่านี้
แต่ถึงอย่างนั้นลุงอวี๋ก็เป็นคนเปิดเผยและไม่ถือสาหาความ
หลังจากพ่นควันออกมาเขาก็พูดขึ้นอีก “เสี่ยวเจียง! ลุงกับอาจารย์ของนายมีเรื่องขัดแย้งกันเล็กน้อยแต่ไม่มีอะไรใหญ่โต ถ้านายมีปัญหาอะไรก็บอกลุงได้ หรือถ้าไอ้เวรนั่นมันหาเรื่องนายก็บอกลุงเลยลุงอาจไม่เก่งเท่ามัน แต่ลุงมีวิธีจัดการมัน”
คำพูดนี้ทำเอาผมไม่รู้จะตอบอะไร ได้แต่พยักหน้ารับและเปลี่ยนเรื่อง
“ลุงอวี๋พูดถึงเรื่องนั้นแล้ว…เหรียญที่ผมให้ไปเมื่อคราวก่อน ลุงยังพกไว้อยู่ไหม”
ก่อนหน้านี้อาจารย์เคยบอกว่าอยากดูเหรียญที่เสี่ยวอวี่อมไว้ในปาก แต่เหรียญนั้นอยู่กับลุงอวี๋
เมื่อลุงอวี๋ได้ยินผมถามถึงเหรียญจึงล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ
“อยู่กับลุงนี่แหละมันกลายเป็นสีดำสนิทไปแล้ว แต่ทำไมต้องเป็นเหรียญปีหนึ่งแปดลุงก็ไม่รู้เหมือนกัน…”
พูดจบเขาก็หยิบเหรียญออกมา
เหรียญสีเงินที่เคยสว่างสดใสตอนนี้ดำสนิทเหมือนถูกไฟเผา
ผมไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับ‘เหรียญนำวิญญาณ’ มากนัก รู้แค่ว่ามันเป็นเพียงสื่อกลางในการ ‘ซื้อชีวิต’ ‘ทวงหนี้’ หรือ ‘เสริมโชคชะตา’
ปกติแล้ววิญญาณจะเป็นผู้มอบพลังให้เหรียญเหล่านี้เพื่อใช้ทำสิ่งต่างๆไม่ว่าจะให้คุณหรือให้โทษ เช่นเดียวกับเสี่ยวอวี่ที่ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ใช้ ‘เหรียญนำโชค’เพื่อยืดอายุให้ผม
แต่ทำไมเสี่ยวอวี่ถึงเลือกใช้เหรียญจากปีที่กำหนดตลอดมาผมก็ไม่รู้เหตุผล ทำได้เพียงนำเหรียญนี้กลับไปให้อาจารย์ตรวจดู
บางทีเขาอาจจะค้นพบอะไรบางอย่าง
หรือบางทีเขาอาจจะรู้ว่าเสี่ยวอวี่กำลังเจอกับปัญหาอะไร…