ตอนที่ 170 แค่คนที่หลงเข้ามา
เคิร์ตเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ชอบเล่นเป็นโจรมากเขามักจะออกปล้นเพียงคนเดียวเสมอ คติประจำใจของเขาคือ ปล้นแต่ของ ไม่ฆ่าคนเพราะเขาคิดว่าการเป็นโจรที่ดีก็ต้องมีเอกลักษณ์ของตนเอง
ในเจ็ดวันก่อนเคิร์ตได้วางแผนแอบเข้ามากับผู้เล่นกลุ่มหนึ่งและลอบเข้ามาในกองกำลังของกิลด์ส่วนเหตุผลที่เขาทำแบบนั้นก็เพื่อเข้าไปขโมยของสิ่งหนึ่งที่ได้รับมาจากสายข่าวลับที่ไม่ลับอย่างพิราบขาว ที่จริงเขาซื้อข่าวนี้มาอย่างเงียบ ๆ และวางแผนมาสักพักแล้ว
และแผนของเขานั้นก็สำเร็จ เขาแอบเข้าไปในสถานที่เก็บสมบัติของพวกนั้นได้และขโมยของมีค่าสิ่งหนึ่งออกมาได้สำเร็จแต่ความซวยก็เกิดขึ้น เพราะหลังจากขโมยของสำคัญของพวกกิลด์ใหญ่ ๆ ได้แล้วเขาดันพลาดไปอยู่ในจุดที่ไม่ควรอยู่ ทำให้ตอนนี้ถูกต้อนมาพร้อมกับผู้เล่นจำนวนมากเมื่อไม่มีทางเลือกจึงได้แต่เล่นตามน้ำไป
เมื่อรู้ตัวอีกทีเคิร์ตก็มายืนอยู่ในสนามรบแล้ว
ในสมองของเคิร์ตกำลังคิดหาทางหนีไปจากตรงนี้เขาไม่ยินดีที่จะเอาหนึ่งในชีวิตที่มีค่าของไอดีนี้มาทิ้งเพียงเพราะการต่อสู้ไร้สาระที่ป้อมปราการนี้เขาต้องหนีออกไปจากที่นี่และนำถ้วยรางวัลในการปล้นครั้งนี้ออกไปให้ได้
แต่ก่อนจะได้ทำอะไรสงครามก็เริ่มขึ้นแล้วผู้เล่นต่างพากันวิ่งเข้าหาป้อมปราการซึ่งเคิร์ตก็ต้องวิ่งตามไปเพราะถ้าเขาเกิดวิ่งไปคนละทางจะโดนทหารที่ตามหลังมาสังหารทันที
ในตอนนั้นก็มีหอกยิงมาจากป้อมกำแพงซึ่งเขาไม่มีทางเลือกมันว่าศรอย่างแน่นอน เนื่องจากมันใหญ่มากในความคิดของเขาหอกยิงกระทบกับพื้นที่ซึ่งห่างจากเขาไปไม่เกิน 20 เมตรเท่านั้นก่อนจะระเบิดเปลวเพลิงเผาไปพื้นที่นั้นจนหมด
ทำเอาเคิร์ตล้มลงก้นกระแทกพื้นเขายกมือกันหน้าไว้เพราะคลื่นความร้อนจากเปลวเพลิงหลังคลื่นความร้อนเบาลงเคิร์ตก็มองไปยังจุดนั้นด้วยสีหน้าซีดขาวจากความตกใจพื้นที่ตรงหน้าโดนเผาไม่มีชิ้นดี ถ้าเกิดเขาขยับไปอีกสักสิบยี่สิบเมตรคงตายไปด้วยและของที่ขโมยมาก็จะถูกทิ้งไว้ การทำงานหลายวันของเขาก็จะเสียเปล่า
“ข้าต้องหาที่หลบอย่างน้อยก็ต้องไม่วิ่งเข้าไปตายต่อ”เขากวาดตามองไปรอบสนามรบ มันแทบไม่มีพื้นที่ตรงไหนให้หลบได้เลยแม้แต่น้อยแต่นั่นมันในความคิดคนอื่น
ในฐานะที่เขาอยากเป็นจอมโจรชื่อดัง เคิร์ตได้ฝึกการหลบซ่อนในสถานที่ต่างๆ มามากและเขาก็เจอพื้นที่หนึ่งน่าสนใจและมั่นใจว่ามันพอจะให้ซ่อนจนจบสงครามได้แน่นอน
นั้นก็คือบริเวณโคลนจากน้ำขังในพื้นที่กว้าง ซึ่งมันโดนเหยียบย่ำจนเละจากเท้าของผู้เล่นและทหารนอกจากนั้นก็มีศพกระจายอยู่ทั่ว ซึ่งเป็นศพที่โดนยิงจากลูกศรตาย
ส่วนใหญ่จะเป็นศพทหารและมีศพผู้เล่นอยู่บ้างผู้เล่นพวกนี้ที่ตายส่วนใหญ่ไม่ใช่สมาชิกกิลด์แต่เป็นผู้เล่นเดี๋ยวที่เข้ารวมเพราะเงินในภายหลัง ซึ่งไอดีพวกเขาก็ตายครบสามครั้งแล้ว
เคิร์ตไม่รอช้าวิ่งเข้าหาก่อนจะทิ้งตัวลงในจังหวะที่เกิดเสียงระเบิดจากหอกเพลิงที่ยิงมากระแทกกับพื้นซึ่งหลังหมอบลงไปแล้ว เขาก็รีบกลิ้งตัวไปกับโคลนและเลือดก่อนจะขยับตัวไปแอบข้างศพผู้เล่นและดึงศพผู้เล่นอีกศพหนึ่งเขามาทับตัวเอง
แต่ไม่แค่นั้นด้วยความเป็นมืออาชีพเคิร์ตรีบโกยเอาดินโคลนกลบฝังตัวเองเท่าที่จะทำได้ทำให้เหมือนตรงนี้มีศพอยู่สองเท่านั้นถ้าไม่สังเกตดี ๆแทบจะมองไม่เห็นเคิร์ตที่นอนอยู่ใต้ศพ
เคิร์ตยังเหลือพื้นที่ไว้ให้มองดูสถานการณ์รอบ ๆ ได้เขาเห็นผู้เล่นกลายเป็นลูกไฟลอยหายไปบนท้องฟ้าต่อเนื่อง ซึ่งทำเอาเขาหวั่นใจกับภาพนี้พอสมควรแต่ที่ทำเอาเขากลัวจริง ๆ นั้นคือ อยู่ ๆ กำแพงของป้อมปราการก็มีช่องเปิดออกซึ่งต่อมามีของเหลวสีดำไหลออกมาตกใส่ผู้เล่นและทหารฝ่ายนครแสงเทวาด้านนอกกำแพง
ในใจของเคิร์ตนั้นเขารู้สึกเหมือนกำแพงเหล็กกำลังหลังโลหิตออกมา
แต่ต่อมาก็มีทหารฝ่ายนครดาราฟ้าที่ยิงศรเพลิงลงมาตามจุดต่าง ๆบ้างก็ปาคบเพลิงลงไปด้านล่างก่อนที่เปลวไฟโลกันตร์จะลุกไหม้เผาตามพื้นด้านล่างของกำแพงมีเสียงของผู้เล่นร้องโหยหวนออกมาเป็นระยะพร้อมกับลูกไฟที่พุ่งขึ้นฟ้าไปมากขึ้นและเร็วกว่าก่อนหน้านี้หลายสิบเท่าทำให้เห็นว่าจำนวนผู้เล่นที่ตายไปนั้นมากกว่าที่ผ่านมารวมกัน
“บ้า...บ้าไปแล้ว” ปากของเคิร์ตสั่นเทา เมื่อเห็นภาพตรงหน้าโชคดีที่เราหลบตรงนี้และแกล้งนอนตายไม่อย่างนั้นเราคงตายไปและการทำงานหนักหลายวันที่ผ่านมาคงเป็นไร้ค่าทันที
เขาเลื่อนมือไปจับกล่องเล็ก ๆ ที่ซุกซ่อนอยู่ตรงหน้าอกด้วยความหวงแหน
การต่อสู้ยังไม่จบ เพราะหลังจากป้อมปราการใช้มันเพลิงจุดไฟทั่วทั้งกำแพงกั้นไม่ให้ทหารศัตรูบุกฝ่าเข้ามาบนกำแพงได้อีกแต่ก็ยังมีบางส่วนที่ปีนขึ้นมาและหนีพ้นระยะของเปลวเพลิงซึ่งทำให้พวกเขาไม่มีทางเลือกนอกจากต้องขึ้นไปด้านบนต่อเท่านั้น
ผู้เล่นไม่คิดมาก ตอนนี้มันเกินกว่าที่จะหันกลับพวกเขาจึงเลือกจะสู้จนกว่าจะตายและสนุกกับเกมนี้ให้ได้มากที่สุดส่วนที่เหลือของฝ่ายนครแสงเทวาที่ไม่ตายและก็ขึ้นไปบนกำแพงไม่ได้อีกเพราะมีเพลิงขวางกั้นอยู่ในตอนนั้นก็มีสัญญาณดังขึ้นไปทั่วทั้งสนามรบเป็นการบอกให้พวกเขาถอยได้
ผู้เล่นที่พึ่งฟื้นคืนชีพมาและได้ยินเสียงสัญญาณถอยพวกเขาก็พอกันถอยกลับไปด้วยเช่นกัน
เคิร์ตที่เห็นก็ลังเลอยู่สักพักว่าจะตามถอยกลับไปด้วยหรือไม่แต่สุดท้ายเขาก็ไม่ตามไปเพราะในตอนนี้หลังจากสงครามวันนี้จบลงเขาจะหาโอกาสหนีออกไปได้ง่ายกว่าการกลับไปที่ค่ายกิลด์พวกนั้นเขาไม่จำเป็นต้องกลับไปและอาจจะโดนจับได้ว่ามีของหายไปตอนนั้นคงยากที่จะออกจากค่ายของพวกผู้เล่นเหล่านั้นแล้ว
...
ด้านบนริมขอบกำแพงกายกำลังห้ำหั่นกับผู้เล่นฝ่ายศัตรูที่ปีนขึ้นมาด้านบนอย่างบ้าคลั่งเพราะพวกผู้เล่นรู้ว่าไม่มีที่ให้ถอยจึงไม่มีอะไรจะเสียและสู้ตายนั้นยิ่งทำให้พวกเขาอันตรายมากขึ้น เหมือนดังคำที่ว่า ‘หมาจนตรอก’
ถึงอย่างนั้นกายก็ไม่ได้เสียเปรียบ ตอนนี้เขาคือนักรบฝึกหัดขั้น 3การรับมือกับผู้เล่นระดับ 2 หลายคนได้อย่างไม่มีปัญหาแต่ที่ต้องระวังคือพวกทหารจริง ๆ ของนครแสงเทวาที่แอบแฝงตัวเข้ามาและคอยโจมตีพวกเขา
“บ้าเอ๊ย...แค่โจมตีหยั่งเชิงพวกมันก็ทุ่มกำลังคนขนาดนี้แล้วดูท่าแล้วพวกนั้นคงได้กำไลจากสงครามเยอะน่าดู” กายพึมพำออกมาขณะที่ทุบกะโหลกผู้เล่นคนหนึ่ง
ขณะเดียวกันสงครามหยั่งเชิงครั้งแรกก็กำลังจะจบลงเมื่อจำนวนของทหารและผู้เล่นฝ่ายศัตรูที่ไม่อาจจะเข้ามาเติมเต็มจำนวนได้เพราะเส้นทางพวกเขาตัดขาดจากเพลิงนรกที่ด้านล่างกำแพงแล้ว
“ตั้งโล่” ในตอนนั้นเองเสียงของหัวหน้ากองพลเกลก็ดังขึ้นพวกทหารที่ถือโล่อยู่ต่างก็ยึดแนวสร้างเป็นกำแพงโล่บนกำแพงเหล็กเมื่อเห็นว่าทหารฝ่ายตนตั้งแนวกำแพงโล่แล้ว หัวหน้ากองพลเกลก็สั่งการต่อทันที“แทง!!!”
“โอ้วววว แทง!!!” ทหารทั้งหมดก็ร้องคำรามออกมา รวมทั้งกายมีอาและลิลี่ด้วย เขาเองก็ร้องตะโกนเช่นกัน
ก่อนที่ทหารโล่จะบิดตัวเปิดช่อง ทหารที่ถือดาบ หอกและอาวุธแทบจะทุกอย่างต่างก็ทั้งแทงฟันและโจมตีใส่ผู้เล่นและทหารฝ่ายนครแสงเทวาที่อยู่บนกำแพงอย่างเป็นจังหวะซึ่งพอโจมตีออกไปแล้วไม่สนใจว่าจะโดนหรือไม่ พวกเขาจะถอยกลับหลังโล่และพลโล่จะปิดโล่กลับมาเป็นแนวกำแพงโล่จากนั้นก็ฉวยโอกาสตอนที่ศัตรูถอยหนีการโจมตีก้าวเท้าไปข้างหน้าและยึดพื้นที่บนกำแพงอย่างรวดเร็ว
ส่งผลให้ผู้เล่นฝ่ายนครแสงเทวาและทหารต่างก็ถูกผลักถอยไปริมขอบกำแพงเรื่อยๆ และอีกไม่มีนานพวกเขาก็จะไม่มีที่ให้ยืนทั้งยังไม่สามารถตอบโต้แบบพลีชีพลากคนตายตามไปด้วยได้ซึ่งสิ่งที่รอหลังจากถูกผลักจนตกกำแพงคือเปลวไฟที่ลุกไหม้อยู่ด้านล่างของกำแพง
“พวกเราทำได้แค่นี้”
“บ้าเอ๊ย! ทหารพวกนี้มันไม่โง่มาสู้กับเราตัวต่อตัว”
“อย่าพูดมาก! เจ้าสู้ตัวต่อตัวคงตายไปนานแล้วเร็วพวกเรารีบจับกลับกันและฆ่าทหารให้ได้มากที่สุดอย่างน้อยการต่อสู้ครั้งหน้าจะง่ายขึ้นมาก”
“สู้เพื่อโบนัส!”
“สู้เพื่อโบนัส!!!”
…
ผ่านไปอีกครึ่งชั่วโมงเต็ม ในที่สุดผู้เล่นฝ่ายนครแสงเทวาคนสุดท้ายที่ยืนอยู่บนกำแพงก็ถูกถีบลงกำแพงตกไปตายในกองไฟทำให้เป็นการจบการต่อสู้ครั้งนี้ลงได้
ลิลี่ที่แม้จะมีกำลังมากแต่ก็อดทิ้งโล่เหล็กในมือและนั่งลงอย่างหมดแรงไม่ได้ เธอหอบหายใจสักพักก่อนจะเช็ดเลือดจากหน้าและกล่าวด้วยน้ำเสียงเหนื่อย ๆ “ในที่สุดก็จบ”
“ยังหรอก นี่แค่การโจมตีรอบแรกเพื่อประเมินพลังรบเราไปในตัวอีกอย่างพวกศัตรูส่วนใหญ่เป็นแค่มนุษย์ไฟเท่านั้น”มีอาเดินเข้ามาหยุดยืนเบื้องหน้าลิลี่ ก่อนจะสะบัดดาบเอาเลือดออกและเก็บดาบเข้าที่
“ข้ายังแค่เด็กแท้ ๆ ” ลิลี่ทำปากมุ่ยก่อนจะยื่นมือมาให้มีอาช่วยดึงตัวเธอขึ้น มีอายื่นมือไปจับก่อนจะฉุดตัวลิลี่ขึ้นมาซึ่งเธอแทบไม่ต้องออกแรงเนื่องจากลิลี่ตัวเล็ก
ด้านเดียวกันกายยกค้อนสั่นสะเทือนที่ชุ่มไปด้วยเลือดและเศษเนื้อออกจากพื้นบนกำแพงก่อนจะเดินไปสำรวจรอบ ๆ เขาสนใจพวกของจากมนุษย์ไฟเป็นหลักเพราะในตามกฎแล้วผู้เล่นพวกนี้ไม่นับรวมในทหารทั่วไปอย่างเป็นทางการทำให้เมื่อหาอะไรเจอก็เก็บไปได้เลย
ต่างจากทหารจริง ๆ ไม่ว่าจะฝ่ายนครแสงเทวาหรือนครดาราฟ้าของที่เก็บมาได้คือสินสงครามจะถูกกองทัพเก็บต้อน โดยเฉพาะทหารฝ่ายพวกเขาทุกคนแทบจะไม่ขโมยของจากศพแต่จะส่งคืนกองทัพและนำศพกลับไปส่งคืนบ้านเกิด