Evolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว

    เล่มที่ 5 บทที่ 131 ล่าสังหาร

            “การล่าสังหารกลายเป็นเรื่องจำเป็นไปเสียแล้ว”

            แววตาของอวี๋จื่ออวี๋ส่องประกายแสงลึกลับออกมาเขาเงยหน้าขึ้นและมองไปที่ไกลออกไป

            หากพูดถึงเมื่อก่อนอวี๋จื่ออวี๋ยังมีความลังเลอยู่บ้าง แต่ในตอนนี้มันได้กลายเป็นความจำเป็นอย่างยิ่ง

            เขาไม่อยากตายและยิ่งไม่อยากกลายเป็นสมบัติล้ำค่าแห่งฟ้าดินในสายตาของพวกมนุษย์หรือแม้แต่สัตว์ป่ากลายพันธุ์

            เพราะงั้นเขาจึงต้องแข็งแกร่งขึ้นแข็งแกร่งจนทุกคนต้องสิ้นหวัง แข็งแกร่งจนทุกคนต้องแหงนหน้ามอง

            ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่รังเกียจที่จะเหยียบย่ำศพและกองกระดูกของผู้คนนับไม่ถ้วนเพื่อปีนป่ายขึ้นสู่ที่สูงทีละก้าว ทีละก้าว

            กล่าวอีกนัยหนึ่งการเสียสละเพียงชั่วคราวเป็นสิ่งจำเป็น!

            “ฮู่ว...”

            อวี๋จื่ออวี๋ถอนหายใจยาวในใจของเขามีแผนการไว้แล้ว

            เขาเงยหน้าขึ้นสายตาจ้องมองตรงไปยังทะเลสาบที่อยู่ห่างออกไปสิบกิโลเมตร

            สิ่งมีชีวิตตรงนั้นดูเหมือนจะรับรู้ถึงสายตาของอวี๋จื่ออวี๋

            “โฮก...”

            เสียงคำรามน่าหวาดหวั่นดังขึ้นม่านหมอกสั่นสะเทือน

            จากนั้นทะเลสาบก็เกิดระลอกคลื่นแผ่ขยายกว้างขึ้นเรื่อยๆจนกระทั่งศีรษะที่ดูดุร้ายโผล่พ้นน้ำขึ้นมา

            “ท่าน... เทพต้นไม้...”

            จระเข้จักรพรรดิคำรามต่ำๆมันมองไปยังต้นไม้เทพที่มีแรงกดดันน่าสะพรึงกลัวมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยความเคารพ

            “ข้าอยากรู้สถานการณ์ของแม่น้ำสายใหญ่”

            “ขอรับ”

            จระเข้จักรพรรดิพยักหน้าและตอบตามจริงว่า

            “ในแม่น้ำสายใหญ่มีอันตรายที่ไม่อาจหยั่งรู้ได้แม้แต่ข้าในตอนนั้นที่พลังมหาศาลก็ยังไม่กล้าอยู่ที่ใดที่หนึ่งนานๆกลิ่นอายที่แข็งแกร่งมีอยู่ทุกหนทุกแห่งโดยเฉพาะบางสถานที่ที่มีกลิ่นอายไม่ด้อยไปกว่าระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่หนึ่งหากข้าเดาไม่ผิด น้ำในแม่น้ำสายใหญ่ก็น่าจะมีพลังในการปิดกั้นความผันผวนของพลังวิญญาณได้ไม่อย่างนั้นพวกมันไม่มีทางเลี่ยงการถูกมนุษย์ตรวจจับได้เช่นนี้”

            “และนี่คือเหตุผลที่ข้าต้องเลือกปีนขึ้นริมฝั่งจนกระทั่งพบดอกไม้วิญญาณในหุบเขาแห่งหนึ่ง”

            เมื่อได้ฟังคำบอกเล่าของจระเข้จักรพรรดิแววตาของอวี๋จื่ออวี๋ก็หรี่ลงเล็กน้อย

            ในแม่น้ำสายใหญ่มีสิ่งมีชีวิตระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่หนึ่งอยู่อวี๋จื่ออวี๋ไม่แปลกใจเลย

            แม้ว่าจู่ๆจะมีระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่สองโผล่มา เขาก็คงไม่ได้แปลกใจมากนัก

            ท้ายที่สุดแล้วแม่น้ำสายใหญ่แห่งนี้ก็ไหลข้ามสองมหาสมุทรและตัดผ่านแผ่นดินใหญ่ทั้งหมดถือเป็นดินแดนที่กว้างใหญ่ไพศาลอย่างแท้จริง

            แต่แล้วยังไงล่ะ

            ด้วยพลังของเขาในตอนนี้อย่าว่าแต่สหพันธรัฐเลย อวี๋จื่ออวี๋เชื่อว่าแม้แต่ในโลกทั้งใบเขาก็ยังติดอันดับหนึ่งในสิบหรืออาจจะติดหนึ่งในสามสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติที่เป็นตัวอันตรายด้วยซ้ำ

            และเหตุผลที่ไม่กล้ารับประกันว่าเป็นอันดับหนึ่ง

            นั่นเพียงเพราะอวี๋จื่ออวี๋กังวลว่าจะมีสัตว์ป่ากลายพันธุ์บางตัวได้รับโชคที่ยิ่งใหญ่หรือมีพรสวรรค์ที่น่าทึ่งกว่า

            แม้ว่าแต้มวิวัฒนาการที่เป็นสูตรโกงของอวี๋จื่ออวี๋จะน่าสะพรึงกลัวแต่ใครจะรับประกันได้ว่าสัตว์ป่ากลายพันธุ์ตัวอื่นจะไม่มีโชคที่ยิ่งใหญ่กว่าเขา

            เช่นเดียวกับเขตมรณะบางแห่งที่ปรากฏออกมาแล้วเช่น สามเหลี่ยมเบอร์มิวดาหรือ หลุมยุบใต้ทะเล

            หากเขตมรณะที่เต็มไปด้วยความลับเหล่านี้มีสิ่งมีชีวิตระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่สองที่ทัดเทียมกับเขาโผล่ออกมาอวี๋จื่ออวี๋ก็คงไม่แปลกใจนัก

            แน่นอนว่าระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่สามนั้นไม่น่าจะเป็นไปได้

            ระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่สาม...คือการสะสมในเชิงปริมาณและการเปลี่ยนแปลงในเชิงคุณภาพของพลังแค่พลังวิญญาณเพียงอย่างเดียวก็ต้องนับเป็นหลักล้าน

            การสะสมพลังอันมหาศาลเช่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่สามารถทำได้ภายในเวลาเพียงครึ่งปี

            หากมีตัวที่ระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่สามถือกำเนิดขึ้นอวี๋จื่ออวี๋เชื่อว่าโครงสร้างของโลกจะต้องเปลี่ยนแปลงไปอย่างแน่นอน

            นอกจากนี้ ยังมีสิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือแม้ว่าสัตว์ป่ากลายพันธุ์บางตัวจะแข็งแกร่งกว่าอวี๋จื่ออวี๋เพราะการวิวัฒนาการแต่ก็ไม่มีทางที่รากฐานจะมั่นคงเท่าอวี๋จื่ออวี๋

            กล่าวอีกนัยหนึ่งสัตว์ป่ากลายพันธุ์ที่แข็งแกร่งกว่าอวี๋จื่ออวี๋ได้ในช่วงเวลานี้ย่อมต้องละทิ้งรากฐาน และอนาคตของพวกมันก็จะหยุดอยู่เพียงเท่านี้

            .....

            “พลังวิญญาณของข้าในตอนนี้อยู่ระหว่างสี่แสนถึงห้าแสนหน่วยประกอบกับร่างหลักที่เป็นต้นหลิวพลังของข้าเพียงพอที่จะอยู่บนจุดสูงสุดของระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่สองอย่างมั่นคง”

            นี่เป็นเพียงคำถ่อมตนของอวี๋จื่ออวี๋เท่านั้นหากเป็นการต่อสู้ระยะประชิดด้วยวิธีการต่างๆต่อให้บอกว่าเป็นระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่สองสูงสุด คนทั่วไปก็คงไม่แปลกใจ

            “นั่นหมายความว่า ณ จุดนี้หากข้าขยายระบบรากแก้วออกไปทางแม่น้ำสายใหญ่สิ่งที่รออยู่ก็คือการเก็บเกี่ยวอย่างแท้จริง...”

            ในขณะที่พึมพำแววตาของอวี๋จื่ออวี๋ก็ฉายแววครุ่นคิด

            ด้วยพลังของเขาในตอนนี้การเก็บเกี่ยวไม่น่าจะเป็นปัญหา และเพียงพอที่จะสะสมแต้มวิวัฒนาการได้ในเวลาสั้นๆ

            และตอนนี้ ปัญหาเดียวคือ...

            เขามองจากมุมสูงไปยังแม่น้ำสายใหญ่ที่อยู่ห่างไกลจากขุนเขาแห่งหมอกมากแล้วกิ่งก้านก็สั่นไหวเล็กน้อย

            อย่างน้อยก็เป็นระยะทางเท่ากับขุนเขาแห่งหมอกสองลูกและต้องข้ามภูเขาสูงใหญ่ลูกหนึ่งด้วย

            อืม...

            ในใจรู้สึกเหมือนมีประโยคสบถนับหมื่นวิ่งพล่านจนพูดไม่ออกอวี๋จื่ออวี๋ก็รู้ว่ามีเรื่องยุ่งยากเข้าให้แล้ว

            ด้วยระยะทางขนาดนี้ต่อให้รากฝอยของเขาสามารถยืดออกไปเรื่อยๆ ก็ยังไปไม่ถึง

            หากสามารถเข้าถึงได้คาดว่าเขาคงจะอยู่ไม่ไกลจากระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่สามแล้ว

            “เฮ้อ...”

            อวี๋จื่ออวี๋ถอนหายใจและกดความคิดนี้ลงไปเขายังคงตัดสินใจที่จะค่อยๆ ทำไปทีละขั้น

            เมื่อคิดได้ดังนั้นเขาก็ส่งเสียงผ่านม่านหมอกไปยังหูของจระเข้จักรพรรดิว่า

            “จระเข้จักรพรรดิ เตรียมตัวให้พร้อมข้าจะขยายม่านหมอกไปทางแม่น้ำสายใหญ่ ถึงตอนนั้น ที่ใดที่ม่านหมอกปกคลุมที่นั่นก็จะเป็นอาณาเขตของเรา”

            “รับทราบขอรับ ท่านเทพต้นไม้”

            จระเข้จักรพรรดิเปล่งเสียงตอบเบาๆตอนนี้เขาเข้าใจแล้ว

            “พื้นที่เทียบเท่าขุนเขาแห่งหมอกสองลูกน่าจะมีสัตว์ป่ากลายพันธุ์ไม่น้อยเลยสินะ”

            อวี๋จื่ออวี๋ยิ้ม เขามองไปทางแม่น้ำสายใหญ่มุมปากค่อยๆ ยกขึ้นเผยรอยยิ้มที่โหดเหี้ยม

            แม้เขาจะมีความเมตตาแต่นั่นก็เป็นความเมตตาที่ให้เฉพาะกับพรรคพวกเท่านั้น

            ส่วนกลุ่มอื่น หรือแม้แต่ศัตรูเขาไม่เคยลังเลที่จะแสดงความ ‘โหดเหี้ยม’ ของเขาเลย

            .....

            เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วชั่วพริบตาเดียวก็ถึงยามดึกสงัด

            ในขณะนั้นเองอวี๋จื่ออวี๋รู้สึกถึงความเคลื่อนไหวบางอย่าง เขาจึงค่อยๆ ลืมตาขึ้น

            เมื่อมองขึ้นไปเขาเห็นไอหมอกสีแดงสายหนึ่งพวยพุ่งขึ้นจากพื้นดินไม่ไกล หมุนวนและบินร่อนก่อนที่ร่างของชิงเอ๋อร์ก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้นมา

            “นายท่าน...”

            เสียงที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจบ่งบอกถึงความตื่นเต้นในใจที่ไม่อาจเก็บงำได้

            ชิงเอ๋อร์ก้าวเท้าหนึ่งพุ่งตรงเข้ามาหาอวี๋จื่ออวี๋

            ชั่วครู่ก่อนที่อวี๋จื่ออวี๋จะทันได้ตอบสนองชิงเอ๋อร์ก็โอบแขนกอดลำต้นที่หนาใหญ่ของอวี๋จื่ออวี๋ไว้แน่น

            “ชิงเอ๋อร์...”

            อวี๋จื่ออวี๋หัวเราะเบาๆและใช้กิ่งไม้ลูบไล้เส้นผมของหญิงสาวคนนี้เบาๆ

            ทว่าไม่รู้ว่าเป็นเพราะความรู้สึกไปเองหรือไม่อวี๋จื่ออวี๋กลับรู้สึกถึงสัมผัสที่ชัดเจนขึ้น

            ใช่ สัมผัส

            ชิงเอ๋อร์ในอดีตนั้นแม้จะดูเป็นรูปเป็นร่างเพียงใด เธอก็ยังคงเป็นภาพมายา

            แต่ตอนนี้... ในใจเขาเกิดความสงสัยอวี๋จื่ออวี๋ควบคุมกิ่งไม้เหมือนนิ้วมือของมนุษย์ แตะลงไปเบาๆ

            “เอ่อ...นุ่มนิ่ม...”

            ขณะที่ยังงุนงงอวี๋จื่ออวี๋ก็ได้เห็นชิงเอ๋อร์เงยหน้าขึ้น

            ในขณะที่สบตากันชิงเอ๋อร์ก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะคิกคัก “นายท่านหลังจากที่ฉันก้าวเข้าสู่ระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่หนึ่งการเปลี่ยนแปลงใหญ่ที่สุดที่เกิดขึ้นคือ ร่างกายของฉันเหมือนกับคนปกติแล้วค่ะ...”

            “อย่างนั้นเหรอ?”

            อวี๋จื่ออวี๋รู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อยเขารีบหดกิ่งไม้กลับทันที

            ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมสัมผัสถึงได้แปลกๆ

             

    คล้ายกับเรื่องEvolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว ที่คุณอ่าน