ฟ้ายังไม่สว่างเต็มที่ สือชิงเหอก็นั่งรออยู่ในห้องรับแขกแล้ว
ห้องนั้นเรียบ ไม่มีของตกแต่งเกินจำเป็ นอกจากโต๊ะไม้กับเก้าอี้ไม่กี่ตัว ลมเช้าตรู่พัดผ่านช่องระบายอากาศ พากลิ่นตลาดที่กำลังจะตื่นเข้ามาเพียงแ่บาง
ไม่นาน เสียงฝีเท้าก็หยุดลงนอกประตู คนรับใช้ค้อมตัวอยู่ข้างบาน แล้วกระซิบสั้น ๆ
“มาแล้วขอรับ ทั้งสองคน”
สือชิงเหอไม่หันไปมอง
“พาเข้ามาได้เลย”
ประตูห้องเปิดออก
ลั่วจวินก้าวเข้ามาก่อน สีหน้ายังเรียบดังเดิม หากใต้ความเรียบนั้นมีความตื่นตัวของคนที่เพิ่งถูกเรียกขึ้นมาก่อนฟ้าสาง ข้างหลังเขา อวี้เซียวเดินตามเข้ามาช้ากว่าครึ่งก้าว เสื้อผ้าเรียบร้อยแล้วเช่นกัน ท่าทางนิ่งกว่าคนเพิ่งถูกปลุกมากนัก ราวกับต่อให้ถูกเรียกขึ้นมาในยามใด เขาก็พร้อมจะลุกขึ้นมาด้วยสภาพเช่นนี้อยู่แล้ว
ทั้งสองหยุดยืนอยู่กลางห้อง
สือชิงเหอเงยหน้าขึ้นมองทีละคน ดวงตาของเขาสงบดังเดิม ราวกับเมื่อคืนที่ผ่านมาไม่มีสิ่งใดควรค่าแก่การกล่าวถึง
“วันนี้พวกเ้าตามข้าไปที่หนึ่ง”
ลั่วจวินขมวดคิ้วเพียงน้อย
“ไปที่ใด”
“หอคัมภีร์”
คำตอบนั้นทำให้แววตาของทั้งสองเปลี่ยนไปเล็กน้อย
ลั่วจวินมิได้ปิดความสงสัยไว้ทั้งหมด ส่วนอวี้เซียวเพียงนิ่งลงกว่าเดิม คล้ายรอฟังคำถัดไปมากกว่าจะรีบตีความเอง
สือชิงเหอจึงกล่าวต่อ
“เมื่อวานข้าบอกว่าจะพาพวกเ้าไปที่แห่งหนึ่ง”
“วันนี้ก็เพียงไปทำเื่นั้น”
อวี้เซียวเหลือบมองลั่วจวินเพียงครู่หนึ่ง แล้วจึงหันกลับมาทางสือชิงเหอ
“ต้องเตรียมอะไรหรือไม่”
“ไม่ต้อง”
สือชิงเหอตอบสั้น ๆ
“พาเพียงตัวไปก็พอ”
สือชิงเหอลุกขึ้นจากเก้าอี้
“ไปกันเถิด”
เขาไม่พูดมากกว่านั้น เพียงก้าวออกไปก่อน
ลั่วจวินกับอวี้เซียวสบตากันเพียงเสี้ยวเดียว ก่อนเดินตามออกไปโดยไม่เอ่ยอะไร
ตรอกที่หอคัมภีร์ตั้งอยู่นั้นแคบกว่าที่ลั่วจวินคิด
เมื่อพ้นแนวร้านอาหารเช้าและแผงค้าริมทางเข้ามาได้ไม่ไกล เสียงผู้คนก็ค่อย ๆ เบาลง เหลือเพียงเสียงฝีเท้ากระทบพื้นหินกับเสียงลมที่ลอดผ่านชายคาไม้เก่าเป็ระยะ อาคารสองข้างทางเงียบกว่าส่วนอื่นของเมือง ราวกับคนที่อาศัยอยู่แถบนี้ต่างรู้กันเองว่า ไม่ควรส่งเสียงดังโดยไม่จำเป็
สือชิงเหอเดินนำมาตลอดทางโดยไม่หันกลับ
จนกระทั่งหยุดอยู่หน้าอาคารหลังหนึ่ง
ตัวอาคารเก่าและไม่สะดุดตา ผนังด้านหน้าเป็ปูนสีเทาซีดจากแดดฝน ป้ายไม้เหนือประตูถูกกัดจนขอบแตก ตัวอักษรบนป้ายเลือนแทบอ่านไม่ออก หากไม่รู้มาก่อน คงไม่มีผู้ใดคิดว่าสถานที่เช่นนี้จะเป็หอคัมภีร์ที่คนอย่างสือชิงเหอยอมพามาแต่เช้าตรู่
ชายชราผู้เฝ้าอยู่ข้างประตูลืมตาขึ้นช้า ๆ
สายตาคู่นั้นกวาดผ่านลั่วจวินกับอวี้เซียวเพียงครู่ ก่อนกลับไปหยุดที่สือชิงเหอ รอยย่นตรงหางตาแทบไม่ขยับ หากน้ำเสียงกลับมีแววประหลาดใจอยู่ลึก ๆ
“ปรกติท่านไม่เคยสนใจหอคัมภีร์เก่าแห่งนี้”
“ตอนนี้ก็ยังไม่สนใจ”
สือชิงเหอตอบ
“แต่สองคนนี้อาจจะสนใจ”
กล่าวจบ เขาก็ยกป้ายสีดำในมือขึ้นแตะกับแผ่นหินข้างกรอบประตู
อักขระที่ซ่อนอยู่ใต้ผิวหินพลันสว่างขึ้นเป็สาย แสงสีเทาอับบางเบาไหลไปตามวงกบ ก่อนแผ่ลึกเข้าไปในบานไม้ทั้งสองข้าง แล้วค่อย ๆ ดับลงทีละส่วน ราวกับค่ายกลที่ปิดอยู่แต่เดิมถูกคลายออกเพียงชั่วคราว
แรงกดบางอย่างที่ขึงอยู่ตรงหน้าประตูแ่ลงในทันที
ชายชรามองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนผงกศีรษะช้า ๆ
“เชิญ”
สือชิงเหอเก็บป้ายกลับเข้าที่ แล้วเดินนำคนทั้งสองเข้าไปด้านใน
หอคัมภีร์กว้างกว่าที่เห็นจากภายนอกหลายส่วน
ผนังทั้งสี่ด้านแบ่งเป็แนวชั้นอย่างชัดเจน แต่ละส่วนมีป้ายหินใหญ่ตั้งกำกับไว้
ขั้นสี่
ขั้นห้า
ขั้นหก
ขั้นเจ็ด
และภายในแต่ละขั้น ยังแยกย่อยออกไปอีกเป็สามชั้น
ดิน
ทอง
ฟ้า
อากาศในนั้นเย็นและหนักกว่าด้านนอก กลิ่นกระดาษเก่า หมึกแห้ง หิน และร่องรอยแก่นพลังที่ตกค้างอยู่ในของแต่ละชิ้น ซึมรวมกันอยู่ในความเงียบ
ที่นี่ไม่ได้เก็บวิชาไว้เพียงในม้วนคัมภีร์หรือหนังสือ
บางส่วนถูกบันทึกลงบนแผ่นศิลาที่ตั้งพิงไว้ตามมุมชั้น บางส่วนเป็แผ่นโลหะบางจารอักขระไว้แน่นขนัด บางชิ้นเป็เศษอาวุธที่แตกหักไปแล้ว แต่แนวรอยบนผิวเหล็กกลับยังบอกได้ว่าเ้าของเดิมเคยเดินพลังและออกกระบวนท่าอย่างไร
แม้แต่แท่งไม้เก่าหรือกระดูกสัตว์บางชิ้น ก็ยังถูกเก็บแยกไว้ในกรอบหิน ราวกับวิชาบางอย่างไม่อาจถ่ายทอดผ่านหมึกและกระดาษได้โดยสมบูรณ์ ต้องให้คนรุ่นหลังมองรอยเดิม แล้วจับความหมายเอาเอง
ลั่วจวินกวาดตามองสิ่งเ่าั้เพียงครู่หนึ่ง ก่อนแววตาจะนิ่งลงเล็กน้อย
สือชิงเหอพาพวกเขาเดินเข้าไปได้อีกไม่กี่ก้าว ก่อนหยุดลงกลางห้อง
ด้านหน้าคือแนวชั้นหินที่เรียงลดหลั่นลึกเข้าไปในเงามืด แต่ละส่วนสงบนิ่งราวหลับอยู่มานานปี ทว่าเพียงยืนอยู่ท่ามกลางสถานที่เช่นนี้ ก็รับรู้ได้ชัดว่า ความนิ่งนั้นมิใช่ความว่างเปล่า หากเป็ความหนักแน่นของสิ่งที่ถูกเก็บรักษาไว้ภายใต้ระเบียบที่เข้มกว่าสถานที่ใดในเมือง
สือชิงเหอหมุนตัวกลับมามองคนทั้งสอง
“คิดเสียว่า นี่เป็ของรับหน้าที่ข้าจะให้พวกเ้า”
ลั่วจวินชะงักไปเล็กน้อย
อวี้เซียวเองก็นิ่งลงกว่าเดิม
สือชิงเหอกวาดตามองชั้นต่าง ๆ รอบตัว ก่อนกล่าวต่ออย่างไม่เร่งรัด
“หอคัมภีร์แห่งนี้อยู่ในความดูแลของราชสำนัก ขึ้นตรงต่อเ้าเมืองเป่ยหลัว”
“ของที่เก็บไว้ในนี้ มิใช่มรดกของสำนักใด และมิใช่วิชาลับประจำตระกูลใด”
เขาหยุดไปเพียงนิด
“เมื่อพวกเ้านำออกไปใช้ ผู้คนจะไม่รู้ว่าเป็วิชาจากที่ใด และวิชาเหล่านี้ก็มิใช่รอยสืบทอดของผู้ใด”
แววตาของอวี้เซียวไหววูบหนึ่ง
ลั่วจวินเองก็จับความหมายได้ทันที
สือชิงเหอเห็นสีหน้าของทั้งคู่ จึงกล่าวต่อเรียบ ๆ
“สำหรับพวกเ้า วิชาพวกนี้จะช่วยปิดรอยเท้าได้”
ลั่วจวินเม้มปากบาง ๆ มิได้ตอบรับทันที
สือชิงเหอจึงทอดสายตาไปยังแนวชั้นหินเบื้องหน้า
“วิชาที่เก็บไว้ในหอนี้ ล้วนเป็วิชาสายเหยียน”
“บางส่วนราชสำนักรวบรวมมาเอง บางส่วนได้จากที่อื่นแล้วชำระร่องรอยเดิมออก”
“ดังนั้น สิ่งที่พวกเ้าเห็นในที่นี้ จะเป็เพียงวิชา มิใช่ธงของผู้ใด”
ลั่วจวินฟังอยู่เงียบ ๆ
เหยียนในตัวเขามีอยู่จริง แม้จะน้อยกว่าเสวียนมากนัก แต่ตราบใดที่ยังขับเคลื่อนได้ มันก็ยังพอเป็ฉากบาง ๆ ให้คนภายนอกมองเห็นสิ่งที่ควรเห็น แทนสิ่งที่ไม่ควรเห็น
สือชิงเหอหันมามองเขาราวกับอ่านความคิดนั้นออก
“เ้ามีเสวียนอยู่ในตัว”
“เื่นี้เปลี่ยนไม่ได้”
“แต่จะปล่อยให้คนอื่นเห็นเพียงเสวียน หรืออยากให้พวกเขาเห็นแค่เหยียน นั่นเป็อีกเื่หนึ่ง”
น้ำเสียงของเขายังสงบนิ่งดังเดิม หากทุกถ้อยคำกลับตกลงตรงจุด
“เมื่อคืนข้าพูดไปแล้ว วิชาใดควรเก็บไว้ใต้แขนเสื้อ”
“วันนี้ข้าก็เพียงหาทางให้พวกเ้าสามารถเก็บมันได้แเีขึ้น”
ลั่วจวินนิ่งอยู่ครู่หนึ่งเหมือนจะพูดแต่ก็ไม่ได้พูด
“หากวันหน้าพวกเ้าจำเป็ต้องลงมือในที่ที่มีคนมาก วิชาที่ติดตัวเ้าอยู่เดิมย่อมทำให้คนบางพวกมองออกเร็วเกินไป”
อวี้เซียวขมวดคิ้วเล็กน้อย
เขาไม่ได้โต้แย้ง เพราะรู้ดีว่าสิ่งที่อีกฝ่ายพูดมิผิด
วิชาของตระกูลยิ่งใช้มาก ยิ่งทิ้งรอยไว้ชัด ต่อให้คนทั่วไปมองไม่ออก แต่ผู้มีตาย่อมจับกลิ่นได้เร็วกว่าเสมอ
สือชิงเหอจึงกล่าวต่อ
“การมีวิชาอีกชุดไว้สับเปลี่ยน มิใช่เื่เสียหาย”
ลมเย็นในหอคัมภีร์ไหลผ่านช้า ๆ
กลิ่นกระดาษเก่าและหินเย็นยังจมอยู่ในอากาศ ทว่าในความเงียบนั้นเอง สิ่งที่สือชิงเหอมอบให้ก็ค่อย ๆ มีน้ำหนักชัดขึ้นทีละส่วน
มันมิใช่เพียงคัมภีร์สองสามม้วน หากเป็เปลือกอีกชั้นหนึ่งที่เขาตั้งใจหามาให้ทั้งคู่สวมไว้ ก่อนต้องออกเดินในโลกภายนอกต่อจากนี้
อวี้เซียวเป็ฝ่ายเอ่ยถามก่อน
“ท่านจะให้พวกเราเลือกเอง?”
“แน่นอน”
สือชิงเหอตอบ
“วิชาที่จะติดตัวไป ใช้ผู้อื่นเลือกแทนย่อมไม่เหมาะ”
เขาเงยหน้ามองแนวชั้นหินเบื้องบนครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวต่อ
“ข้าให้เลือกได้คนละสองวิชา จะฝึกทั้งสองวิชาหรือเลือกเพียงวิชาหนึ่งให้ลึก ก็สุดแล้วแต่พวกเ้า”
ลั่วจวินเงยหน้ามองเขา
“สองวิชา?”
อวี้เซียวเองก็เงยหน้าขึ้นเช่นกัน
“ท่านสือ” เขากล่าว “ของรับหน้าเช่นนี้ มากเกินไปหรือไม่”
ลั่วจวินมองสือชิงเหออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยขึ้นตามตรง
“เพราะเหตุใดจึงช่วยพวกข้าถึงเพียงนี้”
สือชิงเหอไม่ได้ตอบในทันที เขาเพียงกวาดตามองชั้นคัมภีร์รอบด้าน แล้วกล่าวเสียงเรียบ
“เมื่อคืนพวกเ้าช่วยข้าไว้ นี่นับเป็เหตุผลข้อหนึ่ง”
เขาหยุดไปเพียงนิด
“ส่วนอีกข้อ...”
สายตาของเขาเลื่อนกลับมาหาคนทั้งสอง
“ข้าแค่รู้สึกว่าพวกเ้าทั้งสองคนน่าสนใจดี”
“คนหนึ่งเดินอยู่บนวิถีที่สวนทางกับคนใต้หล้า กับอีกคน ที่เลือกจะเดินออกมาจากชะตาที่ถูกขีดเส้นไว้”
“ข้าอยากรู้ว่าระหว่างพวกเ้าใครจะเดินไปได้ไกลกว่ากัน”
อวี้เซียวมองเขานิ่งไปชั่วขณะ
ลั่วจวินเองก็ไม่ถามต่อ
เพราะคำตอบนั้นฟังดูคล้ายคำอธิบาย แต่ก็เหมือนซ่อนสิ่งที่ยังไม่ยอมพูดไว้อีกชั้นหนึ่ง
สือชิงเหอจึงยกมือขึ้น ชี้ไปยังแนวชั้นเบื้องหน้า
“ไปเถิด”
“ดูให้ทั่ว แล้วเลือกมาคนละสองวิชา”
ลั่วจวินกับอวี้เซียวรับคำเพียงเงียบ ๆ
สายตาของลั่วจวินกวาดไปยังป้ายหินที่สลักคำว่า ขั้นสี่ อยู่ไม่ไกล ก่อนร่างจะขยับหมายเดินไปทางนั้นตามสัญชาตญาณ
แต่ยังไม่ทันก้าวพ้นไปจริง อวี้เซียวก็เอ่ยขึ้นจากด้านข้างเสียก่อน
“เ้าจะเลือกขั้นสี่จริงหรือ”
ลั่วจวินชะงัก
เขาหันกลับมามองอีกฝ่าย ดวงตานิ่งอยู่ดังเดิม หากปลายคิ้วขมวดลงเพียงน้อย
“มีสิ่งใดไม่เหมาะ”
อวี้เซียวมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง สีหน้ายังคงตรง ไม่ได้มีแววเยาะหรือคิดหาเื่ หากเป็ท่าทีของคนที่เพียงพูดในสิ่งที่ตนเห็น
“หากเลือกไว้บังตาคน ขั้นสี่ก็พอ”
เขากล่าว
“แต่หากเลือกไว้ใช้จริง ข้าว่าเ้าควรมองขั้นห้า”
ลั่วจวินไม่ได้ตอบในทันที
“ข้าอยู่ััขั้นต้น”
อวี้เซียวส่ายหน้าเพียงน้อย
“นั่นเป็ระดับที่เ้าแสดงออกมายามกดเสวียนเอาไว้”
เขาหยุดไปชั่วขณะ ก่อนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเดิม
“เมื่อคืน ตอนเ้าปล่อยเสวียนออกมา ข้าััได้”
“หากนับรวมส่วนนั้นเข้าไปด้วย พลังของเ้าไม่ได้หยุดอยู่แค่ััขั้นต้น”
คำพูดนั้นทำให้แววตาของลั่วจวินเปลี่ยนไปเพียงน้อย เปลี่ยนไม่มากพอให้ผู้ไม่สังเกตเห็น แต่ก็พอสำหรับคนที่ยืนอยู่ตรงนี้
อวี้เซียวกล่าวต่อ น้ำเสียงยังคงตรงไปตรงมาเช่นเดิม
“อย่างน้อยก็เข้าถึงขั้นกลาง”
ถ้อยคำนั้นตกลงกลางหอคัมภีร์อย่างเงียบงัน
“วิชาขั้นห้าเดิมก็วางไว้ให้ผู้ก้าวถึงระดับเข้าถึงใช้” อวี้เซียวกล่าวต่อ “เ้าจึงไม่จำเป็ต้องหยุดอยู่แค่ขั้นสี่”
ลั่วจวินเคยสงสัยเื่เช่นนี้มาก่อน แต่ไม่เคยมีผู้ใดพูดมันออกมาตรงหน้าเช่นนี้
ตลอดมา เขารับรู้เพียงสิ่งที่ผู้คนภายนอกเห็น
รับรู้เพียงแสงสีขาวอ่อนบนแท่นหินในวันวัดระดับ
รับรู้เพียงคำว่า ััขั้นต้น ที่ถูกประกาศต่อหน้าคนทั้งหมู่บ้าน
นั่นจึงกลายเป็ระดับที่เขาใช้มองตนเองมาตลอด
สือชิงเหอไม่ได้แทรก เพียงยืนฟังอยู่เงียบ ๆ ราวตั้งใจปล่อยให้คนทั้งสองจัดการบทสนทนานี้กันเอง
ลั่วจวินยังไม่ขยับ
เขาไม่ได้รีบโต้แย้ง หากก็ไม่ได้รับคำอีกฝ่ายในทันทีเช่นกัน
เพราะส่วนหนึ่งของเขายังติดอยู่กับคำว่า เข้าถึงขั้นกลาง
อีกส่วนหนึ่งกลับกำลังชั่งน้ำหนักว่า สิ่งที่อวี้เซียวพูดนั้นเป็เพียงการคาดเดาจากสนามเมื่อคืน หรือเป็การมองเห็นสิ่งที่แม้แต่เขาเองยังไม่เคยมองตรง ๆ
ลั่วจวินจึงกล่าวเพียงสั้น ๆ
“ข้าเข้าใจแล้ว”
อวี้เซียวพยักหน้า
“เช่นนั้นก็ดี”
เขาเว้นไปครู่หนึ่ง ก่อนสีหน้าจะกลับมาคล้ายคนเพิ่งนึกได้ว่าตนพูดมากเกินไปเล็กน้อย
“ข้าเพียงพูดเท่าที่เห็น หากผิดก็ถือว่าข้าประเมินพลาด”
ลั่วจวินมองเขา
“เ้าก็ประเมินพลาดเป็ด้วยหรือ”
อวี้เซียวชะงักไปเพียงเสี้ยวหนึ่ง
“คงมีได้บ้าง”
สือชิงเหอหลุบตาลงเพียงน้อย คล้ายไม่คิดช่วยเขาแก้หน้าให้
อวี้เซียวจึงรู้ตัวว่าถูกมองอยู่ และทำเป็หันไปทางชั้นคัมภีร์อย่างสงบที่สุดเท่าที่ทำได้
“ข้าจะไปดูฝั่งนั้นก่อน”
ลั่วจวินไม่ตอบ
แต่ในความเงียบที่ตามมา บรรยากาศกลับเบาลงกว่าก่อนหน้าเล็กน้อย
อวี้เซียวเดินแยกไปอีกด้านของหอคัมภีร์
ลั่วจวินจึงค่อยหันกลับมาหาแนวชั้นตรงหน้า
หมวดวิชาขั้นสี่อยู่ใกล้ที่สุด
เขาเดินเข้าไปก่อนตามสัญชาตญาณ
วิชาชั้นดินอยู่ล่างสุด สิ่งที่วางอยู่ในแนวนั้นหนักแน่นและนิ่งสงบ มีทั้งคัมภีร์ แผ่นศิลา และวัตถุเก่าบางชิ้นที่แม้ไร้ความโดดเด่นทางรูปลักษณ์ แต่กลับให้ความรู้สึกราวกับแก่นของวิชาถูกอัดแน่นอยู่ภายใน
ชั้นทองอยู่ถัดขึ้นไป รายละเอียดของสิ่งที่เก็บไว้ซับซ้อนกว่าเดิม ทั้งสมุดบาง แผ่นโลหะสีดำคล้ำ และเศษอาวุธที่ยังมีรอยพลังหลงเหลืออยู่ ความรู้สึกของแนวนี้คมขึ้น สว่างขึ้น ราวกับวิชาทั้งหลายผ่านการขัดเกลามาอีกชั้น
ส่วนชั้นฟ้าอยู่สูงขึ้นไปอีก
ของที่วางอยู่มีน้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด บางชิ้นเป็เพียงหินสั้น ๆ ที่ถูกจารไว้แค่เส้นเดียว บางชิ้นเป็อาวุธเก่าที่ผิวเหล็กยังฝังร่องรอยของกระบวนเดิมเอาไว้ ราวกับวิชาในแนวนี้มิอาจถ่ายทอดด้วยถ้อยคำได้ทั้งหมด
ลั่วจวินมิได้หยิบสิ่งใดขึ้นมาในทันที
เขามองผ่านชั้นดินอย่างเงียบ ๆ กวาดตามองชื่อวิชาทีละชิ้น ก่อนเลื่อนไปยังชั้นทอง ปลายนิ้วแตะสันคัมภีร์บางเล่มเพียงครู่แล้วปล่อย ผ่านแผ่นโลหะ ผ่านเศษอาวุธ ผ่านสิ่งของแต่ละชิ้นไปอย่างไม่เร่งรีบ
คล้ายกำลังหาบางอย่างที่ตนเองยังบอกไม่ได้ว่าคืออะไร
วิชาขั้นสี่หลายชิ้นดีพอจะใช้บังตาคนนอกได้
แต่ไม่มีชิ้นใดทำให้เขาหยุด
ในจังหวะที่ลั่วจวินหมุนตัวกลับ หมายจะเดินตรงไปยังหมวดวิชาขั้นห้า บางสิ่งในหอคัมภีร์กลับแตะผ่านประสาทรับรู้ของเขาอย่างแ่เบา
มันมิใช่แรงกด
มิใช่แก่นพลังที่เปิดออกอย่างจงใจ
หากเป็เพียงแก่นพลังสายหนึ่งที่บางเฉียบ ลอยอยู่ลึกเข้าไปในความเงียบของชั้นหินและของเก่ารอบด้าน
เย็น
ลั่วจวินหรี่ตาลงเล็กน้อย
เดิมทีเหยียนไม่ควรให้ความรู้สึกเช่นนี้
ความเย็นสายนั้นไม่ได้แผ่ออกชัดเจนพอให้คนทั่วไปััได้ หากสำหรับเขา มันกลับเด่นชัดราวเส้นหมอกดำบาง ๆ ที่ไหลย้อนอยู่ท่ามกลางกระแสอุ่นสว่างของเหยียนนับไม่ถ้วน
เขาไม่รู้ว่านั่นคือสิ่งใด
รู้เพียงว่า มันไม่ควรอยู่ที่นี่
ปลายเท้าของลั่วจวินจึงเปลี่ยนทิศไปโดยไม่รู้ตัว