บทที่ 51 จุดเปลี่ยนกำลังมาไม่ใช่เหรอ
กลุ่มล่าสัตว์ใช้เวลาในภูเขาเพียงสี่วันเท่านั้น เพราะภารกิจหลังจากครั้งนี้ของพวกเขาคือขับไล่สัตว์ที่เข้ามารุกรานพืชไร่ในหมู่บ้าน ส่วนการล่าสัตว์เป็นผลพลอยได้เท่านั้น ตอนลงจากเขาจึงไม่ได้เอาเหยื่อกลับมาเต็มคันรถเหมือนครั้งก่อน
ทว่าก็นำมาไม่น้อยเหมือนกัน…
ครั้งนี้พวกเขาไม่ได้ล่าสัตว์ใหญ่จำพวกหมีเทือกนั่น แต่พวกเขานำเนื้อละมั่งสิบกว่าตัวและจิ้งจอกสองตัวกลับมาแทน
ภูเขาที่ทอดยาวลูกนี้เป็นสมบัติล้ำค่าจากธรรมชาติ นอกจากนี้ยังมีที่ราบและทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่บริเวณตีนภูเขา ห่างออกไปอีกไม่ไกลเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่
ทุกฤดูใบไม้ผลิ เนื้อละมั่งจะเป็นเป้าหมายหลักของการล่าสัตว์ เพราะพวกมันขยายพันธุ์รวดเร็ว และทำลายทุ่งหญ้าจนเกิดความเสียหาย
ช่วงปีแรก ๆ ของการหักร้างถางพง ทุ่งหญ้ามักถูกละมั่งรุกรานจนเกิดหายนะครั้งใหญ่หลายครั้ง
ละมั่งส่วนใหญ่มักจะจับได้ในทุ่งหญ้า หลังจากเสร็จสิ้นการล่าพวกเขาจะปล่อยละมั่งตัวใหญ่ไป ส่วนจิ้งจอกหิวโหยสองตัวที่เดินเตร่อยู่ใกล้ตีนเขาก็ถูกกลุ่มล่าสัตว์จับกลับมา
รถบรรทุกเจี่ยฟ่างขนาดใหญ่กำลังรอพวกเขาอยู่ที่เชิงเขา หลังจากล่าสัตว์เสร็จ รถก็พาทั้งคน สุนัขและเหยื่อที่ล่าได้กลับมา
ทุกครั้งที่ทีมล่ากลับมาจะมีการประกาศอย่างครึกโครม คนในหมู่บ้านที่ไม่ได้ไปที่นาจะออกมารอดูความตื่นเต้นนี้
โดยปกติแล้วเหยื่อจะถูกนำไปเก็บที่โกดังที่อยู่ใกล้บ้านครอบครัวจ้าวชั่วคราว
ตอนนี้ป้าฮวาพาจ้าวอิ้งหงไปเยี่ยมหวังเหลียน และมีเพียงจ้าวโหย่วเต๋อเท่านั้นที่อยู่บ้าน ก่อนจะเห็นหลี่หมิงกุลีกุจอวิ่งหน้าตั้งเข้ามา
ตอนไป๋อวี้พาเด็กสองคนมาถึงก็เห็นผู้คนล้อมรอบโกดังจนแทบไม่เหลือที่ว่าง
เธอจึงรีบพาลูก ๆ เบียดตัวเข้าไป จากนั้นก็เห็นพ่อของลูกยืนโดดเด่นอยู่ท่ามกลางฝูงชน
เขายังคงอยู่ในชุดเดียวกับวันที่เขาออกจากบ้าน หลังจากใช้เวลาอยู่บนภูเขา 2-3 วันก็เริ่มมีหนวดขึ้นครึ้ม
ตอนนี้เขาก้มศีรษะลงฟังคนข้าง ๆ พูด…
“เมียนายบอกว่านายกับแม่ม่ายตัวน้อยนั้นลอบมีสัมพันธ์กัน แถมยังบอกว่าถ้านายกลับมาเธอจะคิดบัญชีเรื่องนี้”
ไป๋อวี้ “...”
ข่าวแพร่ไปเร็วขนาดนี้เลยเหรอ?!
ไม่ใช่สิ นั่นลุงจางไม่ใช่เหรอ?!
เขามาที่นี่เพื่อรอดูเรื่องสนุกจริง ๆ เรอะ?!
เสียงหัวเราะลั่นดังมาจากด้านข้าง ฉินต้าซานก็หันกลับมาพร้อมทั้งกวาดสายตามองหาไป๋อวี้
จากนั้นเลิกคิ้วมองเธอ
ไป๋อวี้ “...”
นายช่วยฟังฉันอธิบายเรื่องซับซ้อนนี้ก่อนได้ไหม...
“พ่อ!”
“พ่อคะ!”
เด็กน้อยสองคน คนหนึ่งตัวโต คนหนึ่งตัวเล็กส่งเสียงเรียกผู้เป็นพ่อ ก่อนวิ่งปรูดไปหาฉินต้าซานพร้อมกัน
ฉินต้าซานอุ้มฉินเสี่ยวกั่วขึ้นมาแล้วทิ้งเสี่ยวซู่ไว้ด้านหลัง
ทว่าฉินเสี่ยวกั่วที่แย่งชิงพ่อไปได้กลับมีความสุขเพียงชั่วครู่เท่านั้น รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอชะงักค้างไป
พ่อตัวเหม็นชะมัดเลย…
ไป๋อวี้อยากจะไปช่วยลูกสาว เธอคิดไว้แล้วว่าฉินต้าซานบนภูเขามาหลายวัน ร่างกายคงจะเริ่มมีกลิ่นเหม็นเปรี้ยวโชยมา
กลิ่นเหงื่อ เลือด โคลนหรืออะไรทำนองนั้น…
ตอนเธอขยับเข้าไปใกล้ก็ได้กลิ่นเหมือนกัน แต่สิ่งที่น่าประหลาดคือกลิ่นตัวของเขาไม่ได้เหม็นขนาดนั้น
แต่เด็กน้อยย่อมรับไม่ได้ ดังนั้นไป๋อวี้จึงเอื้อมมือไปรับลูกมาอุ้มเอง
จู่ ๆ ฉินต้าซานก็หันไปถามลูกชายจอมสอดรู้สอดเห็นของเขาว่า “แม่ม่ายอะไร?”
จากนั้นทุกคนที่อยู่ใกล้ ๆ ก็หลุดหัวเราะพรืดออกมา
ไป๋อวี้รู้สึกเหมือนน้ำท่วมปาก เธอจึงรีบหันหลังกลับอุ้มลูกสาวเดินจากไป
“อ้อออ แม่ม่ายหวังที่อยู่ทางทิศตะวันออกสุดของหมู่บ้านไง” ฉินเสี่ยวซู่เอ่ยขึ้น
ตอนนี้ฉินเสี่ยวซู่รู้สึกเสียใจนิดหน่อยที่ไป๋อวี้ไม่ได้พาเขาไปดูความตื่นเต้นเมื่อเช้า เขาเลยอธิบายได้ไม่ชัดเจน
หนนี้จึงทำได้เพียงถามลุงจางเท่านั้น
จ้าวโหย่วเต๋อก็อยู่ที่นี่เหมือนกัน เขาอยากปิดปากพวกนี้ไม่ให้พูดเรื่องนี้ แต่ดูเหมือนว่ามันจะสายเกินไปแล้ว
ตอนนั้นทุกคนก็ได้ยินลุงจางพูดขึ้น...
“ใช่แล้ว แม่ม่ายหวังคนนั้นน่ะ ฉันไม่รู้ว่าวันนี้เกิดอะไรขึ้นกับเธอ อยู่ ๆ ก็ถูกทำร้ายจนปางตาย น่าเวทนาจริง ๆ เลย”
ฉินต้าซานพยามยามฟังอย่างอดทนและถามว่า “แล้วหล่อนเกี่ยวอะไรด้วย หล่อนเป็นคนลงมืองั้นเหรอ?”
ไป๋อวี้ “?”
ลุงจางบอกปัด “ไม่ใช่ เมียนายกับอิ้งหงเป็นคนพาเธอออกมา แม่ม่ายคนนั้นเอาแต่พูดว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับนาย แต่เมียนายไม่เชื่อ แม่ม่ายหวังเลยพูดพร่ำไปตลอดทาง”
การแสดงออกของหลี่เถียนที่อยู่ข้าง ๆ เปลี่ยนไปครั้งแล้วครั้งเล่า และในที่สุดเขาก็อดไม่ได้ที่จะพูดว่า
“แล้วเป็นฝีมือใครกันล่ะ?”
“ก็คนจากครอบครัวหวังหนิวน่ะสิ!” ลุงจางพูดอย่างไม่ยี่หระ พลางเอ่ยยกย่องไป๋อวี้ “ต้าซาน เมียนายน่ะเป็นคนดี หล่อนเป็นคนพาแม่ม่ายหวังไปอนามัยด้วยซ้ำ!”
ฉินต้าซานหันไปมองไป๋อวี้อย่างไม่เชื่อสายตา
ไป๋อวี้กอดลูกสาวไว้แน่นและซ่อนตัวอยู่ไม่ไกล
ลุงจางยิ้มแล้วพูดว่า “พวกนายไปคุยกันดี ๆ ล่ะ”
“ฉันไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับหล่อน” ฉินต้าซานพูดน้ำเสียงจริงจัง
ประโยคที่หลุดจากปากฉินต้าซานกระตุ้นให้เกิดเสียงหัวเราะอีกครั้ง
“ฉันรู้! ฉันรู้!” ไป๋อวี้หน้าแดงก่ำและตะโกนใส่หน้าเขา
“ตอนนั้นเธอบอกว่าไม่รู้อ่า…” ลุงจางหัวเราะ
ไป๋อวี้ตระหนักว่าเรื่องนี้อาจเกิดความพลิกผันอีกครั้ง
ตอนนี้เธอต้องรีบทำให้เรื่องนี้ผ่านไปก่อนคงจะดีที่สุด
เธอจึงพูดว่า “นั่นเพราะฉันต้องเกลี้ยกล่อมหล่อนให้ไปหาหมอ! ตอนนั้นหล่อนกำลังจะตาย! ฉันเลยต้องโยนเรื่องนี้ออกไปก่อน ฉันจึงบอกว่าค่อยมาอธิบายให้ฉันฟังตอนนายกลับมา!”
“เธอคิดแบบนั้นเองเหรอ…” ลุงจางพูดอย่างประหลาดใจ
หลี่เถียนรีบถามว่า “ทำไมหล่อนถึงอยากตายล่ะ?”
จ้าวโหย่วเต๋อที่กำลังนับเหยื่ออยู่ใกล้ ๆ จนตอนนี้เสื้อกั๊กของเขาเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ
ไม่ใช่เพราะความร้อน
แต่เพราะเขาปิดปากคนพวกนั้นไม่ทันแล้วน่ะสิ!
“ดูเหมือนว่าครอบครัวหวังหนิวจะขอให้หล่อนซ่อมกางเกง แต่หล่อนก็ต้องรีบทำเสื้อผ้าให้กับกลุ่มเก็บเกี่ยวทำให้การซ่อมกางเกงของครอบครัวหวังหนิวล่าช้า ครอบครัวหวังหนิวจึงทุบตีหล่อน แถมยังทุบจักรเย็นผ้าของหล่อนจนพังยับเยิน” ไป๋อวี้เอ่ยว่า
ทันใดนั้นก็มีคนอุทานว่า “หือ! หล่อนรีบทำงานให้หมู่บ้าน ทำไมต้องทำลายข้าวของของหล่อนด้วยล่ะ”
“ใช่แล้ว ทำให้กลุ่มเก็บเกี่ยวได้เสื้อผ้าล่าช้า ครอบครัวหวังหนิวจะชดใช้ไหวเหรอ!”
“ช่างน่าสงสาร...สามีของหล่อนเป็นคนซื้อจักรเย็บผ้าให้ หล่อนจึงเห็นคุณค่าของมันมากกว่าชีวิตของตัวเองเสียอีก”
ฉินเสี่ยวกั่วกล่าวสำทับ “ป้าน่าสงสารจริง ๆ นะคะ ป้าร้องไห้แง ๆ เลยค่ะ มือก็ถูกตีจนหักแต่ก็ยังบอกว่าต้องทำงาน แถมจักรเย็นผ้ายังถูกทำลายจนพังอีก”
ดวงตาของหลี่เถียนเต็มไปด้วยความโกรธ “ครอบครัวหวังหนิวนี้เป็นลูกพี่ลูกน้องของหล่อน! พวกเขากล้าทำแบบนี้ได้ยังไง!”
ไม่นานชาวบ้านหลายคนก็เริ่มเห็นด้วยกับเขา เหตุผลหลักคือเรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของทุกคน
สมาชิกจำนวนมากของกลุ่มเก็บเกี่ยวหรือสมาชิกในครอบครัวของพวกเขาต่างกำลังรอดูความตื่นเต้น
“ใช่แล้ว งานส่วนรวมต้องมาก่อน ทำไมถึง...”
“แถมยังตีจนมือหล่อนหักอีก เหล่าจ้าว คุณจะเพิกเฉยต่อเรื่องนี้ไม่ได้นะ” มีคนตะโกนใส่จ้าวโหย่วเต๋อ
จ้าวโหย่วเต๋อที่ทำงานจนหลังชุ่มเหงื่อเงยหน้าขึ้น “ตกลง ๆ ๆ ๆ”
หัวใจของเขายังคงเป็นกังวล
หากไป๋อวี้พูดแค่นี้ก็ไม่ใช่ว่าจะปิดบังเรื่องนี้ไม่ได้ แต่เวลานั้นก็ได้ยินไป๋อวี้พูดว่า “หวังเหลียนบอกว่าหล่อนจะไม่ทำงานแล้ว”
ชาวบ้านต่างตระหนกตกใจ “หล่อนจะไม่ทำงานแล้วงั้นเหรอ?! แล้วเสื้อผ้าเยอะขนาดนั้นใครจะเป็นคนทำ!”
ไป๋อวี้ถอนหายใจและพูดว่า “ฉันก็กังวลเหมือนกัน พี่สะใภ้อิ้งหงก็กังวลไม่น้อย แต่หล่อนมีชีวิตที่ยากลำบาก แถมครั้งนี้ยังมาถูกทุบตีอีกต่างหาก ฉันเลยไม่รู้จะโน้มน้าวหล่อนยังไง”
หล่อนมีช่วงเวลาที่ยากลำบากจริง ๆ
ความจริงทุกคนรู้ดีว่าแม่ม่ายหวังต้องมอบเงินและคะแนนงานทั้งหมดที่ได้รับให้คนคนหนึ่ง แถมหล่อนยังไม่มีทายาทสืบสกุลอีก
พวกเขาเคยรู้สึกว่าไม่อาจยื่นมือเข้าไปยุ่งเรื่องนี้ได้
แต่ตอนนี้หล่อนบอกว่าจะไม่ทำงานแล้ว ถ้าเป็นคนอื่นพวกเขาก็คงจะไม่สนใจ แต่ตอนนี้เรื่องเสื้อผ้าของกลุ่มเก็บเกี่ยวเป็นเรื่องเร่งด่วน
ถ้าหลังจากอาการดีขึ้นแล้ว หากหวังเหลียนยังคงปฏิเสธที่จะทำงานและพวกเขาไม่สามารถหาช่างตัดเสื้อคนอื่นมาแทนได้ เสื้อผ้าใหม่ของพวกเขาในปีนี้ก็จะไม่มีแล้ว!