ยอดคุณพ่อขั้นเทพ

    บทที่ 109 : ความคิดของเฟิ่งซูหาน

    ความคิดของเฟิ่งซูหาน
    คฤหาสน์ตระกูลเฟิ่ง ในห้องนอนของเฟิ่งซูหาน เธอนั่งอยู่ที่เตียง ตรงหน้าของเธอมีหญิงวัยกลางคนคนหนึ่งในชุดจีนโบราณยืนอยู่
    “น้าเหวิน จริงรึเปล่าที่วันนี้เป็นวันแต่งงานของมู่อิงเสวี่ย?” เฟิ่งซูหานมองหญิงวัยกลางคนตรงหน้าก่อนถาม
    อีกฝ่ายมีชื่อว่าเฟิ่งเหวิน เป็นผู้ฝึกตนระดับท่องนภาขั้นปลายของตระกูลเฟิ่ง รวมไปถึงยังเป็นสายข่าวที่น่าเชื่อถือของตระกูล
    วันนี้เธอเพิ่งจะกลับมาจากนิกาย คิดไม่ถึงว่าจะได้ยินพวกคนรับใช้พูดคุยกันถึงเรื่องงานแต่งงานระหว่างมู่อิงเสวี่ยกับชิงอู่ปังจากตระกูลชิง
    ด้วยความสงสัยว่าเรื่องนี้ใช่เรื่องจริงหรือไม่ ทำให้เธอต้องเรียกเฟิ่งเหวินมาถามอย่างที่เห็นอยู่ในตอนนี้
    เฟิ่งเหวินพยักหน้าเป็นการตอบ “เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงค่ะคุณหนู วันนี้เป็นวันแต่งงานของมู่อิงเสวี่ยกับชิงอู่ปัง และคาดว่าตอนนี้งานแต่งงานก็น่าจะเริ่มแล้ว”
    ได้ฟังคำตอบของเฟิ่งเหวิน คิ้วคู่สวยของเฟิ่งซูหานขมวดมุ่นขึ้นอย่างไม่อาจห้ามได้ เธอพึมพำ “ถ้ามู่อิงเสวี่ยแต่งงานแล้ว เขาจะทำยังไง...”
    เฟิ่งเหวินแน่นอนว่าได้ยินเสียงพึมพำของเฟิ่งซูหานโดยธรรมชาติ และเธอก็รู้ด้วยว่าเขาที่เฟิ่งซูหานหมายถึงคือใคร
    “คุณหนู นี่ไม่ใช่โอกาสอันดีเหรอคะ ถ้ามู่อิงเสวี่ยแต่งงานกับชิงอู่ปัง คุณหลินเฉินก็โสด คุณหนูน่าจะมีโอกาสนะคะ”
    “.....” เฟิ่งซูหาน
    ดวงตาคู่สวยงามของเธอเบิกกว้างขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ เมื่อได้ฟังคำพูดของเฟิ่งเหวิน
    ก่อนที่เธอจะไปที่นิกายภูเขาเร้นลับ เธอได้ส่งให้เฟิ่งเหวินไปสืบเรื่องของหลินเฉินมาแล้ว จึงทำให้เธอรู้ว่าเขากลับมาแล้ว หลังจากหายตัวไปหกปี
    ส่วนหายไปไหนนั้น ไม่มีใครรู้ เว้นแต่เขาจะเป็นคนบอกออกมาเอง
    “เรื่องนี้ หนูคิดว่ามันจะไม่ดีนะคะน้าเหวิน” เฟิ่งซูหานสงบสติอารมณ์ลง ก่อนส่ายหน้าไปมา
    “ไม่ดีตรงไหนคะคุณหนู คุณหนูลองคิดดูนะคะ ในเมื่อมู่อิงเสวี่ยตกลงแต่งงานกับชิงอู่ปัง มันก็หมายความว่าเธอไม่ได้รักคุณหลินเฉินมากพอ ถึงขั้นที่จะทำให้รอเขากลับมาได้”
    “ถ้าเป็นเวลานี้คุณหลินเฉินที่ต้องพบเจอกับเรื่องนี้ ต้องกำลังเปล่าเปลี่ยวและเศร้าใจอยู่แน่ ถ้าได้คุณหนูเข้าหาเขาตอนนี้ เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะไม่หวั่นไหวเพราะคุณหนู”
    เฟิ่งเหวินพูดยาวเหยียด เธอหวังให้เฟิ่งซูหานคว้าโอกาสที่ราวกับฟ้าประทานมาครั้งนี้ไว้
    เธอรู้ดีว่าเฟิ่งซูหานรักหลินเฉินมากแค่ไหน และก็เชื่อด้วยว่าด้วยนิสัยของเฟิ่งซูหาน คงจะไม่มีวันเปลี่ยนใจไปจากหลินเฉินได้
    เมื่อเปลี่ยนใจไม่ได้ เฟิ่งซูหานก็จะครองตัวเป็นโสดตลอดชีวิต เฟิ่งเหวินไหนเลยอยากที่จะเห็นชีวิตแบบนั้นของเฟิ่งซูหาน
    แม้ว่าในสายตาของเธอหลินเฉินจะไม่คู่ควรกับเฟิ่งซูหานก็ตาม แต่ในเมื่อเป็นคนที่เฟิ่งซูหานรักอยากที่จะใช้ชีวิตด้วย เธอก็จะสนับสนุน
    เฟิ่งซูหานเงียบลงไป บนใบหน้าของเธอปรากฏความสับสนขึ้นมา คำพูดของเฟิ่งเหวินทำให้เธอหวั่นไหว และอยากที่จะทำตามคำพูดของอีกฝ่าย
    อย่างไรก็ตาม เธอก็รู้สึกว่ามันไม่ถูกต้อง เธอขมวดคิ้วแน่นขึ้น คิดอย่างจริงจังกับตัวเอง คิดอยู่สักพักก็ส่ายหน้าไปมา
    “เรื่องนี้ไม่ถูกต้องเลยน้าเหวิน หนูควรรอให้เขาทำใจได้ก่อน ค่อยจะเข้าหาเขา ทำแบบนี้หนูจะสบายใจกว่า”
    “ถ้าคุณหนูคิดดีแล้ว ฉันก็เห็นด้วย” เฟิ่งเหวินอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ รู้สึกเสียดายโอกาสครั้งนี้อย่างมาก
    “แต่จะว่าไปแล้ว คิดไม่ถึงเลยนะคะน้าเหวิน ที่ตระกูลมู่กับตระกูลชิงจะแต่งงานกันแบบนี้” เฟิ่งซูหานพลันเปลี่ยนเรื่อง
    เฟิ่งเหวินพยักหน้าเล็กน้อย “เป็นเรื่องที่ไม่มีใครคิดถึงอย่างแน่นอนค่ะคุณหนู ไม่เพียงตระกูลของพวกเราที่คิดไม่ถึง คาดว่าตระกูลถังและตระกูลหลงเองก็คิดไม่ถึงเช่นเดียวกัน”
    “ตระกูลถังกับตระกูลหลงมีความเคลื่อนไหวอะไรไหมคะน้าเหวิน?” เฟิ่งซูหานถาม
    เฟิ่งเหวินคิดเล็กน้อย จากนั้นก็ส่ายหน้า “หลายวันมานี้ตระกูลถังกับตระกูลหลงไม่มีความเคลื่อนไหวใดเลยค่ะคุณหนู”
    แต่หลังจากที่พูดออกไปแบบนี้แล้ว เฟิ่งเหวินเหมือนจะนึกถึงบางเรื่องขึ้นมาได้ ต้องพูดออกมาอีกครั้ง
    “จะว่าไปแล้ว เหมือนจะมีข่าวลือว่าหลงเจิ้นหลง นายน้อยใหญ่ตระกูลหลงออกมาจากด่านฝึกตนแล้ว พร้อมกับความสำเร็จครั้งใหญ่ เขาย่างเท้าเข้าสู่ระดับเทพสวรรค์ขั้นต้นได้สำเร็จ”
    “หลงเจิ้นหลงคนนั้น?” เฟิ่งซูหานประหลาดใจเล็กน้อย “คิดไม่ถึงว่าหลงเจิ้นหลงจะมีพรสวรรค์ไม่เลว”
    ปีนี้หลงเจิ้นหลงอายุสามสิบแล้ว กับความสำเร็จที่สามารถกลายเป็นผู้ฝึกตนระดับเทพสวรรค์ได้ เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะบอกว่าเขามีพรสวรรค์ไม่เลว
    แต่นี่เป็นเพียงในสายตาของเฟิ่งซูหานเท่านั้น หากเป็นในสายตาของคนอื่นๆ เกรงว่าคงจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าหลงเจิ้นหลงเป็นอัจฉริยะ
    แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่จะเป็นแบบนี้ เพราะทอดสายตามองไปทั่วประเทศจีน ไม่นับคนของนิกายที่ซ่อนอยู่ทั้งสี่ มีน้อยคนมาก แทบจะนับนิ้วได้เลยที่สามารถย่างเท้าเข้าไปในระดับเทพสวรรค์ได้ในขณะที่อายุสามสิบปี
    “มันเป็นเพียงแค่ข่าวลือเท่านั้น ไม่รู้ว่าเป็นความจริงหรือไม่” เฟิ่งเหวินย้ำถึงเรื่องนี้
    เฟิ่งซูหานยิ้มให้เฟิ่งเหวินเล็กน้อย “แต่หนูคิดว่ามันน่าจะเป็นเรื่องจริง คาดว่าข่าวลือนี้คงเป็นตระกูลหลงเองที่ปล่อยออกมา เพื่อเพิ่มบารมีความน่าเกรงขามให้กับตระกูลของตนเอง”
    เฟิ่งเหวินขมวดคิ้ว คิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ จากนั้นก็พบว่ามันสมเหตุสมผล จึงพยักหน้าครั้งหนึ่ง “คุณหนูฉลาดมาก ตระกูลหลงช่างรู้จักเพิ่มบารมีให้ตระกูลของตนเองเสียจริง”
    “น้าเหวินก็ลองไปหาข่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ดูก็แล้วกันนะค่ะ เผื่อจะได้ข่าวสำคัญอะไรเพิ่มเติม” เฟิ่งซูหานบอก
    เฟิ่งเหวินรีบพยักหน้า “เข้าใจแล้วค่ะคุณหนู ถ้างั้นดิฉันขอตัวก่อน” พอพูดจบ เฟิ่งเหวินก็หมุนตัวเดินออกจากห้องไป
    ด้วยการจากไปของเฟิ่งเหวิน ทำให้ภายในห้องหลงเหลือเพียงเฟิ่งซูหานคนเดียว เธอลุกจากเตียง เดินไปที่หน้าต่าง
    ใช้สองมือที่ขาวผ่องเรียวสวยผลักเปิดบานหน้าต่างออก แสงแดดบางเบาปรากฏสู่สายตา
    เฟิ่งซูหานเงยหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้า ก่อนที่จะพึมพำออกมา “มู่อิงเสวี่ย ทั้งๆ ที่เขารักเธอมากขนาดนั้น ทำไมเธอถึงทรยศเขา...”
    เรื่องนี้ทำให้เธอไม่เข้าใจอย่างแท้จริง ว่าทำไมมู่อิงเสวี่ยถึงได้ทรยศหลินเฉินแล้วแต่งงานกับชิงอู่ปัง
    “ถ้าฉันเป็นเธอ ฉันจะไม่มีวันทรยศเขา!” เฟิ่งซูหานพูดกับตัวเองเสียงจริงจังขึ้นมา “แต่น่าเสียดาย คนที่เขารักไม่ใช่ฉัน แต่เป็นเธอ”
    “ฉันหวังจริงๆ ว่าสักวัน เขาคงลืมเธอได้” นี่คือความคิดของเธอในตอนนี้ เมื่อหลินเฉินลืมมู่อิงเสวี่ยได้ เมื่อนั้น เธอจะทุ่มสุดตัวในการเข้าหาเขา และพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ได้อยู่ข้างกายเขา
    “ฉันจะคว้าอนาคตที่มีกับเขามาไว้ในกำมือ จากนั้นพวกเราจะสร้างครอบครัวที่อบอุ่น มีลูกหลายกันคน”
    ในเวลานี้เฟิ่งซูหานล้วนเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและแน่วแน่ เธอกำมือเล็กๆ แน่น ดวงตาคู่สวยสาดประกายแสงแวววาวออกมา
    จบบทที่ 109