เมื่ออายุและระดับพลังได้ปรากฏขึ้นมา แต่ผู้เยาว์ตระกูลหลี่กลับยังคงไม่หยุดปลดปล่อยพลังลมปราณเข้าไป จนเม็ดเหงื่อไหลซึมออกมาทั่วร่างใบหน้าเริ่มซีดลง หลังจากที่ได้เห็นภาพดังกล่าว จูเยว่จึงได้พึมพำออกมาด้วยความสงสัย
“เหตุใด... จึงยังไม่หยุดจ่ายพลังลมปราณเข้าไป?”
“หึ! ก็แค่การดิ้นรน และไม่ยอมรับความจริงในความไร้พรสวรรค์ของตน” เสียงลี่อินดังขึ้นอีกครั้งอย่างเย็นชาคล้ายเข้าใจในเหตุการณ์เบื้องหน้าเป็นอย่างดี
แม้จะได้ยินในสิ่งที่ลี่อินกล่าวแต่ยังคงไม่สามารถทำให้จูเยว่เข้าใจถึงสถานการณ์ตรงหน้าได้
เสียงของผู้อาวุโสโม่ดังขึ้นมาอีกครั้ง เหมือนกับสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงเรื่องที่พบเห็นได้ทั่วไป
“ไร้พรสวรรค์ ไปรอเพื่อเข้ารับการทดสอบรอบที่สอง”
สิ้นเสียงของผู้อาวุโสโม่ ใบหน้าของผู้เยาว์ตระกูลหลี่ก็เศร้าสลดลงแล้วจึงเดินออกมาจากแท่นหิน
เหตุการณ์เช่นนี้ ยังคงเกิดขึ้นกับผู้เข้าทดสอบอีกสองคนต่อมาจนมาถึงผู้เข้าร่วมการทดสอบคนที่สี่ซึ่งเป็นคนสุดท้ายจากตระกูลหลี่โดยไม่รวมหลี่ฟางซิ่น
เมื่ออายุและระดับพลังได้ปรากฏขึ้นมาบนแท่นหิน รุ่นเยาว์ผู้นี้มีอายุ 16 ปี ระดับรวมลมปราณขั้นที่ 8 แต่เพียงครู่ต่อมาเสมือนพลังฟ้าดินได้ตอบรับ
แท่นสื่อสวรรค์เริ่มที่จะเปล่งแสงสีขาวสว่างเจิดจ้าขึ้นมาพร้อมกับอายุและระดับพลังลมปราณ ที่อยู่บนแท่นหินเริ่มหายไปกลับถูกแทนที่ด้วยอักษรที่ปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งเขียนว่า “พรสวรรค์ระดับ 1 ”
“ผู้มีพรสวรรค์ระดับระดับหนึ่ง”เสียงของผู้อาวุโสโม่ที่กล่าวออกมา ยังคงนิ่งเรียบไร้ความรู้สึกเช่นเดิม
แตกต่างกับผู้นำตระกูลหลี่ ที่อมยิ้มขึ้นมาเล็กน้อยเพราะมันหมายความว่าบุคคลผู้นี้ มีโอกาสไปถึงระดับเชื่อมโยงชีพจรได้อย่างแน่นอนหากเป็นเช่นนั้นก็หมายความว่าตระกูลหลี่ในภายภาคหน้าย่อมมีความแข็งแกร่งที่มากขึ้น
ผู้คนโดยรอบต่างส่งเสียงขึ้นมาด้วยความชื่นชมกับผู้มีพรสวรรค์ที่ได้กำเนิดภายในเมืองแสงอรุณ
“เป็นเช่นนี้เองสินะ...”เป็นเสียงของจูเยว่ที่กล่าวออกมาด้วยความรู้สึกคลายความสงสัย
เมื่อลี่อินเห็นถึงท่าทางดังนั้น จึงได้กล่าวเสริมออกไป
“อย่างที่เจ้าเข้าใจ แต่ไม่เพียงเท่านั้นระดับของพรสวรรค์ สามารถที่จะบอกได้ถึงความก้าวหน้าในอนาคตของผู้ทดสอบ ถึงแม้จะมีโอกาสคลาดเคลื่อนอยู่บ้างหากบุคคลผู้นั้น ได้พบเจอโชควาสนาในอนาคต แต่ส่วนมากก็มิผิดไปจากที่แท่นหินนั้นประเมิน”
ในช่วงที่ลี่อินสนทนากับจูเยว่อยู่นั้นผู้เข้าทดสอบของตระกูลชิวอีกคน ได้เสร็จสิ้นการทดสอบพอดีซึ่งเป็นผู้ไร้พรสวรรค์เช่นกัน ทำให้จากการทดสอบห้าคนแรกกลับเป็นผู้มีพรสวรรค์เพียงคนเดียว
“แม่นางหลี่... เจ้าจะขึ้นไปก่อนหรือไม่?” ชิวอี้เหวินกล่าวถามหลี่ฟางซิ่นออกไป เพราะตอนนี้เหลือเพียงแค่พวกตนสามคน
“พี่ชิว... เชิญท่านก่อน”หลี่ฟางซิ่นเพียงกล่าวตอบกลับไปอย่างไร้อารมณ์ใดๆ
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ได้! ข้าจะขึ้นไปก่อนเองให้เจ้าได้เห็นว่าอัจฉริยะกับเศษสวะ นั้นแตกต่างกันเช่นไร!”พร้อมใบหน้าที่เลื่อนมองไปยังร่างของจูเยว่ ด้วยสีหน้าเหยียดหยาม
ร่างที่ดูแข็งแกร่งค่อยๆเดินไปยังฐานของแท่นสื่อสวรรค์อย่างมั่นใจและค่อยๆวางมือลงไปอย่างไม่เร่งรีบ เสียงของผู้ชมได้เริ่มกล่าวสนทนา
“เจ้าคิดว่า นายน้อยชิวอี้เหวินจะเป็นผู้มีพรสวรรค์ระดับใด?”
“ตั้งแต่ข้าอยู่ภายในเมืองแสงอรุณมาได้เข้าร่วมชมการทดสอบมาถึง 5 ครั้งไม่เคยเห็นผู้ใดมีพรสวรรค์เกินระดับสอง แต่ข้าคิดว่านายน้อยชิวอาจสามารถทำได้”
“ไม่แน่ว่าอาจเป็นผู้มีพรสวรรค์ระดับ 2 อีกผู้หนึ่งก็เป็นได้”
เสียงผู้คนต่างคาดเดากันอย่างมากมายส่วนชิวเหวินจางผู้เป็นบิดาได้แต่ภาวนาอยู่ภายในใจ
เมื่อพลังลมปราณของชิวอี้เหวินได้เข้าไปยังแท่นหินอายุและระดับพลังเริ่มปรากฏ
เสียงตกตะลึงเริ่มดังขึ้นจากฝูงชนรอบลานทดสอบ
“อายุ 17 ปี!กลับมีพลังถึงเชื่อมโยงชีพจรขั้นที่ 1 !!”
แต่ก็เงียบลงไปเพราะแท่นสื่อสวรรค์เริ่มที่จะส่องแสงสว่างทั่วบริเวณอีกครั้ง ก่อนที่ตัวหนังสือจะปรากฏขึ้นมา
“ผะผู้... มีพรสวรรค์ระดับสาม!”
เสียงจากฝูงชนดังไปทั่วทั้งบริเวณลานทดสอบ ด้วยน้ำเสียงปิติยินดี ที่ได้เป็นสักขีพยาน การถือกำเนิดของอัจฉริยะระดับนี้ภายในเมืองแสงอรุณ
แม้ชิวอี้เหวินจะส่ายศรีษะด้วยความเสียดายที่ไม่สามารถไปถึงระดับสี่ได้ แต่มันได้สลัดอารมณ์นั้นทิ้งไปอย่างรวดเร็วเพราะถึงอย่างไรพรสวรรค์ระดับนี้ ก็ไม่เคยปรากฏขึ้นมา ภายในเมืองแสงอรุณมาก่อนจึงเริ่มฉีกยิ้มกว้างขึ้นมาด้วยความภาคภูมิใจ
ผู้อาวุโสโม่ค่อยๆหันไปยังผู้นำตระกูลชิวพร้อมรอยยิ้ม
“ดีใจกับท่านผู้นำตระกูลชิวด้วย ดูเหมือนว่า...อนาคตของตระกูลชิวในภายภาคหน้า จะสดใสอย่างแน่นอน”เพราะเมื่อมีพรสวรรค์ถึงระดับสามเช่นนี้ หากมีโอกาสอันดีอีกเพียงเล็กน้อยย่อมสามารถเข้าสู่ระดับหลอมกายาได้ไม่ยาก หากเป็นเช่นนั้น ก็มีโอกาสที่จะได้เป็นผู้อาวุโสระดับสูงภายในสำนักจันทร์กระจ่าง
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ขอบคุณสำหรับคำกล่าวชม ท่านผู้อาวุโสโม่”ชิวเหวินจางหัวเราะออกมาอย่างมีความสุข เมื่อได้ยินคำกล่าวชม
“ในอนาคตตระกูลชิวของข้าก็มิต้องเกรงกลัวผู้ใดอีก!!” พร้อมกับแสยะยิ้มขึ้นมาแล้วเหลือบตามองไปยังเฟยหรง ที่ยังคงนั่งหลับตาอยู่เช่นเดิม
“ยินดีกับท่านด้วยผู้นำตระกูลชิวด้วย นับว่าเป็นครั้งแรกของเมืองแสงอรุณที่ได้ให้กำเนิดผู้มีพรสวรรค์ระดับนี้ขึ้นมา”หลี่ฮุ่ยเหอได้กล่าวแสดงความยินดีแก่ชิวเหวินจางเพราะคิดว่าบุตรสาวของตนอาจจะยังด้อยกว่าในอนาคตจึงมิอาจปรามาสตระกูลชิวได้อีกต่อไป
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า บุตรสาวของท่านคงไม่ด้อยกว่าบุตรชายข้าอย่างแน่นอน” ถึงแม้ชิวเหวินจางจะกล่าวเช่นในออกไปแต่ภายในใจมันกลับหาได้คิดเช่นนั้นแม้แต่น้อย
ชิวอี้เหวินที่กำลังเดินกลับมายังบริเวณที่หลี่ฟางซิ่นอยู่พร้อมรอยยิ้มกว้างที่ฉีกแทบถึงใบหู เพราะคิดว่าด้วยความสามารถที่ตนได้แสดงออกย่อมต้องทำให้แม่นางหลี่มองตนดีขึ้นอย่างแน่นอน
แต่หาได้เป็นอย่างที่มันคิด เมื่อหลี่ฟางซิ่นยังคงมีสีหน้าเรียบเฉยทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของชิ่วอี้เหวินได้หายไป แต่ก็พยายามแย้มยิ้มออกมาอีกครั้งพร้อมกล่าว
“แม่นางหลี่ ถึงตาเจ้าแล้วเจ้าคงทำให้ทุกคนในที่แห่งนี้ ตื่นตะลึงได้อย่างแน่นอน!” นายน้อยชิวกล่าวออกไปเพื่อให้กำลังใจหลี่ฟางซิ่นเพราะคิดว่าตนที่เคยด้อยกว่ากลับก้าวนำหน้าไป อาจสร้างความไม่พอใจให้แก่นาง
“ขอบคุณพี่ชิว” นางกล่าวตอบกลับไปสั้นๆสายตาเหลือบมองไปยังจูเยว่เล็กน้อย ก่อนที่จะเริ่มเดินไปยังแท่นสื่อสวรรค์
ตอนนี้หลี่ฮุ่ยเหอรู้สึกกังวลขึ้นมาไม่น้อยเพราะบุตรสาวของตนตั้งแต่กลับมา ได้มีทีท่าที่แปลกไป ซึ่งมันคาดเดาว่าอาจเป็นปัญหาจากการฝึกฝนก็เป็นได้
เมื่อหลี่ฟางซิ่นได้เดินไปถึงบริเวณแท่นสื่อสวรรค์จึงค่อยๆวางมือเรียวบาง ที่ขาวราวกับหิมะของนางลงไปพร้อมกับเริ่มส่งพลังลมปราณเข้าไปภายใน แน่นอนว่าเป็นดั่งเช่นทุกคนที่ผ่านมาตัวหนังสือบอกอายุและระดับพลังได้ปรากฏขึ้น