ตอนที่ 15
ข้าพบว่าลูคัสเป็คนที่ห่วยกว่าที่คิด
แม้หนึ่งในหกนักสำรวจที่แข็งแกร่งที่สุดของอาณาจักรก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะไม่ทำเื่ผิดพลาดร้ายแรง
“พวกเราเองก็ได้รับผลกระทบจากความบ้าคลั่งของมหาดันเจี้ยน”ท่านเนียเรสเล่าเื่ราวก่อนหน้านี้ที่เจอมาให้ข้าฟังข้าเป่าปากเพื่อให้ลมร้อนช่วยทำให้ปากที่ชาไปเพราะความเย็นรู้สึกดีขึ้นแต่นั่นก็ไม่ค่อยช่วยเท่าไหร่ “เราถูกส่งไปยังห้องปริศนาที่โดยปกติการจะเข้าไปในห้องนั้นจะต้องผ่านเงื่อนไขพิเศษบางอย่างห้องปริศนาเป็ห้องที่จำเป็จะต้องเตรียมพร้อมอย่างรัดกุมในการเข้าไปสำรวจและเมื่อพวกเราเข้าไปในห้องนั้นอย่างกระทันหันพวกเราก็ได้เผชิญหน้ากับสิ่งที่เราไม่อาจจะรับมือได้”
“พวกท่านต้องเจอกับสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งสุดๆไปเลยงั้นสินะ”ข้าคาดเดา เนียเรสส่ายหน้า
“ไม่ล่ะ เลวร้ายกว่านั้น” หญิงสาวนักผจญภัยเอ่ย “เราเข้าไปในห้องที่ถูกกางไว้ด้วยคำสาปร้ายแรงสัตว์อสูรได้เอ่ยออกมาว่าให้ยกสิ่งของชิ้นหนึ่งให้มันยิ่งของสิ่งนั้นสำคัญกับพวกเรามากเท่าใดคำสาปที่เราได้รับก็จะยิ่งน้อยลงไปเท่านั้น”
“ข้าก็เลยคว้าตะเกียงนำทางขว้างเข้าใส่ปากเ้านั่นซะเลย!”ลูคัสแทรกออกมาด้วยท่าทีร่าเริงเหมือนเขาไม่ตระหนักเลยซักนิดว่าการกระทำนั่นทำให้พวกเราอาจจะต้องติดแหงกอยู่ในนี้ไปตลอดชาติ
“นี่ไม่ใช่เื่ตลกนะ!” เนียเรสหันไปดุ “เ้าไม่ได้ถามความเห็นของพวกเราเลย”นางดูจะมีความเป็ผู้ใหญ่มากกว่าผู้ชายพวกนั้นซะอีก
“คำสาปจะทำงานเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ข้าก็แค่พยายามจะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้เร็วที่สุดก็เท่านั้น”
“โดยการสร้างปัญหาใหม่ขึ้นมาแทน”โซวาโรขัดคอ เป็ลูคัสที่ถูกรุมอยู่ฝ่ายเดียว ““แต่ถึงอย่างนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการมอบตะเกียงให้กับสัตว์อสูรในห้องนั้นทำให้พวกเรารอดจากการโดนคำสาปร้ายแรงมาได้”
“ใช่ไหมล่ะ” ลูคัสยิ้มอย่างพอใจเนียเรสทำหน้าไม่พอใจที่ลูคัสทำตัวเหมือนเด็ก ข้าเองยังแอบรู้สึกหงุดหงิดเลย
“ทว่าการเสียสละสิ่งที่สำคัญก็ทำได้เพียงแค่ลดทอนผลของคำสาปไม่ได้ทำการยกเลิกมัน” ท่านเนียเรสหันมาเล่าต่อ
“อะไรนะ” ข้าขมวดคิ้ว“แสดงว่าพวกท่านก็ยังโดนคำสาปอยู่ดีงั้นเหรอ”
เนียเรสพยักหน้า “คำสาปที่พวกข้าได้รับคือคำสาปที่ทำให้พลังเวทมนตร์ในร่างกายลดลง”
“เดาว่าเกินครึ่ง” ลูคัสเสริม
“นั่นมันแย่มากเลยใช่ไหม” ข้าก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่ามันเลวร้ายแค่ไหน
“สำหรับข้าที่เป็ผู้อัญเชิญสัตว์อสูรเหมือนกับเ้านี่มันแย่สุดๆไปเลย” เนียเรสถอนหายใจ “เหมือนว่าผลของคำสาปอาจจะไม่หมดง่ายๆในกรณีที่เลวร้ายที่สุดคือมันเป็คำสาปถาวรที่จะมีผลต่อไปเรื่อยๆ”
“แล้วมันพอจะมีทางแก้ไหม” ข้าเริ่มรู้สึกเครียดไปด้วยแม้นั่นจะไม่ใช่เื่ที่เกี่ยวกับข้าโดยตรงก็ตามข้าอดเห็นใจท่านเนียเรสไม่ได้
“ก็มีอยู่แหละแต่ก็คงไม่สามารถจะแก้ได้ในระหว่างที่หลงทางอยู่แบบนี้” ท่านเนียเรสบอก
“พวกเรา...จะไม่สามารถออกไปข้างนอกได้ใช่ไหม”ข้ารู้สึกเย็นวาบที่ต้องพูดคำๆนั้น ไม่ได้เย็นมาจากอุณหภูมิโดยรอบแต่มันมาจากความกลัวตายที่ผุดขึ้นภายในจิตใจ ข้ายังไม่อยากตายข้ายังมีครอบครัวที่ต้องดูแล
“หากเราสามารถไปสมทบกับท่านโพรตาติสได้เราก็อาจจะได้ใช้ตะเกียงที่ท่านโพรตาติสนำมาพากลับออกไปได้ขอรับ” โซวาโรเสนอ
“ไอ้ตะเกียงอะไรนั่นมันคือทางเดียวที่จะพาเราออกไปจากที่นี่สินะ”ข้ารู้สึกว่าไข้กำลังจะขึ้นอีกรอบนั่นจึงทำให้เสียงของข้าอู้อี้เหมือนเป็ด “ข้าสงสัยว่าทำไมพวกท่านถึงไม่พกมาเยอะๆกันล่ะ”
“นั่นเป็ไอเดียที่ฉลาด” ลูคัสหันมาชมข้า “น่าเสียดายที่เรามีตะเกียงนำทางเหลืออยู่เพียงห้าชิ้นเท่านั้นในอาณาจักรและสองในห้านั้นก็อยู่ในมหาดันเจี้ยนนี่”
“อันที่จริงต้องเป็หนึ่งในสี่ขอรับ”โซวาโรพยายามย้ำเตือนข้อผิดพลาดที่ลูคัสได้ทำลงไปแต่เอาเข้าจริงๆข้าก็ไม่คิดว่าการกระทำของลูคัสมันเป็ความผิดพลาดอะไรขนาดนั้นเพราะเขาตั้งใจที่จะปกป้องคนอื่นๆหากเขาไม่แลกหนทางกลับบ้านไปก็ไม่มีใครรู้ว่าคำสาปจะทวีความรุนแรงขึ้นมากขนาดไหน
“ข้าก็ได้แต่หวังว่าตะเกียงนำทางของท่านโพรตาติสจะยังใช้การได้ล่ะนะ”ท่านเนียเรสถอนหายใจอีกครั้ง
พวกเราเดินกันต่อจนมาถึงทางออกจากห้องโถงน้ำแข็งที่กว้างใหญ่นี่สถานที่ที่ข้าเกือบจะเอาชีวิตมาทิ้ง ในทางเดินแคบๆมืดๆได้แสงจากดาบเพลิงของลูคัสเป็เครื่องนำทางอาเธอร์ตื่นขึ้นมา มันเหยียดตัวหาว
“ล้าชะมัดจบจากอันนี้ข้าจะเกษียณตัวเองแล้วนะเหมียว” แมวส้มบ่นข้าอมยิ้มที่มันดูแข็งแรงดี
“เ้าช่วยข้าเอาไว้สินะ” ข้าพูดในสิ่งที่เข้าใจว่ามันเป็เช่นนั้น “ข้าติดหนี้เ้าอีกครั้งแล้ว”
“อันที่จริงไม่ใช่ข้าหรอก” อาเธอร์กล่าวด้วยเสียงเอื่อยๆ “เอเธนต่างหากที่ช่วยเ้าเอาไว้”
ข้าชะงักไปนิดนึง พลางนึกว่าเอเธนคือแมวสีอะไรเป็ตัวที่สู้กับท่านลูคัสหรือเปล่านะ ไม่สิรู้สึกว่าตัวนั้นจะชื่อว่าลูอะไรซักอย่างนี่อีกตัวที่ข้ารู้จักก็คือแมวเวทมนตร์ฟาเอล
“เอเธนคือแมวอีกตัวที่อยู่ในร่างของเ้างั้นเหรอ”
“มาว” ข้าสามารถเข้าใจได้ว่าอาเธอร์ตอบว่าใช่“แต่ปกติหมอนั่นไม่ค่อยจะเคลื่อนไหวเพื่อคนอื่นหรอกนะเหมียว”
“แต่มันก็เพิ่งช่วยข้าไม่ใช่เหรอ”ข้าขมวดคิ้วสงสัย
“เพราะถ้าเ้าตายพวกเราก็จะแย่เหมือนกัน” อาเธอร์ครางในลำคอ “ข้าไม่อยากจะกลับไปที่โลกหลังความตายด้วยสภาพแบบนี้แน่ๆ”
นั่นยิ่งทำให้ข้างงหนัก แต่ก่อนจะได้ถามอะไรต่อท่านเนียเรสก็เอ่ยขึ้นมาว่า “ข้าไม่อยากจะเชื่อที่โซวาโรบอกว่าสัตว์อสูรของเ้าอยู่แค่ระดับสอง”
“ทำไมเหรอ” ข้าถามกลับ
“ปกติสัตว์อสูรที่สามารถติดต่อกับเ้าของได้ต้องมีระดับมากกว่าระดับแปดขึ้นไปและถึงแม้จะเป็ระดับสิบก็ไม่ใช่ว่าทุกตัวจะสื่อสารกับผู้อัญเชิญได้หรอกนะ”ท่านเนียเรสเล่า ข้าใ
“ข้านึกว่ามันเป็เื่ปกติซะอีก”ข้าคิดเช่นนั้นมาโดยตลอด ท่านเนียเรสหัวเราะหึๆ
“แม้ข้าจะถูกยอมรับว่าเป็นักอัญเชิญสัตว์อสูรที่เก่งที่สุดในอาณาจักรแต่ข้าก็มีสัตว์อสูรที่สามารถสื่อสารได้ไว้ในเพียงแค่สองตัวเท่านั้นแถมยังเป็สัตว์อสูรที่เรียกมาได้แบบชั่วคราวอีกบางทีเ้าก็ดูโชคดีจนน่าประหลาดเลยล่ะ”
ข้าไม่ค่อยแน่ใจว่าตัวเองกำลังถูกชมอยู่หรือเปล่า
แล้วพวกเราก็เดินทะลุไปยังอีกห้องนึกปากทางเข้ามีพายุหิมะซัดถล่มเข้าใส่จนหิมะกองแน่นแทบจะไม่มีทางไปต่อจนกระทั่งลูคัสหัดดาบเพลิงะเิกองหิมะเ่าั้เผยให้เห็นสภาพแวดล้อมของห้องถัดไปที่พวกเราจะต้องทำการสำรวจบอกได้ยากว่าภูมิประเทศเป็เช่นไร เพราะภาพทุกอย่างถูกบดบังด้วยสภาพอากาศอันเลวร้ายพายุหิมะรุนแรงซัดกระหน่ำมองด้วยตาเปล่าก็รู้ว่าเรามาสามารถจะเดินลอยชายผ่านห้องนี้ได้เหมือนอย่างห้องที่ผ่านๆมาโดยไม่แข็งตาย
“โอเค” ลูคัสยิ้มแห้งๆ“ถึงเวลาที่ข้าต้องยอมรับแล้วล่ะว่าข้าเกลียดอากาศที่เย็นเกินไป”
“เรา...จะฝ่ากันไปงั้นเหรอ” ข้าถามและหวังจะให้ทุกคนตอบว่าไม่ใช่ทว่าความเงียบงันจากเหล่านักสำรวจระดับสูงก็ทำให้ใจข้าแป้วทันที
“ถ้าใครกำลังจะไปชงโกโก้ร้อนก็ต้องเร่งมือหน่อยนะ”อาเธอร์ขดตัวจนเป็ก้อนกลมในอ้อมกอดของข้าที่มันยังมีอารมณ์พูดเล่นอยู่ได้ก็คงเป็เพราะมันเอาแต่หลบอยู่ในถุงหนังอุ่มๆไม่ต้องฝ่าลมหนาวะเืแบบพวกข้านี่นา“อ้อ! แล้วก็ชงเผื่อข้าด้วยนะเหมี๊ยว”
โปรดติดตามตอนต่อไป